วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ในเดือนตุลาคม 2569 นี้ ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง เมื่อระบบการเงินโลกจะเคลื่อนตัวมารวมกันที่กรุงเทพมหานคร ในการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนการจัด “โอลิมปิกทางการเงินและการคลัง” ซึ่งวนกลับมาจัดที่ประเทศไทยในรอบ 35 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534
ใครจะมาเยือนเราบ้าง?
งานนี้ไม่ใช่การประชุมสัมมนาทั่วไป แต่เป็นการรวมตัวของผู้ทรงอิทธิพลในการกำหนดทิศทางโลกกว่า 15,000 คน นำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลางจาก 191 ประเทศสมาชิก นายธนาคารระดับโลก นักลงทุน
ข้ามชาติ ตลอดจนนักวิชาการและผู้นำความคิดชั้นนำ
การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่นานาชาติต่อเสถียรภาพทางการเงิน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในภูมิภาคอาเซียน
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม: คุ้มค่าแค่ไหน?
ในทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินมหาศาลจะถูกฉีดเข้าสู่ระบบทันที คณะผู้แทนทั้งหมดเดินทางและพำนักด้วยงบประมาณของตนเอง การจับจ่ายในโรงแรมระดับ 4-5 ดาวร้านอาหาร ภาคการขนส่ง และการท่องเที่ยวหลังจบงาน จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่มีกำลังซื้อสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปหลายเท่าตัว
ในระยะยาว นี่คือการ “ประกาศศักยภาพ”ของประเทศผ่านหน้าสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Bloomberg หรือ Reuters นำมาซึ่งความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่จะกล้าเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตของไทย และยังเป็นโอกาสที่คนไทยจะได้รับสาระความรู้ระดับโลก ทั้งเรื่องทิศทางเงินเฟ้อ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี AI ทางการเงิน และแนวคิด “การเงินสีเขียว” (Green Finance) เพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน ซึ่งจะเป็นทิศทางขับเคลื่อนโลกนับจากนี้
โดยคนไทยทั่วไปมีหน้าที่ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีด้วยความเข้าใจ วางแผนการเดินทางเพื่อลดความหนาแน่นของการจราจร และผู้ประกอบการพร้อมปรับตัวรับเทคโนโลยิจิทัลและมาตรฐานการบริการระดับสากล
จากห้องประชุมในเมืองหลวง สู่ความจริงเชิงยุทธศาสตร์ในชนบท
ทว่า...การประชุมระดับโลกเช่นนี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยได้อย่างเต็มที่และยั่งยืนจริงหรือ หากเราทำเพียงแค่ต้อนรับพวกเขาในห้องแอร์อันหรูหราของเมืองหลวง พาชมสถานที่ท่องเที่ยวตามพิมพ์นิยม หรือซื้อขายสินค้าหัตถกรรมที่ปรุงแต่งขึ้นเพื่อการโฆษณาสร้างภาพ แผนการรับรองผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูงส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นความวิจิตรตระการตาที่ถูกจัดวางไว้สำเร็จรูป
แต่หากเราต้องการสร้าง Soft Power ที่แท้จริงที่เปลี่ยน “ความน่าสงสาร” ให้กลายเป็น “ความเคารพ” เราจำเป็นต้องกล้าเปิดเผย “ความจริงและภูมิปัญญา”ที่แท้จริงในชนบทไทยให้พวกเขารับรู้
สร้างโปรแกรมยุทธศาสตร์ในพื้นที่จริง
เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว จึงขอเสนอ 6 โปรแกรมเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่จริง เพื่อให้ผู้นำและนักเศรษฐศาสตร์โลกแม้เพียงบางส่วนบางคน ได้เรียนรู้วิถีชีวิต อัตลักษณ์และความท้าทายที่แท้จริงของประเทศไทย ดังนี้:
.png)
.png)
1. พลังแห่งความทรหดและเกษตรกรรมออร์แกนิกโลก(ยโสธร สุรินทร์ ศรีสะเกษ):
นำผู้บริหารระดับโลกไปดูพื้นที่ “ทุ่งกุลาร้องไห้”ที่เคยแห้งแล้งจัด แต่ชุมชนกลับรวมตัวกันอย่างมุ่งมั่นยาวนานหลายปี ปรับปรุงดินทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ จนสามารถบริหารจัดการ “โรงสีข้าวพิเศษของชุมชน” ที่ส่งออกขายทวีปยุโรปภายใต้มาตรฐาน Fair Tradeได้สำเร็จ นี่คือโมเดลการยกระดับจากเกษตรกรรายย่อยสู่ผู้ประกอบการระดับโลกด้วยความพึ่งพาตนเอง
2.ระบบนิเวศสามน้ำและการปรับตัวของเมือง (ฉะเชิงเทรา/สมุทรสงคราม):
สัมผัสชีวิตชาวนาเกลือแดดดั้งเดิม สวนมะพร้าวน้ำหอม และการเลี้ยงปลาในพื้นที่ 3 น้ำ ท่ามกลางความท้าทายของการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรม สะท้อนภาพการบริหารจัดการทรัพยากรดินและน้ำที่เกี่ยวพันกับอาชีพและสิ่งแวดล้อมอย่างแยกไม่ออก
3.สวนสมรมและการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (นครศรีธรรมราช):
เรียนรู้วิถีคีรีวงและลุ่มน้ำปากพนัง ผ่าน “สวนสมรม” เกษตรผสมผสานที่อยู่ร่วมกับป่าต้นน้ำโดยไม่ใช้สารเคมี และภูมิปัญญาผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ สะท้อนระบบเศรษฐกิจและการเงินชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้จริง
4.ความท้าทายแห่งลุ่มน้ำโขงและภูมิรัฐศาสตร์ (บึงกาฬ/นครพนม):
สัมผัสชีวิตเกษตรกรและชาวประมงพื้นบ้านที่ต้องเผชิญความผันผวนของระดับน้ำโขงจากปัจจัยข้ามพรมแดน เกาะแก่งในลำน้ำโขงกับวิถีชาวบ้าน ได้เห็น การสัญจรขนส่งทางน้ำ ภูมิปัญญาเครื่องมือจับปลาโบราณและการถนอมอาหารที่เป็นความมั่นคงทางอาหารของชุมชนชายขอบ
5.ไร่หมุนเวียนและการอยู่ร่วมกับผืนป่า (แม่ฮ่องสอน/เชียงราย):
เข้าใจวิถีกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง เรียนรู้ระบบ “ไร่หมุนเวียน” ที่ไม่ใช่การทำลายป่าแต่คือระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ใหญ่ (Shade-grown
Coffee) ท่ามกลางความท้าทายเรื่องสิทธิ์ในที่ดินทำกิน
6.ธนาคารปูม้าและการกู้คืนระบบนิเวศชายฝั่ง (เพชรบุรี/สุราษฎร์ธานี):
ดูสัจจะและการรวมกลุ่มของชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กที่เผชิญหน้ากับการรุกรานของประมงพาณิชย์และการกัดเซาะชายฝั่ง แต่สามารถสร้าง “ธนาคารปูม้า”และ “ซังเชือก” เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลด้วยมือของชุมชนเองโดยไม่ต้องพึ่งพา
งบประมาณรัฐ
7. หรือพื้นที่อื่นใด ที่ได้เรียนรู้ชีวิตจริง การต่อสู้ชีวิตของชาวบ้านไทย
สารถึงผู้ดำเนินการ: ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กระทรวงการคลัง
การพาผู้นำระดับโลกไปเห็นภาพเหล่านี้ จะทำให้นักเศรษฐศาสตร์มหภาคได้ตระหนักว่า นโยบายการเงินและการพัฒนาที่พวกเขาคิดในห้องทำงาน ส่งผลอย่างไรต่อโลกความจริง และพวกเขาจะได้เห็นว่าคนไทยมี “ทุนมนุษย์” ที่แข็งแกร่ง มีความทรหด (Resilience) และมีภูมิปัญญาที่พร้อมจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสังคมโลกได้
ในเวลานี้ ยังคงมีเวลาเหลืออีกหลายเดือนก่อนจะถึงกำหนดการจัดงานในเดือนตุลาคม จึงขอเสนอให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ดำเนินการหลัก ได้โปรดพิจารณา ปรับเปลี่ยน หรือเพิ่มเติม โปรแกรมเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้เข้าไปในกำหนดการรับรอง
เพื่อให้การลงทุนจัดงานครั้งใหญ่ครั้งนี้ของประเทศไทยไม่ได้จบลงแค่ความประทับใจชั่วคราวในเมืองหลวง แต่เป็นการสร้างความเคารพและการยอมรับในศักยภาพที่แท้จริงของคนไทยจากฐานรากอย่างยั่งยืนในเวทีสากล
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

กระทรวงสาธารณสุข ไขข้อข้องใจ สูบบุหรี่ในบ้านตัวเอง ควันลอยเข้าบ้านคนอื่น มีสิทธิ หรือ ผิดกฎหมาย?
อุ๊งอิ๊งค์ โพสต์ภาพคู่ ทักษิณ หาหมอดูแลสุขภาพที่เยอรมนี
ชาดา จี้กระทรวงพลังงานทบทวนโครงสร้างราคา ชี้ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์แท้จริง
ตร.อินเดีย ยิงแก๊สน้ำตา-ใช้กระบองฟาด สลายม็อบพรรคแมลงสาบ หลังพยายามบุกเข้ารัฐสภา
หมอสรณ เปิดใจ หลังถูกฟันคุณสมบัติ กสทช. ยันไม่ใช่ลูกจ้างรัฐ เป็นแพทย์อิสระ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี