เรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ปิดคดีเรียบร้อย ไม่เป็นประเด็นให้ถูกขยายต่อในทางการเมือง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก7 ต่อ 2 ว่าการกู้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาทของรัฐบาล ในส่วนของการกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมวานนี้ เห็นว่ารัฐบาลมีความจำเป็นรีบด่วนในการแก้ไขวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประชาชน ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
สำหรับเรื่องนี้ ฝ่ายค้านคือพรรคประชาชนโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายกรณ์ จาติกวณิชรองหัวหน้าพรรค ได้เป็นต้นเรื่องในการนำรายชื่อ สส.จำนวน 133 คน ยื่นคำร้องผ่านนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 2 แสนล้านบาท เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ตามคำร้องของพรรคฝ่ายค้านระบุว่า การนำงบประมาณ 2 แสนล้านบาทจากการกู้เงินมาใช้สำหรับแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของรัฐบาลนั้น ผู้ร้องเห็นว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนมารวมไว้ในพระราชกำหนดฉบับเดียวกับงบประมาณเพื่อการเยียวยาประชาชนจำนวน 2 แสนล้านบาท เนื่องจากการปรับโครงสร้างพลังงาน ผู้ร้องเห็นว่า เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องหลายปีจึงสมควรดำเนินการผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติ หรือมาตรการบางส่วนสามารถใช้กลไกทางภาษีสรรพสามิตดำเนินการได้
อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว ได้ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน7 คน ที่เห็นว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม,นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายนภดล เทพพิทักษ์,นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล ส่วนเสียงข้างน้อย 2 คนที่เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ก็ถือว่า“รัฐบาลอนุทิน-2”ได้ไปต่อ นายอนุทินชาญวีรกูล ไม่ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือประกาศยุบสภาฯ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ เนื่องจากพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน โดยมารยาททางการเมืองหรือประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับประเทศที่เจริญแล้ว นายกรัฐมนตรีจะต้องแสดง“สปิริต”ด้วยการลาออก หรือไม่ก็ยุบสภาฯ
เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ กฎหมายการเงินเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยปกติหากสภาฯไม่รับหลักการหรือคว่ำร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน อันรวมไปถึงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลด้วย ก็แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้รับความไว้วางใจจาก สส.หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และถึงแม้ว่า จะไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญกำหนดว่านายกรัฐมนตรีต้องลาออกหรือยุบสภาฯ แต่ในประเทศที่เจริญแล้ว ถือว่าเป็นบรรทัดฐานที่ผู้นำรัฐบาลควรต้องแสดงสปิริตทางการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้สภาฯ เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีลาออก หรือคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตั้งทั่วไปกันใหม่ ในกรณีที่มีการประกาศยุบสภาฯ
สรุปก็คือ นอกจาก“รัฐบาลอนุทิน 2”จะได้ไปต่อ แบบ“มีรู...มีหนู”ไม่มีอุปสรรคใดมาขวางกั้น ชนิดที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล อารมณ์ดีถึงขนาดเป่าแซกโซโฟนเพลง“My Way”ระหว่างการเลี้ยงรับรองมื้อกลางวันอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซียให้นายอันวาร์อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะเจ้าภาพฟัง เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมเมื่อวานนี้แล้ว “แมงลือ”ในบ้านเราก็คงต้องหาประเด็นใหม่มา“เสี้ยมเซาะ”รัฐบาล“อนุทิน 2”ให้พังให้ได้กันต่อไป
พร้อมกันนี้ จากอักษรย่อ“ศ.ศาลา”ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนนายอนุทินชาญวีรกูล หากมีอันต้องตกม้าตายจากพระราชกำหนดกู้เงินฉบับนี้ ที่เฉลยกันว่า คือ “ดร.เศรษฐพุฒิ
สุทธิวาทนฤพุฒิ” อดีตผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นองคมนตรี ก็ต้องหาอักษรย่อตัวใหม่มา“จับแพะชนแกะ”ด้วยอีกเช่นกัน
แฮ่ม ! ดีไม่ดีอักษรย่อตัวต่อไปจาก“ศ.ศาลา” อาจจะเป็น “ค.ควาย”ก็ได้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี