วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เรื่อง 1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการปฏิรูประบบผู้ช่วยปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภา
2. การส่งคำร้องเพื่อตรวจสอบองค์กรอิสระอย่างตรงไปตรงมา
เรียน ประธานรัฐสภา (ผ่านสาธารณชน)
ในฐานะอดีตสมาชิกรัฐสภา นักวิชาการและสื่อมวลชนที่ฝากติดตามการทำงานของประธานและสมาชิกรัฐสภา มีข้อสังเกตเพื่อเสนอแนะต่อท่านประธานรัฐสภา 2 เรื่องด้วยกันคือ
เรื่องที่ 1: การปฏิรูปโครงสร้างผู้ช่วยและระบบสนับสนุนวิชาการของรัฐสภา
ตามที่ท่านประธานรัฐสภาได้มีคำสั่งชะลอการปรับขึ้นเงินเดือนผู้ช่วยประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาเพื่อศึกษาแนวทางการลดจำนวนผู้ช่วยและทบทวนสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยกำหนดกรอบเวลาให้แล้วเสร็จภายใน3 เดือน เพื่อให้สามารถชี้แจงต่อสังคมได้อย่างโปร่งใสนั้น
ในฐานะอดีตสมาชิกวุฒิสภาที่เคยสัมผัสและปฏิบัติงานจริงในกลไกฝ่ายนิติบัญญัติ ขอแสดงความเห็นพ้องด้วยอย่างยิ่งกับแนวทางดังกล่าว และขอใช้โอกาสนี้เสนอข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงระบบอย่างจริงจังใน 2 ประเด็นหลัก เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการปฏิรูปรัฐสภาและการรักษาความยุติธรรมในสังคมไทย ดังนี้
1.1 ปัญหาเชิงโครงสร้าง: “ปริมาณล้นเกิน คุณภาพขาดแคลน” ในระบบอุปถัมภ์
ระบบปัจจุบันที่อนุญาตให้ สส. และสว.มีผู้ช่วยงานได้รายละถึง 8 คน เป็นโครงสร้างที่ “มากเกินความจำเป็น” และไม่ตอบโจทย์การทำงานในโลกยุคใหม่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาสะท้อนชัดว่าการกระจายงบประมาณไปเฉลี่ยจ่ายให้กับคนจำนวนมาก ทำให้เพดานเงินเดือนของผู้ช่วยต่ำเกินกว่าจะดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้ามาร่วมงานได้
และจำนวนโควตาที่ล้นเหลือส่งผลให้ตำแหน่งเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือในระบบอุปถัมภ์เพื่อตอบแทนหัวคะแนน เครือข่ายทางการเมือง หรือบุคคลใกล้ชิด ซึ่งหลายกรณีไม่ได้เข้ามาปฏิบัติงานค้นคว้าข้อมูลหรือวิเคราะห์กฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสภาอย่างแท้จริง
1.2 ข้อเสนอ: “ลดจำนวน เพิ่มค่าตอบแทน ใช้เทคโนโลยีเสริม”
ในโลกยุคปัจจุบันที่บริบทการเข้าถึงข้อมูลเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง กระผมขอเสนอให้ปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรผู้ช่วยดังนี้:
l จำกัดจำนวนไม่เกิน 2 คนต่อสมาชิก 1 ท่าน: ควรกำหนดให้มีผู้ช่วยประจำตัวที่ทำหน้าที่ประสานงานเชิงพื้นที่และบริหารจัดการตารางงานทั่วไป 1 คน และผู้ช่วยด้านเนื้อหา/วิชาการอีก 1 คนเท่านั้น
l ยกระดับค่าตอบแทนเพื่อดึงดูดคนคุณภาพ: นำงบประมาณที่ประหยัดได้จากการลดจำนวนคน มาสมทบเพื่อเพิ่มอัตราเงินเดือนให้สูงขึ้นเพียงพอที่จะจ้างบุคลากรระดับมันสมอง(Talent) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาทำงาน
l ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทดแทนแรงงาน: ปัจจุบันเทคโนโลยี AI สามารถทำหน้าที่สืบค้น รวบรวมข้อมูล แปลภาษา และสรุปสาระสำคัญของเอกสารหนานับพันหน้าได้ภายในไม่กี่นาที ซึ่งสามารถทดแทนงานธุรการและงานข้อมูลพื้นฐานของผู้ช่วยแบบเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.3 ทางออกที่ยั่งยืน: ตั้งหน่วยงานวิชาการอิสระในสภา (โมเดลประเทศแคนาดา)
การทำงานนิติบัญญัติที่มีคุณภาพไม่ควรขึ้นอยู่กับผู้ช่วยส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคนเพียงอย่างเดียว รัฐสภาไทยจำเป็นต้องมี “คลังสมองส่วนกลาง” ที่มีมาตรฐานสากลโดยจัดตั้งหน่วยงานวิชาการและวิจัยอิสระภายในรัฐสภา ถอดบทเรียนจากหอสมุดรัฐสภาและหน่วยวิจัยของรัฐสภาแคนาดา (Library of Parliament / PIRS)
ประเด็น รูปแบบและแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับบริบทไทย
โครงสร้างที่เป็นกลางเด็ดขาด เป็นหน่วยงานที่มีข้าราชการหรือนักวิชาการประจำที่เป็นมืออาชีพ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่ขึ้นกับฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
ทำงานตามโจทย์ของกรรมาธิการ ทำหน้าที่ศึกษาวิจัย รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก
ตามความต้องการ (On-Demand) ของคณะกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภาโดยตรง เพื่อใช้ประกอบการยกร่างกฎหมายและการอภิปรายตรวจสอบ
กลุ่มเป้าหมายชัดเจน มุ่งเน้นการให้บริการทางวิชาการแก่ สส. และ สว. เพื่อเพิ่มคุณภาพในการทำหน้าที่นิติบัญญัติเป็นสำคัญ
1.4 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “สถาบันพระปกเกล้า” ในปัจจุบัน
แม้ในอดีตรัฐสภาไทยจะเคยจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าขึ้นมา โดยหวังให้ทำหน้าที่ทำนองเดียวกันนี้ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ในปัจจุบันสถาบันพระปกเกล้าได้ขยายขอบเขตภารกิจออกไปกว้างขวางมาก จนหลุดไปจากกรอบการเป็น “หน่วยวิจัยหนุนงานรายวันของสมาชิกรัฐสภา”
ภารกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบันเน้นไปที่การจัดหลักสูตรฝึกอบรมระยะยาวสำหรับผู้บริหารระดับสูงการสร้างเครือข่าย และการวิจัยเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในภาพกว้าง ซึ่งโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กรได้เปลี่ยนไปจนยากที่จะปรับเปลี่ยนหรือดึงบทบาทกลับมาให้ทำงานสนับสนุนงานนิติบัญญัติในสภาอย่างใกล้ชิดเหมือนเดิมได้อีกต่อไป
การตั้งหน่วยงานสนับสนุนวิชาการขึ้นมาใหม่ภายในโครงสร้างรัฐสภาจึงเป็นทางเลือกที่มีความกระชับ ตรงเป้าหมายมากกว่า

เรื่องที่ 2: การปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงเพื่อส่งคำร้องต่อประธานศาลฎีกา ตรวจสอบการทุจริตต่อหน้าที่ของ ป.ป.ช.
นอกเหนือจากประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างบุคลากรแล้ว อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญของประธานรัฐสภาคือการเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ตัวแทนรัฐสภา
ที่เป็นหลักองค์กรเดียวในการตรวจสอบถ่วงดุลองค์กรอิสระ อย่าง ป.ป.ช.
สืบเนื่องจากกรณีที่ สส. และ สว. ได้ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภาขอให้ส่งข้อกล่าวหาไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในข้อกล่าวหาว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าได้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยละเว้นไม่ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก กรณีทรัพย์สินหรือพฤติกรรมทางการเมืองของ นายศักดิ์สยามชิดชอบ ให้โอกาสผู้ร้องได้ชี้แจงแสดงหลักฐานและมีการปกปิดข้อมูลการยุติเรื่องดังกล่าวอย่างน่าเคลือบแคลง ซึ่งอาจมีเหตุจูงใจในการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์อย่างไม่บริสุทธิ์และไม่เป็นธรรมนั้น
ท่านประธานรัฐสภา จึงเป็นความหวังเดียวของประชาชนที่เหลืออยู่ ในการรักษาระบบตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยในการกระทำของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่หลีกเลี่ยงการนำ
ข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มาตั้งประเด็นตรวจสอบเชิงลึก กรณีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มาพิจารณา
ด้วยการส่งคำร้องของสมาชิกรัฐสภาที่เข้าชื่อกันจำนวนมาก เพื่อส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาไต่สวน และหากพบการกระทำความผิดก็จะได้ลงโทษต่อไป
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านประธานรัฐสภาจะปฏิบัติหน้าที่ในกรณีนี้อย่างตรงไปตรงมาด้วยจิตสำนึกของท่านที่มีพื้นฐานที่ดี เพื่อลบล้างข้อครหาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมที่ว่า ท่านมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดหรืออยู่ในกลุ่มอุปถัมภ์ของตระกูลชิดชอบ ซึ่งอาจนำไปสู่การปัดตกคำร้องเพื่อตอบแทนบุญคุณทางการเมือง
การทำหน้าที่อย่างซื่อตรงและเด็ดขาดในครั้งนี้ จะเป็นการประกาศศักดิ์ศรีและบันทึกเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของ “ครูบ้านนอก” คนหนึ่ง ที่สามารถเจริญก้าวหน้าด้วยความรู้ความสามารถจนได้ดำรงตำแหน่งเป็นถึงประมุขแห่งฝ่ายนิติบัญญัติ
การรักษาความซื่อตรงและความยุติธรรมโดยไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลใดๆ จะช่วยรักษาเกียรติภูมิของรัฐสภา และเปิดทางให้องค์กรอิสระได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง โปร่งใส ต่อสังคมไทยอย่างแท้จริง
จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอจากประสบการณ์ตรงในฐานะอดีตสมาชิกวุฒิสภานี้ จะได้รับการพิจารณาจากท่านประธานรัฐสภา เพื่อเปลี่ยนผ่านรัฐสภาไทยไปสู่การเป็นสภาที่มีประสิทธิภาพสูงและรักษาความยุติธรรมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนสืบไป
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
รองศาสตราจารย์ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
สมาชิกวุฒิสภา 2543-2549

เปิดร่าง MOU 14 ข้อ ชี้ชะตาอิหร่าน-สหรัฐฯ มาพร้อมเงื่อนไขสำคัญต้อนมหาอำนาจโลก
ประมวลภาพ พิธีเคลื่อนพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ออกจาก รพ.จุฬาฯ สู่พระที่นั่งพิมานรัตยา
'คนไทยต้องย่างปลาเก่งแน่ๆ' ไวรัลข้าวปั้นแซลมอนฮอกไกโด กับความลับบนฉลากที่คาดไม่ถึง!
เปาดังเดี้ยง!‘โอลิเวอร์’ไม่ชวดเป่าบอลโลกนัดแรก
เรื่องราวสุดประทับใจ 'พระองค์ภา'กับความเรียบง่าย ทรงจำน้องหมาปอม'โคนี่' ที่ตามรับเสด็จได้ (คลิป)

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี