วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะ“สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น คือสภาวะที่คนไทยกำลัง “แก่ก่อนรวย” และที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ “แก่แล้วแต่หนี้ยังไม่หมด”
ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยสถิติที่น่าสะเทือนใจว่า :
● ผู้สูงอายุช่วงอายุ 60-69 ปี มีหนี้สินเฉลี่ยสูงถึง 453,438 บาทต่อราย
● แม้กระทั่งในวัย 70-79 ปี ที่ควรจะได้พักผ่อนและไม่มีรายได้แล้ว ก็ยังต้องแบกหนี้เฉลี่ยถึง 287,932 บาทต่อราย
คนไทยกว่าครึ่งเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปี และติดอยู่ในวงจรหนี้สินยาวนานจนไร้ “กันชนทางการเงิน” เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณแทนที่จะมีเงินออมไว้ใช้พึ่งพาตนเอง
ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวผู้สูงอายุ แต่กำลังเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่กดทับคนวัยทำงานรุ่นลูกหลานที่ต้องแบกรับทั้งค่าครองชีพของตนเองและภาระของครอบครัว ขณะที่ภาครัฐเองก็ต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลไปกับงบสวัสดิการและเบี้ยยังชีพที่แทบไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
มายาการ “สลากกินแบ่ง” : เม็ดเงินแสนล้านที่ละลายเงินออมของประชาชน
ในขณะที่รัฐบาลพยายามรณรงค์ให้ประชาชนออมเงิน แต่กลไกของรัฐเองอย่าง “สลากกินแบ่งรัฐบาล” กลับเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ดูดซับสภาพคล่องและเงินออมของคนรายย่อยไปปีละมหาศาล
ปัจจุบันสำนักงานสลากฯ ออกสลากงวดละ105 ล้านใบ รวม 24 งวดต่อปี คิดเป็นจำนวนสลากสูงถึง 2,520 ล้านใบ สร้างมูลค่าเงินหมุนเวียนสูงถึง 201,600,000,000 บาท (กว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี) ทว่า เงินจำนวนนี้ถูกนำไปจัดสรรตามข้อจำกัดเดิมๆ ดังนี้
.jpg)
วงเงินกว่า 3.4 หมื่นล้านบาทที่จมไปกับ“ค่าการตลาดและส่วนต่างระบบตัวแทน” ผนวกกับเม็ดเงินที่สูญเปล่าของประชาชนที่ไม่ถูกรางวัลยิ่งซ้ำเติมให้คนระดับฐานรากขาดเงินออม เกิดภาวะรวยกระจุกจนกระจาย และความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็ยิ่งขยายวงกว้างขึ้นทุกปี
ข้อเสนอถึงกระทรวงการคลัง : ปฏิวัติลอตเตอรี่ดิจิทัล 100% สู่ “กองทุนการออมแห่งชาติ”
ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงการคลังและรัฐบาลจะต้องเปลี่ยน “ความหวัง” ของประชาชนให้กลายเป็น“ความมั่นคง” ยุคดิจิทัลเปิดโอกาสให้เราล้างระบบโควตาแบบเดิม เพื่อสร้างนโยบายที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ผ่านแนวคิด “หวยไม่ถูก...คืนเงินเป็นเงินออม” ด้วยแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อดังนี้
.jpg)
1.ปรับสู่ระบบดิจิทัล 100% เพื่อตัดวงจร “ค่าการตลาด” : หากรัฐบาลเปลี่ยนการขายสลากทั้งหมดเป็นระบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันอย่างเบ็ดเสร็จ ประชาชนซื้อตรงระบุชื่อและเลขบัตรประชาชน รัฐจะสามารถประหยัดงบค่าบริหารจัดการและค่าจำหน่ายได้ทันทีหลายหมื่นล้านบาทต่อปี เพราะไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายส่วนต่างให้ยี่ปั๊วหรือระบบโควตาเดินสายอีกต่อไป
2.เปลี่ยน “ค่าการตลาดที่ประหยัดได้” เป็น “เงินคืนใบละ 10 บาท” : นำเม็ดเงินค่าการตลาดที่ประหยัดได้จากการขายตรงระบบดิจิทัล กลับคืนมาเป็นผลประโยชน์ให้ประชาชน โดยกำหนดให้ “สลากทุกใบที่ไม่ถูกรางวัล จะได้รับเงินคืนใบละ 10 บาท” (คิดเป็น 12.5% ของราคาหน้าสลาก 80 บาท) ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับส่วนลดที่เคยให้ระบบตัวแทนเดิมอยู่แล้ว
3.ผูกบัญชีเงินคืนตรงเข้า “กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)” : เงินคืนใบละ 10 บาทนี้จะไม่ถูกจ่ายกลับมาเป็นเงินสดให้เอาไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายหรือซื้อหวยต่อทันที แต่ระบบจะโอนตรง
เข้าบัญชี กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)ภายใต้ชื่อของผู้ซื้อสลากรายนั้นๆ โดยอัตโนมัติเงินก้อนนี้จะถูกล็อกไว้และนำไปบริหารจัดการลงทุนเพื่อให้ดอกผลเติบโต และจะสามารถเบิกถอนออกมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อผู้ซื้อสิ้นสุดวัยทำงานหรือเข้าสู่วัยเกษียณแล้วเท่านั้น
พลิกพฤติกรรม “ชอบเสี่ยงโชค” ให้กลายเป็นการ “บังคับออม”
ข้อดีของนโยบายนี้คือ รัฐบาลไม่ได้ไปห้ามหรือเปลี่ยนพฤติกรรมการชอบเสี่ยงโชคของคนไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ห้ามได้ยาก แต่เป็นการใช้จิตวิทยาเชิงบวก “เปลี่ยนการพนันให้กลายเป็นการออมทรัพย์จำยอม”
ลองจินตนาการว่า หากชาวบ้านคนหนึ่งซื้อหวยงวดละ 10 ใบ (800 บาท) เป็นเวลา 1 ปี (24 งวด) หากเขาไม่ถูกรางวัลเลย แทนที่เงิน 19,200 บาทนั้นจะหายวับไปกับตา เขาก็จะยังมีเงินสะสมนอนอยู่ในบัญชี กอช. แน่ๆปีละ 2,400 บาท หากสะสมต่อเนื่อง 20-30 ปี ย่อมกลายเป็นเงินก้อนหลักหมื่นหลักแสนบาทที่เป็น “กันชน” ยามแก่เฒ่า ช่วยลดภาระหนี้สิน
และเมื่อเขามีบัญชีการออมก็ส่งเสริมให้เพิ่มการออม โดยรัฐให้เงินออมสมทบอีกจำนวนหนึ่ง จะทำให้ผู้สูงอายุมีเงินดำรงชีพโดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงแค่เบี้ยยังชีพหลักร้อยจากรัฐบาล
เสียงสะท้อนที่สังคมต้องช่วยกันกดดัน
การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมต้องเผชิญกับแรงเสียดทาน โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์เดิมที่เคยได้โควตาสลากใบและส่วนต่างร้อยละ 2-14 ซึ่งครอบคลุมเครือข่ายกลุ่มอิทธิพลและตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ในอดีต ดังนั้น สังคมและภาคประชาชนจึงต้องช่วยกันส่งเสียงและกดดันกระทรวงการคลังให้กล้าก้าวข้ามผลประโยชน์ระยะสั้นของกลุ่มทุนสลาก แล้วมองไปที่ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติ
หากรัฐบาลกล้าปฏิรูปเปลี่ยน “ใบลอตเตอรี่ที่ไม่ถูกรางวัล” ให้กลายเป็น “สมุดเงินออมเพื่อการเกษียณ” รัฐบาลจะไม่เพียงแต่ช่วยปลูกกล้าไม้แห่งการออมให้กับประชาชนที่ยังชอบซื้อหวย แต่จะได้รับการสรรเสริญว่ามีวิสัยทัศน์ในสภาวะสังคมสูงวัยของประเทศไทย
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

3ใบแดง! จังโก้ทุบแอฟริกาใต้2-0เปิดบอลโลก
กรมอุตุฯ สภาพอากาศพรุ่งนี้ ทั่วไทยฝนตกหนัก กทม.-ปริมณฑลอ่วม
โลกลุกเป็นไฟ 9 ชาติมหาอำนาจผลาญงบใช้จ่ายด้าน อาวุธนิวเคลียร์ แสนล้านดอลล์
แรงทุกประโยค! เปิดคำพูด 'ก๊อท' ป้องเด็กในสังกัด ฉะเดือดทักก่อน-ขึ้นห้องเอง ใครกันแน่สำส่อน?
เพื่อนไม่ทิ้งกัน! ทนายเดชา มาเรือนจำฯ รอรับ ‘ทนายตั้ม’ หลังได้ประกันตัว

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี