วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569
น่าแปลกใจยิ่งนัก ทั้งนโยบายการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างอ่าวไทยกับอันดามันที่เรียกว่า Land Bridge และนโยบายกัญชาเสรี ต่างไม่ได้ถูกนำเสนอในการแถลงนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันต่อรัฐสภา
แต่ไม่กี่วันก่อนรัฐบาล รองนายกฯพิพัฒน์ รัชกิจประการ สำทับด้วยนายกฯอนุทิน ต่างรีบเร่งและดูจะเอาจริงกับโครงการ Land Bridgeที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้และผลกระทบต่างๆ อย่างรอบคอบ
ส่วนนโยบาย “กัญชาเสรี” ที่เคยถูกใช้เป็นอาวุธหลักในการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย จนนำไปสู่การปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดแบบ “หักดิบ” ในปี 2565
วันนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร เมื่อพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยมีคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่ประเด็นกัญชาที่เคยร้อนแรงกลับถูกทำให้เงียบกริบ ราวกับไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้น
1. ยุทธศาสตร์ “นิ่งเพื่อหลบ” : การเพิกเฉยที่ไร้ความรับผิดชอบ
การที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยไม่ระบุนโยบายกัญชาให้ชัดเจนในปัจจุบัน สะท้อนถึงภาวะ “ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง” (Accountability Void)
รัฐบาลเลือกที่จะนิ่งเฉยเพื่อหลีกเลี่ยงข้อโต้แย้งจากสังคมที่กำลังลุกฮือต่อต้านผลกระทบจากกัญชาสันทนาการ การทำเช่นนี้ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการ “ทิ้งภาระ” ให้สังคมแบกรับเพียงลำพัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของตนเอง
2. ปล่อยปัญหา “คาราคาซัง” : สุญญากาศที่ฆ่าอนาคตชาติ
ในขณะที่รัฐบาลสนุกกับการเสวยอำนาจ แต่บนท้องถนนกลับเต็มไปด้วยร้านขายกัญชาเพื่อการสันทนาการที่เปิดเย้ยกฎหมาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังลุกลามคือ:
• เยาวชนกลายเป็นหนูทดลอง: กัญชาหาซื้อง่ายพอๆ กับขนม ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงสารเสพติดได้โดยไม่มีเกราะป้องกัน
• สังคมไร้ระเบียบ: การเสพกัญชาในที่สาธารณะและการขาดการควบคุมเชิงคุณภาพ กลายเป็นปัญหาสังคมที่สร้างความเดือดร้อนให้คนทั่วไป
• ความล้มเหลวของรัฐวิสาหกิจและผู้ประกอบการ: ความคลุมเครือทำให้นักลงทุนที่ตั้งใจทำกัญชาทางการแพทย์จริงๆ ต้องเคว้งคว้าง เพราะไม่รู้ทิศทางที่แน่นอน
3. บททดสอบจริยธรรม: รัฐบาลต้อง“เช็ดล้าง” สิ่งที่ตนเองทำไว้
หากรัฐบาลภูมิใจไทยยังคงเพิกเฉย จะถือว่าเป็น “รัฐบาลที่ขาดความรับผิดชอบต่อการกระทำในอดีตอย่างร้ายแรง” สิ่งที่รัฐบาลต้องทำทันทีเพื่อกู้คืนศรัทธาคือ:
• ยอมรับความผิดพลาด: กล้ายอมรับว่าการปล่อยกัญชาเสรีโดยไม่มีกฎหมายลูกรองรับในอดีตคือความผิดพลาด และต้องเร่งแก้ไข
• บังคับใช้กฎหมาย “จำกัดเฉพาะทางการแพทย์” อย่างเด็ดขาด: ต้องออกพ.ร.บ.กัญชาฯ ที่ระบุว่าการขายเพื่อสันทนาการคือความผิดทางอาญา ไม่ใช่แค่การขอความร่วมมือ
• มาตรการเยียวยาสังคม: ต้องมีงบประมาณและนโยบายที่ชัดเจนในการเยียวยาเยาวชนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการ “หลงผิด” ในช่วงกัญชาไร้ระเบียบ
หากรัฐบาลเลือกที่จะนิ่งเฉยต่อไป
ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยจำเป็นต้องใช้กลไกการตรวจสอบและกดดันที่เข้มข้นขึ้น โดยผ่านช่องทางที่เห็นผลชัดเจนได้ดังนี้:
1). กลไกผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ (พรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน)
แม้ภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำ แต่รัฐบาลประกอบด้วยหลายพรรค ประชาชนควรกดดันไปที่ “พรรคร่วมรัฐบาล” อื่นๆ (เช่น เพื่อไทย) ให้รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ตอนหาเสียงว่าจะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด หรือควบคุมให้ใช้เฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น
• การล่ารายชื่อ: ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเข้าชื่อเพื่อเสนอ ร่างพ.ร.บ.กัญชาฉบับภาคประชาชน ที่เน้นการควบคุมสันทนาการอย่างเข้มงวด เพื่อบีบให้สภาต้องนำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาโดยเร็ว
2). กลไกทางกฎหมายและตุลาการ
หากฝ่ายบริหารไม่ขยับ ประชาชนสามารถใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ:
• ฟ้องศาลปกครอง: ในประเด็นการละเลยต่อหน้าที่ของรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น กระทรวงสาธารณสุข) ที่ปล่อยให้เกิดสุญญากาศจนละเมิดสิทธิในด้านสุขภาวะของประชาชนและเยาวชน
• การร้องเรียนผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน: เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนหรือไม่
3). กลไกการกดดันทางสังคม (Social Sanction & Mobilization)
นี่คือกลไกที่เห็นผลเร็วที่สุดในยุคดิจิทัล:
• การรณรงค์เชิงสัญลักษณ์: เช่น การติดป้ายหรือสติกเกอร์ “พื้นที่ปลอดกัญชาสันทนาการ”ในชุมชนและสถานศึกษา เพื่อสร้างกระแสกดดันว่าสังคมไม่ยอมรับนโยบายที่ไร้การควบคุม
• การทำ Data Journalism: ภาคประชาสังคม (NGOs) และสื่อมวลชนต้องช่วยกันรวบรวม “สถิติผลกระทบ” เช่น จำนวนเยาวชนที่เข้าโรงพยาบาลจากกัญชา หรือคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาตีแผ่รายวันเพื่อให้รัฐบาลไม่สามารถบิดเบือนข้อเท็จจริงได้
4). กลไกการเมืองภาคประชาชน (Civil Disobedience)
• การทำประชามติจำลอง (MockReferendum): ในระดับท้องถิ่นหรือสถาบันการศึกษา เพื่อสะท้อนเสียงที่แท้จริงของประชาชนว่าต้องการให้กัญชาอยู่ในรูปแบบไหน (ทางการแพทย์ vs สันทนาการ) ผลโพลที่สะท้อนเสียงส่วนใหญ่อย่างท่วมท้นจะเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อฐานเสียงของพรรคแกนนำรัฐบาล
บทสรุป
อำนาจที่มาพร้อมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีไว้เพื่อใช้หลบเลี่ยงปัญหาที่ตนเองก่อขึ้นในอดีต
หากพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลยังเลือกที่จะปล่อยให้กัญชาสันทนาการเต็มบ้านเต็มเมืองเพียงเพราะ “ไม่กล้าสู้หน้าสังคม”นั่นย่อมเป็นการประกาศตัวว่าเป็นรัฐบาลที่ไร้ซึ่ง
ธรรมาภิบาลและไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
ถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยต้องเลิก “เล่นเกมเงียบ” แล้วหันมาเผชิญหน้ากับความพังทลายของสังคมที่เกิดจากนโยบายของตนเอง ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะจดจำท่านในฐานะรัฐบาลที่นำพาความเสื่อมถอยมาสู่เยาวชนไทย
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตก ปมร้องรัฐบาลตั้งคำถามประชามติแก้ รธน.
นายอำเภอสั่งฟันคดี! '2 ท่าข้าว' เบี้ยวเงินชาวไร่ข้าวโพด 16 ราย-สูญกว่า 2.1 ล้าน
ผ่อง เล่งอี้ เปิดเอง ประกาศอุทยานแห่งชาติป่าทับลาน ทับชุมชนเดิม ลั่นใครเดือดร้อนให้มาแจ้งทีหลัง
ธนกร หนุนเพิ่ม เจ้าพนักงานคดี รับมือคดีซับซ้อน-ทนายปีศาจ
อาลีบาบา ลุยฟ้องรัฐบาลสหรัฐ หลังโดนแบล็กลิสต์เพนตากอน ยัดข้อหาโยงกองทัพจีน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี