วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เป็นข่าวใหญ่ระดับโลก และเป็นอีกหน้าหนึ่งของบันทึกประวัติศาสตร์ เมื่อชาวอิหร่านนับล้านคนหลั่งไหลร่วมพิธีศพ“อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี”อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐฯและอิสราเอล“ลอบกัด”ถล่มด้วยขีปนาวุธเสียชีวิตพร้อมสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีกหลายสิบคน จากการปฏิบัติการทางอากาศเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
ชาวอิหร่านนับล้านคนที่หลั่งไหลเข้าร่วมพิธีไว้อาลัย“คาเมเนอี”เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่าน มาณ มัสยิดใหญ่โมซัลลา (Imam Khomeini Mosalla)ในกรุงเตหะราน ซึ่งตรงกับ “วันชาติอเมริกัน 4 กรกฎาคม”นั้น ได้ชูธงสีแดงแสดงสัญลักษณ์ “แห่งการล้างแค้น”พร้อมส่งเสียงตะโกนกึกก้องว่า “Death toAmerica” แปลความได้ว่า “อเมริกาจงพินาศ” และ “Revenge” อันหมายถึงการล้างแค้น เป็นการสื่อให้โลกเห็นถึงกระแสต่อต้านสหรัฐฯที่ชาวอิหร่านถือว่าเป็นศัตรูผู้รุกรานยังฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของชาวอิหร่าน
คาดการณ์กันว่าระหว่างวันที่ 3-9 กรกฎาคม 2569 ในพิธีดังกล่าวนี้ จะมีประชาชนชาวอิหร่านเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยเฉพาะกรุงเตหะรานเพียงแห่งเดียวประมาณ 15-20 ล้านคน ก่อนนำร่างไปประกอบพิธีฝังที่เมือง“มัชฮัด”(Mashhad) บ้านเกิดของ“คาเมเนอี” ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้
หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์เมื่อกว่า 4 เดือนก่อน ในวันที่สหรัฐฯกับอิสราเอล“สองหมาหมู่”ผู้ก่อสงครามรุกรานอิหร่าน เปิดปฏิบัติการ“ลอบกัด”เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้ปฏิบัติการ“Operation Epic Fury” โดยใช้เครื่องบินถล่มเป้าหมายในกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญของอิหร่านทั่วประเทศกว่า 500 จุดใน 24 ชั่วโมงแรกนั้น เป็นผลให้ชาวอิหร่านเสียชีวิตทันทีไม่น้อยกว่า 200 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 747 คน
ในจำนวนผู้เสียชีวิตกว่า 200 ศพ มี“อยาตอลเลาะห์อาลี คาเมเนอี”วัย 86 ปี พร้อมทั้งสมาชิกในครอบครัว และผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีกเกือบ 40 คนที่ประชุมอยู่ในอาคารสำนักงานของผู้นำสูงสุดรวมอยู่ด้วยและนอกจากนั้นก็ยังเกิด“โศกนาฏกรรม”ที่เมืองมินาบทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งเด็กนักเรียนหญิงของโรงเรียนสตรี 168 คน ต้องจบชีวิตเพียงแค่เสี้ยววินาทีจากการโจมตีทางอากาศถล่มอาคารโรงเรียนในวันเดียวกันนั้นอีกเช่นกัน
ดังนั้น เสียงตะโกนกึกก้อง “Death to America”และ “Revenge”จึงดังกระหึ่ม พร้อมกับธงแดงที่โบกสะบัดในพิธีศพและพิธีไว้อาลัย“อยาตอลเลาะห์ อาลีคาเมเนอี” ของชาวอิหร่านปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลกซึ่งตรงกับ“วันชาติอเมริกัน 4 กรกฎาคม” โดยไม่น่าแปลกใจ
อย่างไรก็ตาม สำหรับบรรยากาศพิธีศพของอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน หลังจากที่ต้องเลื่อนออกมายาวนานกว่า 4 เดือนนับตั้งแต่วันที่“คาเมเนอี”ถูกลอบสังหารตามที่สื่อต่างประเทศรายงาน เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และเคร่งครัดตามประเพณีอิสลามนิกายชีอะห์ ท่ามกลางคณะผู้แทนจากนานาประเทศและประชาชนที่มาร่วมไว้อาลัยอย่างเนืองแน่น
โดยมีผู้นำและตัวแทนผู้นำกว่า 100 ประเทศเข้าร่วมไว้อาลัย ซึ่งรัฐบาลไทยได้ส่งนายปานปรีย์ พหิทธานุกรประธานคณะที่ปรึกษานายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีในฐานะผู้แทนพิเศษของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
พิธีศพที่ทางการอิหร่านจัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของรัฐบาลอิหร่านในการแสดงพลังและความเป็นปึกแผ่น เพื่อดึงความสามัคคีและความจงรักภักดีจากประชาชนท่ามกลางความแตกแยกภายในประเทศมาตอกย้ำว่า มรดกที่“คาเมเนอี”ทิ้งไว้คือ“ผู้พลีชีพเพื่อศาสนา” โดยคาดว่าจะมีประชาชนชาวอิหร่านเข้าร่วมพิธี 15-20 ล้านคน
ตามหมายกำหนดการของพิธีนั้น วันที่ 6 กรกฎาคม ขบวนศพจะแห่ผ่านถนนสายหลักในกรุงเตหะราน, วันที่ 7 กรกฎาคม จัดพิธีที่เมืองกอม (Qom) ศูนย์กลางการศึกษาของนิกายชีอะห์, วันที่ 8 กรกฎาคม จัดพิธีที่เมืองศักดิ์สิทธิ์นาจาฟ และคาร์บาลา ในประเทศอิรัก, วันที่ 9 กรกฎาคม จัดพิธีฝังศพอย่างเป็นทางการที่เมือง“มัชฮัด”บ้านเกิดของ“คาเมเนอี” และเป็นที่ตั้งของ“ศาลเจ้าอิหม่ามเรซา” ศูนย์รวมจิตวิญญาณของนิกายชีอะห์ อันเป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของชาวมุสลิม โดยเป็นที่ฝังพระศพของ “อะลี อัรริฎอ” (Ali al-Ridha) อิหม่ามคนที่ 8 ของนิกายชีอะห์
ในขณะเดียวกัน ในพิธีศพและพิธีไว้อาลัย“อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี”ครั้งนี้ นอกจากทางการอิหร่านจะยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อต้อนรับผู้นำต่างชาติ โดยมีการปิดถนนหลายสาย รวมถึงจำกัดการใช้น่านฟ้า พร้อมเผยแพร่คำแนะนำด้านความปลอดภัยให้ประชาชนทราบ เพื่อป้องกันเหตุเบียดเสียดจากฝูงชนจำนวนมหาศาลที่เข้าร่วมพิธีแล้ว ทั่วโลกยังเฝ้าจับตาว่า “อยาตอลเลาะห์โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ที่บาดเจ็บสาหัสจากปฏิบัติการในวันเดียวกับที่บิดาของเขาเสียชีวิต และไม่มีภาพใหม่ปรากฏให้เห็นหรือมีการปรากฏตัวต่อสาธารณะอีกเลยจนกระทั่งถึงวันนี้นั้น จะเข้าร่วมพิธีฝังศพหรือไม่
อนึ่ง “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” เป็นอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านที่มีอำนาจสูงสุดในระบบการเมืองและศาสนาของอิหร่านมายาวนานกว่า 37 ปี เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯและอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยสมาชิกในครอบครัวของ“คาเมเนอี”ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์วันเดียวกันนั้น ประกอบด้วย ลูกสาว, ลูกเขย,หลานสาว และลูกสะใภ้
สำคัญที่สุด ลูกสะใภ้ของ“คาเมเนอี”ที่เสียชีวิตพร้อมกันในครั้งนี้ ก็คือ “ซาห์รา ฮัดดัด อาเดล” (Zahra Haddad-Adel) ภรรยาของ“โมจตาบาคาเมเนอี” และเป็นบุตรสาวของ“โกลัม อาลี ฮัดดัด-อาเดล”อดีตประธานรัฐสภาอิหร่าน
บรรทัดนี้ก็ต้องบอกว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านจะพักยกเพื่อหาข้อยุติบนโต๊ะเจรจา แต่ก็มิได้หมายความว่าสงครามจะยุติโดยสิ้นเชิง เพราะความแค้นของชาวอิหร่านที่มีต่อสหรัฐฯนั้น เป็นแค้นที่“แก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สาย” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

กรวีร์ ออกโรงลั่น ภท. ไม่มี ศ. มีแต่ อ.อนุทิน จวกกลับพวกหวังสร้างแรงกระเพื่อมการเมือง
นพดล เสนอ 5 ไอเดีย ปฏิรูปด่านตำรวจ ชี้ด่านที่ดี คือด่านที่อาชญากรกลัว แต่ปชช.รู้สึกอุ่นใจ
ทภ.2 ยันเหตุบึ้มเกิดในพื้นที่ควบคุมฝ่ายกัมพูชา คาดบาดแผลสอดคล้องเขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง
ข่าวเท็จ!! ทบ.แจงปม เขมร กุข่าว ทหารไทยขว้างบอมบ์ชายแดนสุรินทร์ คาดเหยียบกับระเบิดตัวเอง!!
อ่านแล้วยิ้มตาม บี พุทธิพงษ์ ย้อนคำสัญญาเมื่อ 27 ปีถึง นุสบา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี