วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เหตุเพลิงไหม้“โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว”เมื่อคืนวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายและบาดเจ็บอีกเกินครึ่งร้อย นับเป็นโศกนาฏกรรมที่ต้องถอดบทเรียนกันชนิดที่ถอดแล้วถอดอีกอย่างซ้ำซาก ไม่ต่างจากเหตุเพลิงไหม้“ซานติก้าผับ”ย่านเอกมัย กรุงเทพฯ ในปี 2552 และ“เมาน์เทน บี”อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ปี 2565
เพราะพบร่างผู้เสียชีวิตกระจุกตัวรวมกันในห้องน้ำและทางเดินแคบๆ เนื่องจากไฟฟ้าดับและขาดป้ายบอกทางหนีไฟที่ชัดเจน รายงานเบื้องต้นระบุว่าร้านดังกล่าวมีทางเข้า-ออกหลักเพียงทางเดียวที่แคบเกินไป และประตูหนีไฟไม่สามารถใช้งานได้จริงในขณะเกิดเหตุ
เหตุเพลิงไหม้“ซานติก้าผับ” ย่านเอกมัย เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ในคืนเคาท์ดาวน์“Goodbye Santika” วันที่ 1 มกราคม 2552 ต้นเพลิงเกิดจากการใช้เอฟเฟกต์พลุไฟภายในอาคารปิดที่มีเพดานบุด้วยวัสดุไวไฟ ประตูหนีไฟบางส่วนไม่พร้อมใช้งาน ไม่มีป้ายบอกทางหนีไฟหรือไฟฉุกเฉินที่เหมาะสม ทำให้ผู้คนวิ่งเบียดเสียดเหยียบกันมีผู้เสียชีวิต 67 ราย บาดเจ็บนับร้อย และที่“เมาน์เทน บี”เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 มีผู้เสียชีวิต26 ราย บาดเจ็บครึ่งร้อย
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเขียนถึง ซึ่งรอจนสะเด็ดน้ำเพิ่งมาเขียนวันนี้ หลังจากกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมือง หรือ “พระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข”ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยคะแนนเสียง 307 ต่อ 141 เสียงซึ่งก็เป็นไปตามคาด ที่ สส.ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้หลังจากวุฒิสมาชิกได้มีการแก้ไขและส่งกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกรอบ
จำนวน 307 เสียงที่ลงมติเห็นชอบนั้น เป็นเสียงส่วนใหญ่ของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ไม่ได้ไม่เสียกับกฎหมายฉบับนี้เท่าไหร่นัก ซึ่งจากจำนวน สส.ของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด 192 คน ยกมือเห็นชอบให้กับกฎหมายฉบับนี้ถึง 183 คน และอีกส่วนหนึ่งเป็นเสียงจากพรรคเพื่อไทยซึ่งจะได้ประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้มากที่สุด อันเนื่องมาจากการชุมนุมเคลื่อนไหวของมวลชนเสื้อแดงระหว่างปี 2550-2553 ในนามแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
สำหรับเสียงที่ไม่เห็นชอบ 141 เสียงนั้น ปรากฏว่าเป็นเสียงของพรรคประชาชนถึง 119 เสียง ที่ต้องการให้มีการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งใครก็รู้ว่าพรรคประชาชนตั้งแต่ยังเป็นพรรคก้าวไกล เป็นพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการปลุกปั่น“ม็อบสามนิ้ว”ระหว่างปี 2563-2565หลังจากศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ที่มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้าพรรค เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นมา
โดยพรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก่อนจะอวตารมาเป็นพรรคก้าวไกล ก็เพราะศาลวินิจฉัยว่า การปล่อยเงินกู้วงเงิน 191.2 ล้านบาทของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ให้แก่พรรคอนาคตใหม่ มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการบริจาคเงิน ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 72
นอกจากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบพรรคแล้ว หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 16 คน ยังถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี โดยห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง ห้ามจดทะเบียนพรรคใหม่ หรือมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองใหม่ซึ่งในจำนวนนี้ก็มี อาทิ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค, นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค, พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค และนางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่และรวมทั้งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตรแสงกนกกุล เห็นว่า การที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบพรรคเป็นเพราะฝ่าย“อนุรักษ์นิยม”และ“อำนาจนอกระบบ”พยายามสกัดกั้นการเติบโตของพรรคการเมืองและนักการเมืองฝ่ายก้าวหน้า ที่มีแนวนโยบายในการปฏิรูปกองทัพและปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้เยาวชนคนหนุ่มสาวทั้งในโรงเรียนมัธยมและในมหาวิทยาลัยตามสถานการศึกษาและสถาบันต่างๆ ถูกปลุกปั่นให้ออกมาประท้วง เช่นการประท้วง“แฟลชม็อบ” (Flash Mob) ใช้การนัดหมายผ่านโซเชียลมีเดีย จากการชุมนุมทำกิจกรรมด้วยช่วงเวลาสั้นๆ ตามสถานที่ต่างๆ แล้วสลายตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พัฒนาเป็นการชุมนุมบนท้องถนน
เช่นที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน, หน้าพระบรมหาราชวัง, บริเวณท้องสนามหลวง,สี่แยกราชประสงค์ และตามหน่วยที่ตั้งทางทหาร ฯลฯ
ที่ท้าทายที่สุด ก็คือ การชุมนุมใหญ่ของ“ม็อบแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี ใช้ชื่อว่า“ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” โดยชูคำขวัญ“เราไม่ต้องการปฏิรูปเราต้องการปฏิวัติ” ด้วยการประกาศข้อเสนอ 10 ข้อเพื่อปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
สรุปแล้ว ในช่วงปี 2563-2565 เยาวชนคนหนุ่มสาวเกือบ 500 คน ต้องตกอยู่ในสภาพเป็นผู้ต้องหาและจำเลยในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116
เกี่ยวกับการยุยงปลุกปั่น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความรุนแรง ซึ่งตามตัวเลขของ “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” (TLHR) ที่เป็นทนายแก้ต่างให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยเหล่านี้ ระบุว่า มี 285 คน ที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และ 157 คนถูกดำเนินคดีมาตรา 116 นอกจากนั้นก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่งหลบหนีคดีอยู่ในต่างประเทศ
ดังนั้น การที่พรรคประชาชนคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้โดยไม่โหวตเห็นชอบ ก็เพราะตนเองไม่สมประโยชน์ เนื่องจากไม่เพียงแต่“เยาวชนม็อบสามนิ้ว”จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรมเท่านั้น สส.และอดีต สส.พรรคประชาชนหลายคนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ก็ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมด้วยเช่นกัน !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

เพื่อไทย หารือ Airbnb เร่งดัน พ.ร.บ.โรงแรมฯ เข้าสภา ปลดล็อกข้อจำกัดที่พักขนาดเล็ก
ทรัมป์ประกาศกร้าว! สหรัฐฯจะเป็นผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ เรียกเก็บค่าผ่านทาง 20%
ศุภชัย เฉ่ง ทนายอั๋น ไร้ความสามารถยื่นฟ้องตน แต่เจอยกฟ้อง จ่อเอาคืนแถลงข่าวผิด กม.
พายุรุนแรงสุดแห่งปี ไต้ฝุ่นบาหวี่ถล่มจีน ฝนกระหน่ำ น้ำท่วมหลายมณฑล
ยอดสูญเสีย 100 ราย ยธ.ชงเคาะเงินเยียวยาเหยื่อไฟไหม้ลาดพร้าว พรุ่งนี้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี