วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เปลวเพลิงและกลุ่มควันดำทมิฬที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือย่านลาดพร้าวในค่ำคืนนี้ ไม่เพียงแต่พรากชีวิตของผู้บริสุทธิ์และสร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวผู้สูญเสียนับสิบชีวิตเท่านั้น แต่เสียงไซเรนของรถดับเพลิงและเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก ยังเป็นเสมือนเสียง “นาฬิกาปลุก” ที่กระชากสังคมไทยให้กลับไปเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายอีกครั้ง
ความจริงที่ว่า โศกนาฏกรรมอัคคีภัยในสถานบันเทิงบ้านเรา ไม่เคยเป็นเรื่องอุบัติเหตุที่เหนือการควบคุม แต่เป็น“โศกนาฏกรรมเชิงโครงสร้าง” ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากความมักง่ายและการทุจริต
ภาพสะท้อนอดีต : ลาดพร้าว ย้อนรอย ซานติก้า 2551
หากเราย้อนเข็มนาฬิกากลับไปเมื่อปี 2551 โลกได้รู้จักกับความสูญเสียครั้งใหญ่จากเหตุเพลิงไหม้“ซานติก้าผับ” ย่านเอกมัย ที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 67 ศพและบาดเจ็บอีกนับร้อย ภาพของนักเที่ยวที่เบียดเสียดกันแย่งชิงทางออกเล็กๆ ประตูหนีไฟที่ถูกปิดตาย และโครงสร้างอาคารที่ไร้ระบบสปริงเกอร์ กลายเป็นฝันร้ายที่ฝังลึกในใจคนไทย
เป็นเรื่องที่น่าสมเพชและเจ็บปวดอย่างยิ่ง ที่ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวแทบจะถอดสำเนารอยแผลเดิมของซานติก้ามาทุกประการ :
● ทางหนีไฟที่เป็นอุปสรรค : ประตูทางออกหลักมีขนาดแคบเมื่อเทียบกับจำนวนคน ส่วนประตูหนีไฟด้านหลังถูกลงกลอนหรือมีสิ่งกีดขวางเพื่อป้องกันคนลักลอบเข้าหรือหนีเที่ยวโดยไม่จ่ายเงิน
● วัสดุภายในที่เป็นพิษ : การใช้โฟมซับเสียงและวัสดุตกแต่งราคาถูก ซึ่งติดไฟง่ายและปล่อยก๊าซพิษคาร์บอนมอนอกไซด์และไซยาไนด์ออกมา ทำให้ผู้เคราะห์ร้ายหมดสติและเสียชีวิตก่อนที่จะทันถูกไฟคลอกด้วยซ้ำ
คำถามสำคัญที่สังคมต้องร่วมกันเค้นหาคำตอบคือทำไมผ่านไปเกือบสองทศวรรษ กฎหมายควบคุมอาคารก็มี กฎกระทรวงก็เพิ่ม แต่ทำไม “แพทเทิร์น” ความตายของคนไทยในสถานบันเทิงถึงยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน?
วิเคราะห์รากเหง้า : สมการความมักง่ายและการติดสินบน
ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและสังคมศาสตร์ เหตุผลที่ผู้ประกอบการไทยไม่ทำตามกฎเกณฑ์ และเจ้าหน้าที่รัฐละเลยการบังคับใช้กฎหมาย สามารถอธิบายผ่าน 3 ปัจจัยหลักที่เป็นตอใหญ่ของประเทศ :
1. การคำนวณกำไรสูงสุดบนความเสี่ยงของชีวิต (Maximizing Profit at the Cost of Safety)
สำหรับผู้ประกอบการบางกลุ่ม งบประมาณในการวางระบบความปลอดภัย เช่น ประตูทนไฟ ระบบสปริงเกอร์ฉีดน้ำอัตโนมัติ หรือวิศวกรผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอาคารประจำปี ถูกมองว่าเป็น “ต้นทุนจมที่สูญเปล่า” (Sunk Cost) เนื่องจากมันไม่ได้ช่วยดึงดูดลูกค้าหรือสร้างรายได้เพิ่มในแต่ละคืน
พวกเขาจึงเลือกที่จะตัดงบส่วนนี้ออกเพื่อทำกำไรให้ได้มากที่สุด โดยอยู่ภายใต้ฐานคิดทางจิตวิทยาที่ประมาทเลินเล่อว่า “เปิดมาตั้งนานไม่เห็นมีอะไรคงไม่แจ๊กพอตเกิดเหตุในยุคของเราหรอก”


2. ช่องโหว่ของกฎหมายและระบบ “นอมินี”
เมื่อโทษทางอาญาของไทยในคดีประมาท (มาตรา 291) มีโทษจำคุกสูงสุดเพียง 10 ปี และโทษปรับในพ.ร.บ.ควบคุมอาคารเป็นเพียงหลักแสน นายทุนใหญ่จึงไม่เคยเกรงกลัว พวกเขามักใช้วิธีจัดตั้งบริษัทบังหน้า หรือให้ผู้จัดการร้าน/ลูกน้องเป็นผู้รับใบอนุญาตเปิดสถานบริการ
เมื่อเกิดเหตุสลดขึ้นมา เม็ดเงินปรับอันน้อยนิดไม่ระคายผิว และคนที่จะต้องเดินเข้าคุกก็คือนอมินีเหล่านั้น ส่วนเจ้าของทุนตัวจริงยังคงเสวยสุขบนกองเงินกองทองและพร้อมจะไปเปิดธุรกิจใหม่ในชื่ออื่น
3. วัฒนธรรมสินบนและระบบอุปถัมภ์ (Corruption & Compliance)
กฎหมายไทยไม่ได้อ่อนแอ แต่ “คนบังคับใช้กฎหมาย” ต่างหากที่ยอมสยบต่ออำนาจเงิน สถานบันเทิงจำนวนมากสามารถเปิดให้บริการได้ ทั้งที่โครงสร้างไม่ผ่านเกณฑ์ ก็เพราะมี “ตั๋ว” หรือการจ่ายเงินใต้โต๊ะรายเดือนให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่หลากสี
ตราบใดที่ค่าสินบนรายเดือนมีราคา “ถูกกว่า”ค่ารีโนเวทร้านให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย ผู้ประกอบการที่ไร้สามัญสำนึกย่อมเลือกที่จะ “จ่ายเจ้าหน้าที่” แทนที่จะ “จ่ายค่าวางระบบป้องกันไฟ” เมื่อเจ้าหน้าที่รับเงินผลตรวจสอบอาคารปลอมๆ จึงถูกเซ็นอนุมัติ และนั่นคือการเซ็นใบมรณบัตรล่วงหน้าให้กับประชาชนที่เข้าไปใช้บริการ
หนทางออก : เปลี่ยนต้นทุนความมักง่ายให้สูงจนไม่มีใครกล้าเสี่ยง
หากเราไม่อยากให้เหตุการณ์ที่ลาดพร้าวค่ำคืนนี้เป็นเพียงแค่อีกหนึ่งหน้าข่าวหน้าหนึ่งที่คนสลดใจกันอยู่ไม่กี่สัปดาห์แล้วก็ลืม หนทางออกของประเทศจำเป็นต้องรื้อระบบและสร้างโครงสร้างใหม่ที่บังคับให้ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ไม่ใช่ด้วยจิตสำนึก แต่ด้วย “ความกลัวต่อบทลงโทษที่จะทำให้ชีวิตพังพินาศ”
● ใช้หลัก “กระชากหน้ากากทุนเบื้องหลัง” (Piercing the Corporate Veil) : กฎหมายต้องดัดหลังระบบนอมินี ต้องมีการสืบสวนเส้นทางการเงินเพื่อลากคอ “ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง” (Ultimate Beneficial Owner) มารับโทษจำคุกทางอาญาขั้นสูงสุดโดยไม่มีข้อยกเว้น
● นำระบบ “ค่าเสียหายเชิงลงทัณฑ์” (PunitiveDamages) มาใช้ : ต้องยกเลิกเพดานค่าปรับราคาถูกแต่เปลี่ยนเป็นการปรับตามสัดส่วนรายได้หรือมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หากร้านใดละเลยจนมีคนตายเจ้าของต้องถูกฟ้องล้มละลายและยึดทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อให้บทเรียนแก่สังคมว่า “การฝ่าฝืนกฎความปลอดภัยมีราคาแพงกว่าการทำระบบให้ถูกต้องร้อยเท่าพันทวี”
● เช็คบิลเจ้าหน้าที่รัฐ ฐาน “สมรู้ร่วมคิดในการฆ่าคนตาย” : เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ตรวจสภาพอาคาร ท้องถิ่น หรือตำรวจที่รับผิดชอบพื้นที่ หากพบว่ามีการลงนามปล่อยผ่านอาคารที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือรับสินบน ต้องได้รับโทษอาญาขั้นรุนแรงเท่ากับผู้ประกอบการ และต้องถูกยึดทรัพย์ ตัดสิทธิ์บำนาญทันที โดยไม่มีการรอลงอาญา เพื่อทลายโครงสร้างระบบส่วยสถานบันเทิงให้หมดไป
ควันไฟที่ลาดพร้าวในค่ำคืนนี้คือกำแพงที่สะท้อนว่า สังคมไทยยังคงย่ำอยู่กับที่ในเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ บทเรียนจากซานติก้าผับชี้ให้เห็นแล้วว่า การไว้อาลัยและหยดน้ำตาไม่ได้ช่วยรักษาชีวิตใครได้ หากระบบกฎหมายยังคงปล่อยให้ความมักง่ายเอาชนะความถูกต้อง
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องใช้ยาแรงเพื่อปราบปรามขบวนการเห็นแก่ได้เหล่านี้ ก่อนที่ไฟใต้ผืนแผ่นดินไทยจะลุกโชนขึ้นมาเผาผลาญชีวิตลูกหลานของเราในสถานบันเทิงแห่งต่อไป
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

เพื่อไทย หารือ Airbnb เร่งดัน พ.ร.บ.โรงแรมฯ เข้าสภา ปลดล็อกข้อจำกัดที่พักขนาดเล็ก
ทรัมป์ประกาศกร้าว! สหรัฐฯจะเป็นผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ เรียกเก็บค่าผ่านทาง 20%
ศุภชัย เฉ่ง ทนายอั๋น ไร้ความสามารถยื่นฟ้องตน แต่เจอยกฟ้อง จ่อเอาคืนแถลงข่าวผิด กม.
พายุรุนแรงสุดแห่งปี ไต้ฝุ่นบาหวี่ถล่มจีน ฝนกระหน่ำ น้ำท่วมหลายมณฑล
ยอดสูญเสีย 100 ราย ยธ.ชงเคาะเงินเยียวยาเหยื่อไฟไหม้ลาดพร้าว พรุ่งนี้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี