วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญครบรอบ 94 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ของประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตยหากเปรียบประชาธิปไตยไทยเป็นชีวิตคน วัย 94 ปี ควรเป็นวัยที่ผ่านโลกมาอย่างตกผลึก มีสถาบันทางการเมืองที่มั่นคง และมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนให้ประชาชนกินดีอยู่ดี
ทว่าในความเป็นจริง ประชาธิปไตยของไทยกลับยังคงติดอยู่ในวังวนของการลองผิดลองถูก เดินหน้าสองก้าวถอยหลังสามก้าว และยังคงเสาะหากติกาที่ลงตัวไม่ได้จนถึงปัจจุบัน
เพื่อเข้าใจความยักแย่ยักยันและรากเหง้าของวิกฤตในปัจจุบัน เราสามารถถอดรหัสประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจไทยตลอดเกือบศตวรรษที่ผ่านมา ออกเป็น 5 ยุคสมัยสำคัญ ดังนี้
1. พัฒนาการ 5 ยุคสมัย: จากรุ่งอรุณแห่งคณะราษฎรสู่ภูมิทัศน์การเมืองย้อนแย้ง
ยุคที่ 1: ก่อร่างสร้างระบอบและอุดมการณ์ใหม่(พ.ศ. 2475 – 2490)
ยุคเริ่มต้นที่คณะราษฎรได้วางรากฐานประชาธิปไตยผ่าน “หลัก 6 ประการ” โดยมุ่งเน้นไปที่เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา พัฒนาการเด่นชัดในยุคนี้คือการกระจายโอกาสทางการศึกษาไปสู่สามัญชน การจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาการเมือง (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
เพื่อสร้างพลเมืองในระบอบใหม่ ในมิติเศรษฐกิจ มีการพยายามสร้างระบบภาษีที่เป็นธรรมและส่งเสริมทุนนิยมแห่งรัฐเพื่อดึงอำนาจทางเศรษฐกิจกลับมาจากต่างชาติ อย่างไรก็ดียุคนี้เต็มไปด้วยการต่อสู้ทางความคิดและการแย่งชิงอำนาจอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มอำนาจเดิม สายพลเรือนก้าวหน้า และสายกองทัพ
ยุคที่ 2: เผด็จการทหารบริบูรณ์และแผนพัฒนาเศรษฐกิจ (พ.ศ. 2491 – 2516)
เมื่อบริบทโลกเข้าสู่สงครามเย็น การเมืองไทยถูกแช่แข็งภายใต้ระบอบเผด็จการทหารขวาจัดอย่างยาวนาน สถาบันการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชนถูกทำลายทว่าในมิติเศรษฐกิจกลับเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญจากการจัดตั้ง“สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ” (พ.ศ. 2502) รัฐเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ และเปิดรับทุนนิยมเสรีตามแนวทางของสหรัฐอเมริกา
แม้เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเกิดกลุ่มทุนในประเทศขึ้นมากมาย แต่ผลประโยชน์กลับกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตเมืองและกลุ่มเครือข่ายข้าราชการ ทิ้งให้ชนบทเผชิญความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง ซึ่งกลายเป็นเชื้อไฟที่ปะทุขึ้นในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
ยุคที่ 3: ตื่นตัวทางการเมืองและยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ (พ.ศ. 2516 – 2535)
หลังการตื่นตัวของพลังนิสิตนักศึกษา สังคมไทยเข้าสู่ช่วงประนีประนอมที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ในทศวรรษ 2520 มีการแบ่งสรรอำนาจระหว่างกองทัพ เทคโนแครต(ข้าราชการประจำ)และพรรคการเมืองที่เริ่มเติบโต โดยมีทุนธุรกิจแทรกอยู่เบื้องหลังพรรคการเมือง
ในมิติเศรษฐกิจ ไทยประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย นำไปสู่ยุค “โชติช่วงชัชวาล”เปลี่ยนผ่านประเทศจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมใหม่ (NICs) การเติบโตนี้สร้าง “ชนชั้นกลางกลุ่มใหม่” ในเมืองใหญ่ ซึ่งกลายเป็นพลังสำคัญที่ออกมาปฏิเสธนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535
ยุคที่ 4: เผด็จการรัฐสภาและทุนนิยมผูกขาดครอบงำการเมือง (พ.ศ. 2535 – 2562)
ยุคนี้เริ่มต้นด้วยความหวังจากรัฐธรรมนูญปี 2540 (ฉบับประชาชน) ที่มุ่งสร้างระบบพรรคการเมืองให้เข้มแข็งและจัดตั้งองค์กรอิสระมาตรวจสอบอำนาจรัฐ ทว่าผลลัพธ์กลับนำไปสู่สิ่งย้อนแย้งที่คาดไม่ถึง กลุ่มทุนนิยมผูกขาดขนาดใหญ่เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้สนับสนุน” มาเป็น “เจ้าของพรรคการเมือง” และก้าวเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐโดยตรง
การผูกขาดอำนาจในยุคนี้ดำเนินไปอย่างเบ็ดเสร็จผ่าน 3 ช่องทางหลัก:
1. สภาผู้แทนราษฎร: ใช้เม็ดเงินและระบบนโยบายกินได้(ประชานิยม) ควบรวมพรรคการเมืองจนเกิดเสียงข้างมากเด็ดขาดและนำไปสู่แนวคิด “เผด็จการรัฐสภา”
2. วุฒิสภา: เครือข่ายทุนและการเมืองสามารถส่งคนของตนเองแทรกซึมเข้ายึดพื้นที่สภาสูง จนเกิดวาทกรรม “สว.เครือญาติ”
3. องค์กรอิสระ: เมื่อคุมทั้งสองสภาได้เบ็ดเสร็จ ต้นน้ำของกระบวนการตรวจสอบจึงถูกแทรกแซงอย่างรุนแรงผ่านการตั้งคนของตนเองเข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ
.png)
ความเหนือชั้นของทุนการเมืองในยุคที่ 4 คือการทุจริตเชิงนโยบาย (Policy Corruption) ที่ถูกกฎหมาย ออกกฎหมายและสัมปทานเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนพวกพ้อง ปรากฏการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับชนชั้นกลางและกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่มองว่าระบบเลือกตั้งถูกช้อนซื้อไปแล้ว จนนำไปสู่การเมืองเสื้อสี วิกฤตการณ์ปิดเมืองและการโต้กลับด้วย “ทางลัดที่ไม่เป็นประชาธิปไตย” คือการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557
ยุคที่ 5: ประชาธิปไตยย้อนแย้ง และภาวะ “ไร้บ้าน”ของเสรีประชาธิปไตย (พ.ศ. 2562 – ปัจจุบัน / พ.ศ. 2569)
ปัจจุบันการเมืองไทยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่วางกลไกสืบทอดอำนาจฝั่งจารีต ขณะเดียวกัน ก็เกิดการตื่นตัวก้าวกระโดดของคนรุ่นใหม่และพรรคการเมืองเชิงอุดมการณ์ก้าวหน้า (Progressive) ที่เรียกร้องการปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึก
ความย้อนแย้งที่แหลมคมที่สุดในยุคที่ 5 คือ การล่มสลายของพื้นที่ยืนสำหรับกลุ่ม “เสรีประชาธิปไตยสายหลัก” (MainstreamLiberals) กลุ่มคนที่เคยชูธงเรื่องหลักนิติธรรม นิติรัฐ ความสุจริต และระบบตรวจสอบ ต้องเผชิญกับสภาวะติดกับดักตรงกลางอย่างโดดเดี่ยว:
ในอดีต (ยุคที่ 4): พวกเขาออกมาต่อต้านทุนนิยมผูกขาดทางการเมือง แต่ในสมรภูมิแบ่งขั้วสีเสื้อที่รุนแรง พวกเขาซ้ำร้ายกลับถูกผลักให้ไปรวมกลุ่มและถูกตราหน้าว่าเป็นพวก “อนุรักษ์นิยม” หรือพวกล้มประชาธิปไตย
ในปัจจุบัน (ยุคที่ 5): พวกเขาไม่สามารถร่วมอุดมการณ์กับ “กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง” ได้ เพราะรับไม่ได้กับการรัฐประหารและการใช้กลไกนอกระบบมาบิดเบือนกติกาอธิปไตยของประชาชน
ครั้นจะหันไปหาคลื่นลูกใหม่: พวกเขาก็รู้สึกว่าข้อเสนอเชิงโครงสร้างของฝั่งก้าวหน้านั้นรวดเร็ว แหลมคม และเสี่ยงเกินไปสำหรับบริบทสังคมไทย
ในระบบเลือกตั้งที่บีบให้ต้องเลือกข้างระหว่าง “ทุนนิยมพวกพ้อง/อนุรักษ์นิยมเดิม” กับ “ฝ่ายก้าวหน้าสุดขั้ว” กลุ่มเสรีประชาธิปไตยเนื้อแท้จึงกลายเป็น “คนไร้บ้านทางการเมือง” ที่มีหลักการแต่ขาดฐานมวลชนและการสนับสนุนเชิงสถาบัน
2. ปัญหาปัจจุบันของระบอบประชาธิปไตยไทย
ตลอด 94 ปีที่ผ่านมา ปัญหาของประชาธิปไตยไทยได้วิวัฒนาการจากเรื่อง “รถถังและการยึดอำนาจ” มาสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น ดังนี้:
กติกาหลักที่ไม่เป็นธรรมและยึดโยงกับประชาชนดั้งเดิม: รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนเจตจำนงของประชาชน แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นกลไกควบคุม คัดกรองและตัดสิทธิ์ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
การใช้องค์กรตรวจสอบเป็นอาวุธ (Weaponization of Institutions):องค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมสูญเสียหลักการความเป็นกลางในสายตาประชาชน วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อปราบปรามการทุจริตกลับถูกบิดเบือนไปใช้เป็นเครื่องมือประหารทางการเมืองเพื่อล้มล้างอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง
โครงสร้างเศรษฐกิจแบบ “ทุนพวกพ้องข้ามขั้ว”(Crony Capitalism): ระบบประชาธิปไตยถูกลดทอนคุณค่าเมื่อกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ยังคงขยายอิทธิพลเหนือรัฐนโยบาย ไม่ว่าจะผ่านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐบาลเครือข่ายอำนาจนิยม การควบรวมกิจการและการผูกขาดทางเศรษฐกิจทำลายโอกาสของกลุ่มทุนรายย่อยและภาคประชาชนอย่างสิ้นเชิง
วิกฤตศรัทธาและความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่ไร้พื้นที่ตรงกลาง: สังคมไทยขาด “พื้นที่ปลอดภัย” ในการพูดคุยประเด็นที่อ่อนไหวหรือก้าวหน้า ความขัดแย้งระหว่างเจเนอเรชันกลายเป็นเรื่องของการเอาชนะคัดคานมากกว่าการหาข้อตกลงร่วมกัน
3. แนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยไทยให้ยั่งยืน
การจะพาประเทศไทยก้าวพ้น 94 ปีแห่งความขัดแย้ง และก้าวสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การจัดให้มีการเลือกตั้งตามวงรอบ แต่จำเป็นต้องรื้อถอนและปฏิรูปโครงสร้างใน 3 มิติหลัก:
1) ปฏิรูปกติกาให้เป็นสากลและกระจายอำนาจ (Political& Structural Reform)
คืนอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญให้ประชาชน: จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่าน ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งทางตรง 100% เพื่อล้างกลไกสืบทอดอำนาจและสร้างองค์กรอิสระที่มีที่มาจากประชาชนและยึดโยงกับหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง
กระจายอำนาจและงบประมาณสู่ท้องถิ่น: ยุติการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการจัดการตนเอง การสร้างฐานรากประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งต้องเริ่มจากการที่ประชาชนในท้องถิ่นสามารถเลือกอนาคตและบริหารทรัพยากรของตนเองได้
2) ทลายทุนผูกขาดและสร้าง “ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” (Economic Democracy)
บังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างเด็ดขาด:ป้องกันการควบรวมกิจการที่ทำให้เกิดการผูกขาดในอุตสาหกรรมสำคัญ (เช่น โทรคมนาคม พลังงาน และค้าปลีก) เพื่อเปิดโอกาสให้ SME และคนรุ่นใหม่สร้างตัวได้
เปลี่ยนประชานิยมและระบบอุปถัมภ์ให้เป็น “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า”: สังคมไทยที่ก้าวสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” จำเป็นต้องมีโครงข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) เช่น บำนาญประชาชนพื้นฐาน และระบบสาธารณสุขชุมชนที่เข้มแข็ง เมื่อประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต พวกเขาจะไม่ต้องพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ของนักการเมืองหรือการสงเคราะห์จากกลุ่มทุน ส่งผลให้เสียงของประชาชนมีอิสระและมีศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง
3) ดึง “เสรีประชาธิปไตย” กลับมาเป็นแกนกลางและสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Democratic Culture)
สร้างพื้นที่ตรงกลางเพื่อสมานฉันท์: สังคมต้องช่วยกันคืนพื้นที่และบทบาทให้กับแนวคิด “เสรีประชาธิปไตยสายกลาง”ที่เน้นเรื่องเหตุผล หลักนิติธรรม และความสุจริต เพื่อไม่ให้การเมืองถูกลากไปสู่ขั้วสุดโต่งสองฝั่ง
เปลี่ยนรัฐสภาเป็นพื้นที่แสวงหาฉันทามติ: รัฐต้องหยุดใช้กฎหมายความมั่นคงหรือกระบวนการนิติสงคราม (JudicialWarfare) ในการปิดปากผู้เห็นต่าง แต่ต้องใช้กลไกทางสภาเป็นพื้นที่พูดคุยและหาข้อยุติในทุกประเด็นอย่างอารยประเทศ
บทสรุป:
94 ปีหลังปี 2475 บทเรียนราคาแพงที่สังคมไทยได้รับคือ ประชาธิปไตยไม่อาจเติบโตได้ภายใต้ปืนของการรัฐประหาร และในขณะเดียวกันก็ไม่อาจเบ่งบานได้ภายใต้เงินของทุนผูกขาด
หน้าประวัติศาสตร์ถัดจากนี้คือภารกิจของคนทุกรุ่นที่จะต้องร่วมกันสร้างกติกาที่เป็นธรรม ทลายระบบพวกพ้อง และร่วมกันสร้างสังคมที่อำนาจอธิปไตยและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเป็นของ “ราษฎร” ทั้งปวงอย่างแท้จริง
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

‘โด้’ยิง6สมัยติด!พาฝอยทองคืนชีพถล่มบอลโลก
‘ในหลวง’ พระราชทานนามกุหลาบสายพันธุ์ใหม่ ‘ควีนสุทิดา’ โอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ
ไม่คิดว่าจะทำได้ลงคอ รูมเมทไม่ทน แฉ วีรกรรม นศ.หนุ่มเรียนดี กระทำ หนูแฮมสเตอร์ 40 ตัว ดับคาหอพัก
พาร์กินสัน... มากกว่าแค่มือสั่น! หมอวี เผย 4 อาการหลักที่ต้องรู้จัก
นารากร ฉะ ดีอี ลอยแพ IT Man 878 คน 'รมช.แนน'สวนทันควัน จับโยงมั่ว ซัดหยุดเล่นการเมือง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี