วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ผมไม่ถึงกับเป็นผู้นิยมลัทธิ Escapismหรอก แต่ช่วงนี้มีเรื่องดีๆ ให้ผมหลบเลี่ยงจากข่าวไร้สาระของนักการเมืองได้หลายเรื่อง
สองเรื่องใกล้ตัวก็คือ ติดตามฟุตบอลโลก 2026 และเรื่องของ น้องแพรว-เนเน่ รอยัล หรือรัตติกานต์อำลอย ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกด้วยฝีมือกีตาร์และการร้องเพลงของเธอในรายการ American Got Talent ทำเอาคนไทยน้ำตาตื้นน้ำตาแตกกันเป็นแถวๆ
ยังมีข่าวดีของไทยในระดับโลกอีกเรื่อง เมื่อนักวิจัยด้านบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่จากฟอสซิลที่ได้มาจากแหล่งซากดึกดำบรรพ์ในจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นสายพันธุ์ไดโนเสาร์ซอโรพอด กินพืช คอยาวเหมือนงู เดิน 4 ขา ขนาดลำตัวยาว 18-20 เมตร เคยอาศัยอยู่ในโลกเมื่อราว 150 ล้านปีมาแล้ว ได้รับการตั้งชื่อให้โลกรู้แล้วว่า “อุรคาซอรัสกาฬสินธุ์เอนซิส” (Uragasaurus Kalasinensis)
การค้นพบครั้งนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายของไดโนเสาร์ในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคจูราสสิคและยุคครีเทเชียส สรุปว่านักวิจัยไทยก็เจ๋งไม่แพ้ใคร (แม้ชื่อวิทยาจะต้องแปลไทยเป็นไทยก็ตาม)
อีกเรื่องก็เป็นเรื่องดี และเกี่ยวกับการวิจัยเหมือนกัน แต่เป็นนักวิจัยญี่ปุ่น และคาดว่าจะทำให้ญี่ปุ่นรวยขึ้นอย่างมหาศาลในอนาคต
เรื่องเริ่มมาตั้งแต่ปี 2015นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นค้นพบว่า ใต้ทะเลนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น มีอนุภาคเล็กๆ ที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า กำลังก่อตัวเป็นทองคำปริมาณมหาศาลอยู่ตามแนวปล่องภูเขาไฟใต้น้ำ และช่องพ่นน้ำพุร้อนเหล่านี้ปล่อยอนุภาคทองคำขนาดเล็กออกมา แต่ทองคำดังกล่าวยังถูกห่อหุ้มอยู่ภายในวัตถุต่างๆ บนพื้นมหาสมุทร
ต่อมา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิซูโอกะ มหาวิทยาลัยวาเซดะ และมหาวิทยาลัยโตเกียว ร่วมกันวิเคราะห์ตัวอย่างหินจากแหล่งน้ำพุร้อนใต้ทะเล ด้วยการใช้เทคนิคชื่อยาวๆ (ไม่ต้องไปจำ) สามารถตรวจจับทองคำในแร่ไพไรต์ได้ ทำให้นักวิจัยพบว่า พื้นที่ใต้มหาสมุทรแถบนั้นเป็นแหล่งสะสมทองคำที่มองไม่เห็นที่มีความเข้มข้นของทองคำสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
รวบรัดเลยว่า พื้นที่ดังกล่าวยังค่อนข้างตื้นเมื่อเทียบกับแหล่งช่องพ่นน้ำพุร้อนใต้ทะเลแห่งอื่นๆ และกำลังถูกพิจารณาเพื่อการพัฒนาทรัพยากร จึงทำให้พื้นที่นั้นอาจจะกลายเป็นทำเลสำหรับการทำเหมืองทองคำในอนาคต
แต่จะยังมีโลกอยู่ให้ขุดเอาทองคำขึ้นมาแปรรูปใช้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ผมไปอ่านเจอบทความของ คุณมุหิตา กอร์ การ์กบรรณาธิการอาวุโสของ วิออน (WION - World is One News) สำนักข่าวระดับโลกของอินเดีย เธอรวบรวมข้อมูลแล้วเอามาเขียนบทความ คล้ายจะตั้งคำถามเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของสิ่งมีชีวิตทั้งมวลในโลก
เธอบอกว่า ตอนจบของชีวิตบนโลกมักถูกจินตนาการว่า เกิดขึ้นจากดาวหางพุ่งชนอย่างรุนแรง หรือภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่ร้ายแรง แต่ก็มีการศึกษาใหม่ที่ชี้ให้เห็นว่าจุดจบที่แท้จริงน่าจะมาช้าๆ และเงียบกว่านั้นเยอะ สิ่งมีชีวิต ต้นไม้ ดอกไม้ และหญ้าทุกต้นบนโลกจะค่อยๆ ตายลง
เมื่อโลกร้อนขึ้น หรืออุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ มหาสมุทรจะหดตัวลง ในที่สุดชั้นบรรยากาศอาจสูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปมากจนพืชไม่สามารถสร้างอาหารผ่านการสังเคราะห์ด้วยแสงได้ พืชพรรณของโลกสามารถอยู่รอดได้นานถึงประมาณ 1.8 พันล้านปีนับจากนี้
โล่งอกไปได้เปลาะหนึ่ง ยังไงก็ไม่ใช่ 10 หรือ 100 ปีนี้
แต่... การศึกษาครั้งใหม่นี้ชี้ว่า พืชพรรณต่างๆ อาจอยู่รอดไปได้จนเกือบถึงช่วงเวลาที่โลกเริ่มสูญเสียมหาสมุทรและกลายเป็นสถานที่ที่อยู่อาศัยไม่ได้อย่างถาวร แต่ก่อนหน้านั้นเป็นเวลายาวนานมาก คาดว่ามนุษย์และสัตว์ต่างๆ จะสูญพันธุ์ไปก่อนแล้ว อ้าว! ชักไม่ค่อยโล่งแล้วสิ
คุณมุหิตา ยกเอาการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ และสถาบันบลู มาร์เบิ้ล สเปซ ในซีแอตเทิล, สหรัฐอเมริกา โดยใช้แบบจำลองภูมิอากาศ 3 มิติเพื่อจำลองว่า โลกจะมีลักษณะอย่างไรในอีก 2,000 ล้านปีข้างหน้า แบบจำลองนี้ไม่ได้คำนึงถึงแค่เรื่องความร้อนแบบเดิมๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเมฆ, ปริมาณน้ำฝน, มหาสมุทร และการเคลื่อนที่ของชั้นบรรยากาศด้วย ซึ่งช่วยให้นักวิจัยเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกที่สมบูรณ์ขึ้น
พวกเขาได้ทดสอบสถานการณ์หลัก 2 รูปแบบ ในรูปแบบแรก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากหินดูดซับมันไว้มากขึ้นตามกาลเวลา ส่วนในรูปแบบที่สอง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะคงที่ในระดับเดิมขณะที่โลกยังคงร้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งข้อสรุปของทั้งสองกรณีนั้นเหมือนกันในวงกว้าง คือพืชพรรณสามารถอยู่รอดได้นานกว่าที่แบบจำลองส่วนใหญ่ในอดีตเคยคาดการณ์ไว้มาก
พืชกลุ่มสุดท้ายที่เหลือรอดน่าจะเป็นประเภทที่ทรหดและทนแล้งได้ดี เช่น กระบองเพชร หรือพืชบางชนิดที่มีระบบการสังเคราะห์ด้วยแสงแบบพิเศษ ก็อาจจะยืนหยัดได้นานกว่าพืชชนิดอื่นๆ
พออ่านมาถึงตอนท้าย บทความของ คุณมุหิตา ก็ไม่ได้ให้คำตอบอะไรจากที่เธอขึ้นไว้ตอนต้นว่า “ชีวิตบนโลกมีวันหมดอายุ” แบบอาหารตามมินิมาร์ทที่พิมพ์ข้างกล่องหรือข้างซองไว้ว่า expire date
เธอบอกเพียงว่า “วันหมดอายุ” ยังไม่แน่นอน เพราะงานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่ได้นำปัจจัยเรื่องวิวัฒนาการของพืชในช่วงเวลาที่ยาวนานเช่นนั้นมาร่วมคำนวณด้วย เช่น วันหนึ่งพืชอาจปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นได้ และอาจแพร่พันธุ์ขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้น และไม่แน่ว่าเทคโนโลยีของมนุษย์ในอนาคตอาจจะมีศักยภาพพอที่จะเปลี่ยนภาพรวมทั้งหมด ทำให้ยังมีโอกาสเกิดเรื่องที่คาดไม่ถึงได้
ถึงจะอ่านแล้วงงๆว่าเป้าหมายของบทความนี้คืออะไร ก็ถือว่าการวิจัยนี้ยังทำให้เรามองโลกในแง่ดีต่อไปได้ แต่ทีมวิจัยก็ไม่ได้เอาปัจจัยที่อาจจะทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกมาคำนวณด้วย
ทิวา สาระจูฑะ

โฆษก ภท. ยันชัดๆ ฉลอง เรี่ยวแรง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยแล้ว
ยกระดับความปลอดภัยโรงเรียน! ชัชชาติ ย้ำยุทธศาสตร์ป้องกันเชิงรุก 5 มิติ เน้นเข้าถึงปัญหา มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัย
กบน. มีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด ลิตรละ 85 สต.
สุรชัย ท้าลูกตรวจ DNA ซัดทำตระกูล สมบัติเจริญ เสียชื่อ หนุน ไดอาน่า ฟ้องทวงคืนศักดิ์ศรี
ชนระนาว 6 คันรวด บนทางพิเศษบางพลี-สุขสวัสดิ์ บาดเจ็บ 2 ราย จราจรติดขัดหนัก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี