วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ในรอบเดือนที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าดาวเคลื่อนเดือนคล้อยไปสถิตตำแหน่งไหน ผมไม่มีความรู้ด้านพยากรณ์ศาสตร์ แต่มีเหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นหลายครั้งในประเทศไทย จนน่าสงสัยว่าจะเกี่ยวกับการโคจรของดวงดาวหรือเปล่า
ไฟไหม้โรงเบียร์แถวลาดพร้าว ตายไปเกือบ 40 ศพ ได้ถอดบทเรียนกัน(อีกแล้วครับท่าน), โจรใต้ที่นักการเมืองพรรคฝ่ายค้านและเอ็นจีโอปกป้องโอบอุ้มราวลูกในไส้ บุกโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี ในอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย, สองคนร้ายฆ่าวัยรุ่นรัสเซีย 2 คน ชิงทรัพย์และฝังดินอำพรางศพ ยังนำไปสู่การขยายผลพบศพครอบครัวชาวไทยอีก 3 ศพ รวมเป็นเหตุฆาตกรรมทั้งหมด 5 ศพ
และหลังสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อายุ 14 ปี กราดยิงในโรงเรียนที่นนทบุรี ครูตายไป 5 ศพ ก่อนหน้านี้ยิงปู่กับย่าของตัวเองตายไป 2 ศพ และยิงตัวเองตาย นอกจากนี้ยังมีเด็กนักเรียนตายอีกคน มีผู้บาดเจ็บ 23 คน และเข้าขั้นวิกฤต 9 คน
หลังจากที่ผมนั่งฟังข่าวก็พบว่า ช่วงเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุขณะที่ศพยังไม่ถูกเคลื่อนย้าย สื่อโซเชียลก็ลุกเป็นไฟด้วยความเห็นต่างๆนานามากมาย ทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยเรานี้คงจะต้องเปลี่ยนสมญาจาก The Land of Smile ไปเป็น The Land ofOpinions หรือไม่ก็ The Land of Comments ดินแดนแห่งความเห็น ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงยังสับสนอยู่ รายละเอียดอะไรก็ไม่รู้ แต่ตีฟูความเห็นออกไปก่อน
ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมติดตามเรื่องการกราดยิงใส่ฝูงชน หรือMass Shooting ซึ่งเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา มาพอสมควร ติดตามจากเว็บไซต์ที่เก็บสถิติข้อมูลเหล่านี้ โดยเฉพาะการกราดยิงในที่สาธารณะต่อผู้คนที่ไม่ได้มีความขัดแย้งโกรธเกลียดกันเป็นการส่วนตัว หรือไม่ใช่ด้วยเหตุผลสงคราม และเคยนำมาสรุปข่าวในรอบปีเกือบทุกครั้งลงในนิตยสารที่ผมทำ
แต่หลังๆ ก็ไม่ค่อยได้ตาม เพราะมันเกิดขึ้นถี่จนจะกลายเป็นเรื่องสามัญประจำบ้านไปแล้ว และที่น่ากังวลก็คือ เหตุการณ์ทำนองนี้ชักจะเกิดขึ้นในบ้านเรามากขึ้นทุกที
หนักๆ ก็เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ที่จังหวัดนครราชสีมา จ่าสิบเอกจักรพันธ์ ถมมา ใช้ปืนยิงผู้บังคับบัญชาและญาติถึงแก่ความตาย ขับรถเข้าตัวเมืองก็กราดยิงผู้คนตามรายทาง ก่อนเข้าไปจับบุคคลในห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช เป็นตัวประกัน แถมยังถ่ายทอดสดตนเองขณะก่อเหตุลงเฟซบุ๊กของตน ในที่สุด ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมในเช้าวันถัดมา แต่มันไม่ได้ตายคนเดียว ทำให้คนอื่นตายไปด้วยอีก 30 ศพ บาดเจ็บ 58 คน
เวลานั้น เหตุการณ์ที่ เทอร์มินอล 21 โคราช ถือว่าเป็นการกราดยิงที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แต่สถิติย่อมมีการถูกทำลาย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2565สิบตำรวจเอกปัญญา คำราบ กราดยิงและใช้อาวุธมีดไล่ฟันในอำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ทำให้มีผู้เสียชีวิต 38 ศพ(รวมผู้ก่อเหตุและลูกเมียตัวเอง) ที่สยดสยองคือ ในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็ก 24 คนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลอุทัยสวรรค์ ซึ่งเด็กเหล่านี้กินนมด้วยตัวเองยังยาก
นอกจากนี้ยังมีการกราดยิงเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายกรณี แต่ที่ใกล้เคียงที่สุดกับการกราดยิงที่นนทบุรีคือ วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566 มีการกราดยิงใส่ผู้คนในศูนย์การค้าสยามพารากอน
เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยผู้ก่อเหตุ เด็กชายพสิษฐ์ ตรูทัศนวินท์ อายุ 14 ปี (เท่ากับที่นนทบุรี) ใช้ปืนแบลงก์กันดัดแปลง มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และรับบาดเจ็บอีก 4 ราย คนก่อเหตุถูกจับได้ เป็นนักเรียนโรงเรียนติววิชาแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ละแวกสยามสแควร์ ไม่ไกลมากนักจากจุดเกิดเหตุ
สองเหตุการณ์ที่นครราชสีมาและหนองบัวลำภู มีสาเหตุมาจากปัญหาส่วนตัวของผู้ใหญ่ มีการฉ้อโกงและบาดหมางกัน และตัดสินปัญหาด้วยวิธีที่ขี้ขลาด ฆ่าคนที่ไม่มีอาวุธป้องกันตนเองได้ แต่เหตุการณ์ที่สยามพารากอนและนนทบุรีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หลังจากเหตุกราดยิงครั้งหลังสุดที่นนทบุรี ก็มีความเห็นจากพวกเมตตาธรรมสูงส่งรีบออกมาพูดในเชิงว่า เด็กที่ก่อเหตุถูกกดดัน, ถูกบูลลี่ในโรงเรียน, ปัญหาครอบครัว ฯลฯ ทั้งๆ ยังไม่รู้จักมันดีเลย ทำยังกะเป็นหนอนในไส้ ตอนหลังมีเพื่อนร่วมห้องออกมาให้ข้อมูลว่า ไม่เคยเห็นผู้ก่อเหตุถูกบูลลี่ ถูกแกล้ง หรือถูกทำร้ายร่างกายภายในโรงเรียน อย่างน้อยก็ไม่เคยเห็นในช่วงที่ตนเรียนอยู่ด้วยกัน นั่นเป็นอีกด้านหนึ่งของข้อมูล ซึ่งไม่จำเป็นต้องเชื่อทั้งหมด และคนก่อเหตุก็ตายไปแล้ว
เผอิญผมไม่ใช่พวกเมตตาธรรมเทียมฟ้า ยังคงเห็นว่า คนทำผิดรุนแรง (ถ้าไม่ฆ่าตัวตายไปเสียก่อน) ก็สมควรได้รับโทษขั้นรุนแรงให้เหมาะสมกับการกระทำ ไม่ใช่เกี่ยวกับสภาพจิต หรือไร้เดียงสา จริงอยู่-คนเรามีความอดทนอดกลั้นไม่เท่ากันรับความกดดันได้อย่างมีขีดจำกัด แต่การระเบิดด้วยการทำลายชีวิตคนอื่นที่ไม่รู้จักมักจี่ หรือไม่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่สมเหตุสมผล
และโดยปกติ ในเหตุการณ์กราดยิงจะมีข้อสังเกตอยู่ 4ข้อใหญ่ๆ คือ มีการเตรียมการ วางแผนมาอย่างดี, มักลงมือกับสตรีหรือผู้ที่อ่อนแอ ไม่มีทางสู้, ผู้ก่อเหตุฆ่าตัวตายในที่สุด และอาวุธปืนหาง่าย เมื่อผู้ก่อเหตุตัดช่องน้อยแต่พอตัวไปเสียแล้ว คดีก็คงจบ แต่บาดแผลจากความสูญเสียจะยังฝังลึกอยู่ในจิตใจของครอบครัว หรือคนที่รักของผู้เสียชีวิตไปอีกนาน จะไปทวงถามเอาจากใครได้
การยิงกราดในโรงเรียนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นที่ซานดิเอโก, แคลิฟอร์เนีย เมื่อ เบรนดา แอนน์ สเปนเซอร์นักเรียนวัย 16 ปี ยิงใส่สนามเด็กเล่นฝั่งตรงข้ามบ้านของเธอ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 1979 ผู้ใหญ่ตายไป 2 ศพ เด็กบาดเจ็บ 8 คน และตำรวจเจ็บอีก 1 นาย จากนั้นก็มีการกราดยิงในโรงเรียนและสถาบันศึกษาเกิดขึ้นทุกปีในอเมริกา และปีละหลายครั้ง
เมื่อถูกถามว่า ทำไมเธอถึงทำ? เบรนดา ตอบแบบไม่มีอาการสำนึกเสียใจว่า “I don’t like Mondays. This livens up the day.” กลายเป็นที่มาของเพลงฮิตระดับโลกของบูมทาวน์ แร็ทส์ ชื่อ “I don’t likeMondays” ซึ่งแต่งโดย เซอร์บ็อบ เกลด็อฟ เป็นคนแต่ง เซอร์บ็อบ เคยให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า เขาคงจะไม่แต่งเพลงนี้ถ้ารู้ว่ามันจะทำให้ เบรนดา กลายเป็นคนดัง
เบรนดา ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต มีความพยายามขออุทธรณ์หลายครั้ง และครั้งหลังสุดเมื่อปี 2025 เธอยังมีโอกาสอุทธรณ์ครั้งต่อไปในปี 2028 ตอนนี้ เบรนดา ติดคุกมาแล้ว 47 ปี การขออุทธรณ์ทุกครั้งที่ไม่สำเร็จนั้น เพราะความรุนแรงที่เธอเคยกระทำ ไม่มีหลักประกันว่า เมื่อออกมาแล้ว เธอจะทำแบบเดิมอีกหรือเปล่า
ขณะที่ เหตุการณ์กราดยิงที่สยามพารากอน มีข่าวว่าอีกไม่นานผู้ก่อเหตุก็จะได้ออกจากการคุมขังแล้ว
ทิวา สาระจูฑะ

จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา
รวบโจรตัดสายไฟทางหลวงก่อเหตุกว่า 50 ครั้ง ทำถนนมืด-เสียหายกว่า 10 ล้าน
ไอซ์ รักชนก จี้ ตร. แจง 7 ข้อกังขา มาตรฐานจับกุม ฉลอง เรี่ยวแรง
รวบ 2 หนุ่มปลอมเป็น AE ค่ายดัง หลอกอินฟลูฯ รีวิวสินค้า ความเสียหายกว่าล้านบาท
พรีม รณิดา แจกความสดใสทริปพัทยา อวดลุคบิกินีแซ่บเกินต้าน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี