วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เรื่อง 1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการปฏิรูประบบผู้ช่วยปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภา
2. การส่งคำร้องเพื่อตรวจสอบองค์กรอิสระอย่างตรงไปตรงมา
เรียน ประธานรัฐสภา (ผ่านสาธารณชน)
ในฐานะอดีตสมาชิกรัฐสภา นักวิชาการและสื่อมวลชนที่ฝากติดตามการทำงานของประธานและสมาชิกรัฐสภา มีข้อสังเกตเพื่อเสนอแนะต่อท่านประธานรัฐสภา 2 เรื่องด้วยกันคือ
เรื่องที่ 1: การปฏิรูปโครงสร้างผู้ช่วยและระบบสนับสนุนวิชาการของรัฐสภา
ตามที่ท่านประธานรัฐสภาได้มีคำสั่งชะลอการปรับขึ้นเงินเดือนผู้ช่วยประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาเพื่อศึกษาแนวทางการลดจำนวนผู้ช่วยและทบทวนสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยกำหนดกรอบเวลาให้แล้วเสร็จภายใน3 เดือน เพื่อให้สามารถชี้แจงต่อสังคมได้อย่างโปร่งใสนั้น
ในฐานะอดีตสมาชิกวุฒิสภาที่เคยสัมผัสและปฏิบัติงานจริงในกลไกฝ่ายนิติบัญญัติ ขอแสดงความเห็นพ้องด้วยอย่างยิ่งกับแนวทางดังกล่าว และขอใช้โอกาสนี้เสนอข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงระบบอย่างจริงจังใน 2 ประเด็นหลัก เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการปฏิรูปรัฐสภาและการรักษาความยุติธรรมในสังคมไทย ดังนี้
1.1 ปัญหาเชิงโครงสร้าง: “ปริมาณล้นเกิน คุณภาพขาดแคลน” ในระบบอุปถัมภ์
ระบบปัจจุบันที่อนุญาตให้ สส. และสว.มีผู้ช่วยงานได้รายละถึง 8 คน เป็นโครงสร้างที่ “มากเกินความจำเป็น” และไม่ตอบโจทย์การทำงานในโลกยุคใหม่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาสะท้อนชัดว่าการกระจายงบประมาณไปเฉลี่ยจ่ายให้กับคนจำนวนมาก ทำให้เพดานเงินเดือนของผู้ช่วยต่ำเกินกว่าจะดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้ามาร่วมงานได้
และจำนวนโควตาที่ล้นเหลือส่งผลให้ตำแหน่งเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือในระบบอุปถัมภ์เพื่อตอบแทนหัวคะแนน เครือข่ายทางการเมือง หรือบุคคลใกล้ชิด ซึ่งหลายกรณีไม่ได้เข้ามาปฏิบัติงานค้นคว้าข้อมูลหรือวิเคราะห์กฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสภาอย่างแท้จริง
1.2 ข้อเสนอ: “ลดจำนวน เพิ่มค่าตอบแทน ใช้เทคโนโลยีเสริม”
ในโลกยุคปัจจุบันที่บริบทการเข้าถึงข้อมูลเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง กระผมขอเสนอให้ปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรผู้ช่วยดังนี้:
l จำกัดจำนวนไม่เกิน 2 คนต่อสมาชิก 1 ท่าน: ควรกำหนดให้มีผู้ช่วยประจำตัวที่ทำหน้าที่ประสานงานเชิงพื้นที่และบริหารจัดการตารางงานทั่วไป 1 คน และผู้ช่วยด้านเนื้อหา/วิชาการอีก 1 คนเท่านั้น
l ยกระดับค่าตอบแทนเพื่อดึงดูดคนคุณภาพ: นำงบประมาณที่ประหยัดได้จากการลดจำนวนคน มาสมทบเพื่อเพิ่มอัตราเงินเดือนให้สูงขึ้นเพียงพอที่จะจ้างบุคลากรระดับมันสมอง(Talent) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาทำงาน
l ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทดแทนแรงงาน: ปัจจุบันเทคโนโลยี AI สามารถทำหน้าที่สืบค้น รวบรวมข้อมูล แปลภาษา และสรุปสาระสำคัญของเอกสารหนานับพันหน้าได้ภายในไม่กี่นาที ซึ่งสามารถทดแทนงานธุรการและงานข้อมูลพื้นฐานของผู้ช่วยแบบเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.3 ทางออกที่ยั่งยืน: ตั้งหน่วยงานวิชาการอิสระในสภา (โมเดลประเทศแคนาดา)
การทำงานนิติบัญญัติที่มีคุณภาพไม่ควรขึ้นอยู่กับผู้ช่วยส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคนเพียงอย่างเดียว รัฐสภาไทยจำเป็นต้องมี “คลังสมองส่วนกลาง” ที่มีมาตรฐานสากลโดยจัดตั้งหน่วยงานวิชาการและวิจัยอิสระภายในรัฐสภา ถอดบทเรียนจากหอสมุดรัฐสภาและหน่วยวิจัยของรัฐสภาแคนาดา (Library of Parliament / PIRS)
ประเด็น รูปแบบและแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับบริบทไทย
โครงสร้างที่เป็นกลางเด็ดขาด เป็นหน่วยงานที่มีข้าราชการหรือนักวิชาการประจำที่เป็นมืออาชีพ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่ขึ้นกับฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
ทำงานตามโจทย์ของกรรมาธิการ ทำหน้าที่ศึกษาวิจัย รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก
ตามความต้องการ (On-Demand) ของคณะกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภาโดยตรง เพื่อใช้ประกอบการยกร่างกฎหมายและการอภิปรายตรวจสอบ
กลุ่มเป้าหมายชัดเจน มุ่งเน้นการให้บริการทางวิชาการแก่ สส. และ สว. เพื่อเพิ่มคุณภาพในการทำหน้าที่นิติบัญญัติเป็นสำคัญ
1.4 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “สถาบันพระปกเกล้า” ในปัจจุบัน
แม้ในอดีตรัฐสภาไทยจะเคยจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าขึ้นมา โดยหวังให้ทำหน้าที่ทำนองเดียวกันนี้ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ในปัจจุบันสถาบันพระปกเกล้าได้ขยายขอบเขตภารกิจออกไปกว้างขวางมาก จนหลุดไปจากกรอบการเป็น “หน่วยวิจัยหนุนงานรายวันของสมาชิกรัฐสภา”
ภารกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบันเน้นไปที่การจัดหลักสูตรฝึกอบรมระยะยาวสำหรับผู้บริหารระดับสูงการสร้างเครือข่าย และการวิจัยเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในภาพกว้าง ซึ่งโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กรได้เปลี่ยนไปจนยากที่จะปรับเปลี่ยนหรือดึงบทบาทกลับมาให้ทำงานสนับสนุนงานนิติบัญญัติในสภาอย่างใกล้ชิดเหมือนเดิมได้อีกต่อไป
การตั้งหน่วยงานสนับสนุนวิชาการขึ้นมาใหม่ภายในโครงสร้างรัฐสภาจึงเป็นทางเลือกที่มีความกระชับ ตรงเป้าหมายมากกว่า

เรื่องที่ 2: การปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงเพื่อส่งคำร้องต่อประธานศาลฎีกา ตรวจสอบการทุจริตต่อหน้าที่ของ ป.ป.ช.
นอกเหนือจากประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างบุคลากรแล้ว อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญของประธานรัฐสภาคือการเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ตัวแทนรัฐสภา
ที่เป็นหลักองค์กรเดียวในการตรวจสอบถ่วงดุลองค์กรอิสระ อย่าง ป.ป.ช.
สืบเนื่องจากกรณีที่ สส. และ สว. ได้ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภาขอให้ส่งข้อกล่าวหาไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในข้อกล่าวหาว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าได้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยละเว้นไม่ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก กรณีทรัพย์สินหรือพฤติกรรมทางการเมืองของ นายศักดิ์สยามชิดชอบ ให้โอกาสผู้ร้องได้ชี้แจงแสดงหลักฐานและมีการปกปิดข้อมูลการยุติเรื่องดังกล่าวอย่างน่าเคลือบแคลง ซึ่งอาจมีเหตุจูงใจในการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์อย่างไม่บริสุทธิ์และไม่เป็นธรรมนั้น
ท่านประธานรัฐสภา จึงเป็นความหวังเดียวของประชาชนที่เหลืออยู่ ในการรักษาระบบตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยในการกระทำของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่หลีกเลี่ยงการนำ
ข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มาตั้งประเด็นตรวจสอบเชิงลึก กรณีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มาพิจารณา
ด้วยการส่งคำร้องของสมาชิกรัฐสภาที่เข้าชื่อกันจำนวนมาก เพื่อส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาไต่สวน และหากพบการกระทำความผิดก็จะได้ลงโทษต่อไป
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านประธานรัฐสภาจะปฏิบัติหน้าที่ในกรณีนี้อย่างตรงไปตรงมาด้วยจิตสำนึกของท่านที่มีพื้นฐานที่ดี เพื่อลบล้างข้อครหาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมที่ว่า ท่านมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดหรืออยู่ในกลุ่มอุปถัมภ์ของตระกูลชิดชอบ ซึ่งอาจนำไปสู่การปัดตกคำร้องเพื่อตอบแทนบุญคุณทางการเมือง
การทำหน้าที่อย่างซื่อตรงและเด็ดขาดในครั้งนี้ จะเป็นการประกาศศักดิ์ศรีและบันทึกเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของ “ครูบ้านนอก” คนหนึ่ง ที่สามารถเจริญก้าวหน้าด้วยความรู้ความสามารถจนได้ดำรงตำแหน่งเป็นถึงประมุขแห่งฝ่ายนิติบัญญัติ
การรักษาความซื่อตรงและความยุติธรรมโดยไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลใดๆ จะช่วยรักษาเกียรติภูมิของรัฐสภา และเปิดทางให้องค์กรอิสระได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง โปร่งใส ต่อสังคมไทยอย่างแท้จริง
จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอจากประสบการณ์ตรงในฐานะอดีตสมาชิกวุฒิสภานี้ จะได้รับการพิจารณาจากท่านประธานรัฐสภา เพื่อเปลี่ยนผ่านรัฐสภาไทยไปสู่การเป็นสภาที่มีประสิทธิภาพสูงและรักษาความยุติธรรมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนสืบไป
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
รองศาสตราจารย์ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
สมาชิกวุฒิสภา 2543-2549

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี