วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตซัพพลายเชนขาดแคลนและต้นทุนพลังงานพุ่งสูงทะลุเพดานสิ่งที่รัฐบาลไทยชุดนี้เลือกทำกลับไม่ใช่การ“ดับไฟที่ต้นลม” แต่คือการ “สาดน้ำมันเข้ากองเพลิง” เพียงเพื่อรักษาคะแนนนิยมที่กำลังร่วงกราว โดยไม่สนว่าสิ่งที่เหลือทิ้งไว้จะเป็นเถ้าถ่านที่ประชาชนต้องรับผิดชอบไปชั่วลูกชั่วหลาน
1. ตรรกะวิบัติ: กระตุ้นอุปสงค์ในวันที่สินค้าขาดแคลน
ความหน้ามืดตามัว สะท้อนผ่านนโยบายแจกเงินให้คนไปช้อปปิ้งถึง 60%ของราคาสินค้า นี่คือยาพิษที่เคลือบน้ำตาลอย่างชัดเจน ในสภาวะที่วัสดุการผลิตขาดแคลนและต้นทุนสูงลิ่วการที่รัฐไปหนุนให้คนแห่กันซื้อสินค้า (เพราะจ่ายเองแค่40%) ยิ่งเป็นการกระแทกแรงกดดันฝั่งดีมานด์ให้พุ่งสูงขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ“ภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ยาก” เมื่อความต้องการมีมากกว่าของที่มีอยู่ ราคาสินค้าก็ยิ่งทะยานฟ้า
นี่คือการแก้ปัญหาที่ฉลาดที่สุดแล้วหรือ เพราะนอกจากจะไม่ช่วยลดค่าครองชีพจริงแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมให้การผลิตชะงักงัน ผู้ผลิตหาวัตถุดิบไม่ได้ได้ก็มีราคาแพง แต่กลับถูกกดดันด้วยแรงซื้อที่บวมโต
2. บริหารแบบ “เหยียบคันเร่งแทนที่จะแตะเบรก”: ทำไมไม่ลดต้นทุน?
รัฐบาลเลือกทางที่ดูเท่ในการแจกเงินแต่กลับเมินเฉยต่อการแก้ไขที่โครงสร้างต้นทุน:
• ภาษีสรรพสามิต: รัฐยังคงกระหายสูบเงินจากประชาชน ขูดรีดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและอื่นๆ รวมๆ กว่า 7 บาทต่อลิตร
• ค่าการกลั่น: ปล่อยให้กลุ่มทุนโรงกลั่นเอาเปรียบประชาชนได้สูงมากกว่า10 บาทต่อลิตร
หากรัฐบาลมีความกล้าหาญทางจริยธรรมเพียงพอ การลดภาษีและคุมค่าการกลั่นจะช่วยลดต้นทุนสินค้าทั้งกระดานโดยไม่ต้องกู้เงินมาแจกสักบาทเดียว แต่รัฐบาลกลับเลือกกู้เงินมาแจกให้ประชาชนตั้งวง “เลี้ยงฉลอง” บนความหายนะ เพื่อให้กลุ่มทุนใหญ่ที่มีสินค้าในมือมากกว่ารายย่อยได้รับกำไรไปเต็มๆ
3. “วินัยการคลัง” หรือ“การเล่นกลบัญชี”?
การอ้างว่าหนี้สาธารณะยังอยู่ที่69% ไม่เกินเพดาน 70% แล้วยังกู้เงินได้อีกในอนาคตคือการ “ตบตาประชาชน” ด้วยตัวเลขที่บิดเบี้ยว รัฐบาลกำลังอาศัยความ “บวม” ของ GDP จากเงินเฟ้อมาเป็นเกราะป้องกัน:
• เมื่อราคาสินค้าแพงขึ้น (เงินเฟ้อ) ตัวเลข GDP ในเชิงมูลค่าก็สูงขึ้นตามทั้งที่ปริมาณการผลิตจริงอาจจะโตเพียงเล็กน้อย
• พอ GDP บวมขึ้น สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ก็ดูเหมือนจะลดลงหรือคงที่ทั้งที่ภาระหนี้ก้อนโตนั้นคือของจริง
นี่คือการหลอกตัวเองและหลอกชาวบ้าน เป็นภาพลวงตาทางการคลังที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ
4. ตัวอย่างที่ดี? : รัฐบาลหนี้ท่วม สอนประชาชนกู้มาบริโภค
วินัยการคลังที่แท้จริงคือ “กู้มาเพื่อผลิต” ที่จะได้ผลตอบแทนงอกเงยใช้หนี้เงินกู้ได้ ไม่ใช่กู้มาเพื่อแจกจ่ายกินใช้ไปวันๆ ปัจจุบันประเทศไทยแบกหนี้ใกล้เต็มเพดาน และเราต้องเจียดงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่า 12% ของรายรับของรัฐบาลที่หาได้
ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูงมาก จนหน้ากังวลใจทั้งต่อตัวรัฐบาลเองและต่อผู้รู้ในอารยประเทศ
พฤติกรรมของรัฐบาลครั้งนี้คือตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุด ที่ส่งผลต่อปัญหาหนี้ครัวเรือน รัฐบาลกำลังทำตัวเป็น “หัวหน้าครอบครัวที่ไม่คิด” กู้เงินเพิ่มมาจัดปาร์ตี้ขณะที่บ้านกำลังถูกยึด ทำให้ประชาชนเสพติดการกู้เพื่อบริโภคตามแบบอย่างรัฐบาล
บทสรุป: ถึงเวลาตื่นรู้ก่อนล่มสลาย
คำอ้างที่ว่า “สัญญาแล้วต้องทำ”ในวันที่บริบทโลกเปลี่ยนไป คือการยึดติดที่เห็นแก่ตัวและเห็นแก่ประโยชน์ของพรรคพวกมากกว่าความรอดของชาติ หากผู้บริหารประเทศแยกแยะไม่ออกระหว่าง “การกระตุ้นเศรษฐกิจ” กับ “การทำลายระบบการคลัง”ก็ถึงเวลาที่ประชาชนต้องส่งเสียงถามดังๆ ว่า...
“เราจะปล่อยให้คน…(ฉลาด) ที่ถือกระเป๋าตังค์ของเรา กู้เงินมาเผาทิ้งเพื่อซื้อคำชมเพียงชั่วคราวไปถึงเมื่อไหร่?”
หยุดใช้ตัวเลขทางบัญชีมาฟอกขาวความล้มเหลว แล้วกลับมาแก้ปัญหาที่ “ต้นทุนการผลิต” ก่อนที่ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่หนี้ล้นพ้นตัวแต่คนในชาติไม่มีแม้แต่อาหารจะกิน!
รองศาสตราจารย์
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ยกระดับจุดผ่านแดนถาวรบ้านคกไผ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ความมั่นคงชายแดน
สะเทือนใจคนรักสัตว์ เวียดนามทลายแก๊งขโมยแมวส่งโรงเชือด ช่วยได้กว่า400ตัว
คุกตลอดชีวิต สาธิต รังคสิริ อัยการไม่ฎีกา ปิดฉากคดีโกงภาษี 3 พันล้าน
ด่วน! ถนนลาดพร้าวทรุดตัวหน้าโลตัสบางกะปิ จราจรติดขัดหนัก แนะเลี่ยงเส้นทาง
น้ำมันลดอีก!!! เบนซิน ลง 75 สตางค์ ดีเซล คงเดิม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี