วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569
เรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ปิดคดีเรียบร้อย ไม่เป็นประเด็นให้ถูกขยายต่อในทางการเมือง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก7 ต่อ 2 ว่าการกู้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาทของรัฐบาล ในส่วนของการกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมวานนี้ เห็นว่ารัฐบาลมีความจำเป็นรีบด่วนในการแก้ไขวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประชาชน ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
สำหรับเรื่องนี้ ฝ่ายค้านคือพรรคประชาชนโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายกรณ์ จาติกวณิชรองหัวหน้าพรรค ได้เป็นต้นเรื่องในการนำรายชื่อ สส.จำนวน 133 คน ยื่นคำร้องผ่านนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 2 แสนล้านบาท เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ตามคำร้องของพรรคฝ่ายค้านระบุว่า การนำงบประมาณ 2 แสนล้านบาทจากการกู้เงินมาใช้สำหรับแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของรัฐบาลนั้น ผู้ร้องเห็นว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนมารวมไว้ในพระราชกำหนดฉบับเดียวกับงบประมาณเพื่อการเยียวยาประชาชนจำนวน 2 แสนล้านบาท เนื่องจากการปรับโครงสร้างพลังงาน ผู้ร้องเห็นว่า เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องหลายปีจึงสมควรดำเนินการผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติ หรือมาตรการบางส่วนสามารถใช้กลไกทางภาษีสรรพสามิตดำเนินการได้
อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว ได้ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน7 คน ที่เห็นว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม,นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายนภดล เทพพิทักษ์,นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล ส่วนเสียงข้างน้อย 2 คนที่เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ก็ถือว่า“รัฐบาลอนุทิน-2”ได้ไปต่อ นายอนุทินชาญวีรกูล ไม่ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือประกาศยุบสภาฯ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ เนื่องจากพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน โดยมารยาททางการเมืองหรือประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับประเทศที่เจริญแล้ว นายกรัฐมนตรีจะต้องแสดง“สปิริต”ด้วยการลาออก หรือไม่ก็ยุบสภาฯ
เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ กฎหมายการเงินเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยปกติหากสภาฯไม่รับหลักการหรือคว่ำร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน อันรวมไปถึงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลด้วย ก็แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้รับความไว้วางใจจาก สส.หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และถึงแม้ว่า จะไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญกำหนดว่านายกรัฐมนตรีต้องลาออกหรือยุบสภาฯ แต่ในประเทศที่เจริญแล้ว ถือว่าเป็นบรรทัดฐานที่ผู้นำรัฐบาลควรต้องแสดงสปิริตทางการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้สภาฯ เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีลาออก หรือคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตั้งทั่วไปกันใหม่ ในกรณีที่มีการประกาศยุบสภาฯ
สรุปก็คือ นอกจาก“รัฐบาลอนุทิน 2”จะได้ไปต่อ แบบ“มีรู...มีหนู”ไม่มีอุปสรรคใดมาขวางกั้น ชนิดที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล อารมณ์ดีถึงขนาดเป่าแซกโซโฟนเพลง“My Way”ระหว่างการเลี้ยงรับรองมื้อกลางวันอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซียให้นายอันวาร์อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะเจ้าภาพฟัง เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมเมื่อวานนี้แล้ว “แมงลือ”ในบ้านเราก็คงต้องหาประเด็นใหม่มา“เสี้ยมเซาะ”รัฐบาล“อนุทิน 2”ให้พังให้ได้กันต่อไป
พร้อมกันนี้ จากอักษรย่อ“ศ.ศาลา”ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนนายอนุทินชาญวีรกูล หากมีอันต้องตกม้าตายจากพระราชกำหนดกู้เงินฉบับนี้ ที่เฉลยกันว่า คือ “ดร.เศรษฐพุฒิ
สุทธิวาทนฤพุฒิ” อดีตผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นองคมนตรี ก็ต้องหาอักษรย่อตัวใหม่มา“จับแพะชนแกะ”ด้วยอีกเช่นกัน
แฮ่ม ! ดีไม่ดีอักษรย่อตัวต่อไปจาก“ศ.ศาลา” อาจจะเป็น “ค.ควาย”ก็ได้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

สวีเดนเอาจริง ไฟเขียวลดอายุขั้นต่ำรับโทษทางอาญาเป็น 14 ปี เด็กที่ทำผิดเจอคุกสูงสุด 18 ปี
‘ณัฐพงษ์’ ยัน ‘ปชน.’ ส่งผู้สมัครชิง ‘นายก อบจ.นนทบุรี’ อุบบอกชื่อ มั่นใจเป็นแคนดิเดตที่ดีที่สุด
อนุทิน ปัดสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ยันไม่ใช้เรื่องทหารแลกเจรจาภาษี แยกความมั่นคง-การค้า
‘สุชาติ’บุกเพชรบุรี! ‘เปิดประตูระบายน้ำ’ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำเค็มรุกล้ำ 4,000 ไร่
กมธ.ศาสนา จ่อลงพื้นที่ วัดป่าอดุลยาราม ดับไฟขัดแย้งวัด-ฆรวาส หวั่นกระทบศรัทธา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี