วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ (State Visit) พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตามคำทูลเชิญของนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต“ไทย-ฝรั่งเศส” ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 มีนัยสำคัญที่ควรต้องบันทึกไว้ในหลายมิติ
เนื่องจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ที่ 3 ที่เสด็จฯเยือนฝรั่งเศสในรอบ 340 ปี นับแต่ราชอาณาจักรไทยในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา มีสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อปี พ.ศ. 2228
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสของพระมหากษัตริย์ไทยครั้งแรก คือปี พ.ศ.2440 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นการเสด็จฯ ในคราวประพาสยุโรป ครั้งที่ 1 การเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสของรัชกาลที่ 5 ครั้งนั้นนับว่าสำคัญยิ่ง เป็นผลสืบเนื่องมาจาก“วิกฤต ร.ศ.112” กรณีพิพาทเรื่องดินแดนระหว่าง“สยามกับฝรั่งเศส”ในปี พ.ศ.2436 พระองค์จึงต้องเสด็จฯไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอำนาจในยุโรป โดยเฉพาะการเจรจาเรื่องดินแดนกับฝรั่งเศสเพื่อปกป้องอธิปไตยของสยามจากการถูกล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส และทรงได้พบปะเจรจากับ“ประธานาธิบดีเฟลิกซ์ ฟอร์”ของฝรั่งเศส
มีบันทึกว่า รัชกาลที่ 5 ทรงหนักพระราชหฤทัย และได้ทรงบรรยายความลงในพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ที่มีถึงสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ หรือ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลานั้น-ดังนี้
“ถึงแม่เล็ก, ด้วยตั้งแต่ฉันออกมาครั้งนี้ ยังไม่เคยได้ความคับแค้นเดือดร้อนเหมือนอย่างครั้งนี้เลย การที่แม่เล็กรู้สึกหนักในเรื่องที่ฉันจะมาเมืองฝรั่งเศสประการใด ขอให้เข้าใจว่าฉันหนักกว่าสิบเท่าอยู่แล้ว เพราะเป็นผู้ที่มาเอง”
อย่างไรก็ตาม จากพระราชวิเทโศบายของรัชกาลที่ 5 ด้วยการเจริญสัมพันธไมตรีและการทูตเชิงรุกในการเสด็จประพาสยุโรป และเพื่อแสดงให้ประเทศมหาอำนาจเห็นว่า สยามเป็นรัฐเอกราชที่มีความทันสมัย มิได้ป่าเถื่อนล้าหลัง จึงทำให้ไทยหรือสยามไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสและรวมทั้งอังกฤษ พระองค์ทรงยอมเสียดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาเอกราชและอธิปไตยของสยามให้อยู่ยั้งยืนยงมาได้จนกระทั่งถึงทุกวันนี้
ครั้งที่สองในปี พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศสโดย“ประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกล”ได้เฝ้าฯรับเสด็จอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ อันเป็นภาพเดียวกับ 66 ปีต่อมาที่“ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง”เฝ้าฯรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในครั้งนี้
สำคัญที่สุดก็คือ การเสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสของรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในครั้งนั้น ไม่เพียงเพื่อกระชับความสัมพันธไมตรีของสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเท่านั้น หากแต่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังทรงนำความวิจิตรตระการตาของผ้าไทยไปเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลก โดยได้ทรงประยุกต์ศิลปะการแต่งกายดั้งเดิมและงานผ้าทอของไทย ร่วมกับ“ปิแอร์ บัลแมง”นักออกแบบชั้นนำชาวฝรั่งเศส ด้วยการออกแบบและตัดเย็บฉลองพระองค์ชุดไทยที่ผสมผสานความงามแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคการตัดเย็บแบบสากล
กระทั่งสืบสานและต่อยอดมาถึงวันนี้ โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดนิทรรศการ“ราชพัสตราสู่สากล” หรือ“ราชพัสตราภรณ์ : ฉลองพระองค์แห่งราชสำนักไทยสู่ความร่วมสมัย” (La Mode en Majesté : Royal Thai Dress from Tradition to Modernity) ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม-วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ ในการเสด็จฯเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ยังได้เสด็จฯไปทอดพระเนตร ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา
และนี่คือคุณูปการสำคัญในมิติของ“ซอฟต์พาวเวอร์”เกี่ยวกับ“ผ้าไทย” ที่จะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่นของไทยให้เป็นที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้น ดังที่“นายปฐม อินทโรดม” กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและธุรกิจดิจิทัลแถวหน้าของไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก“Pathom Indarodom” เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา-ตามที่ยกมาโดยสังเขป 4 ย่อหน้าถัดจากนี้
“หลายคนอาจมองว่าการเสด็จฯเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในครั้งนี้เป็นเพียงภารกิจทางการทูตตามปกติ แต่หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่านี่คือ Fashion Diplomacy ที่ใช้แฟชั่นและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางการทูตที่เหมาะเจาะและทรงพลังที่สุด”
“ภาพของสมเด็จพระราชินีในฉลองพระองค์ชุดไทย ท่ามกลางบรรยากาศของราชสำนักฝรั่งเศส ไม่ได้เป็นเพียงภาพแห่งความสง่างาม แต่เป็นการประกาศต่อสายตาชาวโลกว่าประเทศไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า มีเอกลักษณ์ และสามารถยืนเคียงข้างวัฒนธรรมชั้นสูงของยุโรปได้อย่างภาคภูมิ โดยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร”
“ผมเชื่อว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางแผนอย่างละเอียดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดนิทรรศการ La Mode en Majesté : Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ที่กรุงปารีส ซึ่งนำเสนอวิวัฒนาการของเครื่องแต่งกายราชสำนักไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เชื่อมโยงเรื่องราวของผ้าไหม งานปักงานหัตถศิลป์ และอิทธิพลของแฟชั่นชั้นสูงฝรั่งเศสเข้าด้วยกันอย่างงดงาม”
“ภาพของผู้คนที่ต่อแถวเข้าชมนิทรรศการอย่างล้นหลาม กลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า Soft Power ของไทยยังมีพลังอย่างยิ่ง ผู้เข้าชมจำนวนมากอาจไม่เคยรู้จักชุดไทยมาก่อน แต่กลับประทับใจกับความละเอียดอ่อนของงานฝีมือและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในเครื่องแต่งกายแต่ละชุด นี่คือหัวใจของ Soft Power เพราะไม่มีใครถูกบังคับให้รักประเทศไทย แต่ผู้คนกลับอยากรู้จักประเทศไทยมากขึ้นด้วยตัวของพวกเขาเอง”
บรรทัดนี้ ผมสรุปเองว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งบันทึกของหน้าประวัติศาสตร์“ไทย-ฝรั่งเศส”ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นแค่การสานสัมพันธไมตรีทางการทูตระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเท่านั้น ยังมีมิติทั้งในด้านเศรษฐกิจ, การค้า, การลงทุน, การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี, การท่องเที่ยว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง“ซอฟต์พาวเวอร์”เกี่ยวกับ“ผ้าไทย”อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของชาติไทยเรา
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ตร.ชี้แจงหลักเกณฑ์ ตำรวจพกปืน ยึดความจำเป็นและบริบทการปฏิบัติหน้าที่
ประมวลภาพ อนุทิน บินตรวจเยี่ยม กองบิน 1โคราช F-16 บินโชว์ประกบข้างอารักขา
กมธ.งบฯ ปี 70 คืบหน้า 96% คาดเข้าสภาฯ วาระ 2-3 ช่วงต้นเดือน ก.ย.นี้
ไชยชนก สวน ไอซ์ คิดถึงหรอ เผย TH-AI Passport ส่งคนชี้แจงตามกระบวนการแล้ว
นายกฯขอ ปชช.เชื่อมั่นกองทัพไทย พร้อมปกป้องอธิปไตย-หนุนจัดสรรงบฯเสริมเทคโนโลยีให้ทันโลก

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี