วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
นับตั้งแต่ พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูลก้าวขึ้นมาบริหารประเทศในฐานะผู้นำสูงสุด แวบแรกที่ประชาชนคนไทยรู้สึก ไม่ใช่ความโกรธเคืองหรือความสิ้นหวัง หากแต่เป็น“ความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง”
เพราะคงไม่มีผู้นำคนใดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่จะต้องแบกรับความกระอักกระอ่วนใจและเดินอยู่บนเส้นลวดหนามแห่งผลประโยชน์ได้น่าหวาดเสียวเท่านี้อีกแล้ว
จากบทเรียน “อนุทิน 1” สู่มรสุม “อนุทิน 2”
ย้อนกลับไปในรัฐบาลอนุทินชุดแรก เมื่อครั้งเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ สังคมอาจจะตำหนิว่ารัฐบาล “อ่อนหัด” คาดไม่ถึงจนเกิดความสูญเสียใหญ่หลวง แต่นั่นก็ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ท่านนายกฯ ยอมเอ่ยคำขอโทษอย่างสุภาพ
แต่พอมาถึง “รัฐบาลอนุทิน 2” บริหารได้เพียงเดือนเศษ ก็ต้องเจอกับวิกฤตซ้อนวิกฤตจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในมุมหนึ่งเราต้องชื่นชมวิสัยทัศน์
ของรัฐบาลที่ “รู้ทัน” กลุ่มทุนกักตุนน้ำมัน แต่ในอีกมุมหนึ่ง... เราก็เข้าใจดีว่าเหตุใดรัฐบาลจึง “พูดไม่ออก” เพราะหันไปมองหน้ามองตากันแล้ว ก็ล้วนแต่เป็นคนคุ้นเคยที่เดินเข้า-ออก
ทำเนียบทั้งสิ้น จะให้หักด้ามพร้าด้วยเข่ากับมิตรสหายก็ดูจะแล้งน้ำใจเกินไป
ส่วนโครงการกู้เงินมาแจกที่ถูกวิจารณ์ขรมเมืองว่า “ไม่มีใครเขาทำกัน” ในภาวะข้าวยากหมากแพงให้ประเทศเป็นหนี้นั้น ประชาชนก็เห็นใจเพราะเข้าใจดีว่า “นโยบายหาเสียงไว้แล้ว...อย่างไรก็ต้องทำ”
แม้แต่เงินกู้ที่แอบเนียนใส่เข้ามาในงบปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน เพื่อให้รัฐบาลดูมีผลงานเร่งด่วน แต่ดันถูกจับไต๋ได้ว่าไม่ได้รีบร้อนอะไรเลย รัฐบาลก็ยังอุตส่าห์กลืนเลือดเดินหน้าต่อ
เมื่อเสียงเรียกร้องให้ “ปราบทุจริต” กลายเป็นหนามยอกอก
ความน่าเห็นใจที่สุดมาถึงจุดพีค เมื่อคณะกรรมการร่วมภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมออกมากางโผหน่วยงานราชการที่ทุจริตจากมากไปหาน้อย พร้อมกดดันให้รัฐบาลปราบโกงอย่างจริงจัง “กูไม่ทนอีกต่อไป”
แต่สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว... การปราบทุจริตอย่างตรงไปตรงมานั้น เป็นเรื่องที่ “พูดง่ายแต่ทำยากจนหน้าตาเหลือง”
■ ถ้าจะให้เอาจริงกับข้าราชการโกง?
ท่านนายกฯ ก็คงรู้สึกตะขิดตะขวงใจและละอายอยู่ลึกๆ เพราะอาจถูกย้อนศรเข้าเนื้อตัวเองว่า บรรดา สส. พรรคร่วมรัฐบาลที่นั่งยิ้มอยู่ในสภาฯ นั้น เข้าสู่อำนาจมาด้วยการ “ซื้อเสียง”
ซึ่งก็คือการทุจริตตั้งแต่กระดุมเม็ดแรกหรือไม่?
■ จะอ้างว่ามารับกรรม ต้องแก้ปัญหาที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ทำทิ้งไว้?
คำพูดนี้คงติดอยู่ที่ลำคอ เพราะพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลอย่างเหนียวแน่นยาวนานมาตั้งแต่หลังยุครัฐประหาร หันไปมองซ้ายมองขวาข้างกาย ก็มี “คนสีเทา” ที่ร่วมสร้างตำนานเหล่านั้นมาด้วยกันทั้งสิ้น
■ ไหนจะเรื่องที่เป็นหนามตำใจอย่าง ที่ดินเขากระโดง หรือข่าวอื้อฉาวเรื่อง การฮั้วสรรหา สว.ที่สังคมตั้งคำถามไม่เว้นวัน หากรัฐบาลสั่งลุยตรวจสอบอย่างโปร่งใส คนที่จะเดือดร้อนก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นระดับ “บิ๊กเนม” และผู้มีอุปการคุณของพรรคทั้งสิ้น ความกระอักกระอ่วนใจนี้ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
■ ติดล็อก “บุญคุณ” และ “โครงข่ายบ้านใหญ่”
ในส่วนขององค์กรอิสระอย่าง กกต. หรือป.ป.ช. ที่สังคมจับจ้องและเชื่อไปแล้วว่าทำหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองที่มีสายสัมพันธ์อันดี การที่รัฐบาลอนุทินจะเข้าไปจัดระเบียบให้โปร่งใส ก็จะกลายเป็นการ “อกตัญญู” ไม่ยึดถือหลักบุญคุณที่ต้องทดแทน ซึ่งในทางการเมืองไทยถือเป็นบาปมหันต์
ยิ่งเมื่อมองไปที่โครงสร้างภายใน บรรดา “บ้านใหญ่ หัวหน้ามุ้ง” ที่อุตส่าห์หอบลูกทีมสมัคร สส. จนชนะเลือกตั้งมาได้ ต่างก็ “ลงทุน” ไปมหาศาล เมื่องานสำเร็จก็ย่อมต้องมีคนคิด
“ถอนทุนคืน” เป็นธรรมดาของคนพวกนี้หากนายกฯ อนุทินไปตั้งหน้าตั้งตาปราบโกงอย่างจริงจัง มีหวังมองหน้ากันไม่ติด และคงไม่มีใครคบหาอีกต่อไป
■ รวมไปถึง โครงการเมกะโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่กำลังจะคลอด หากคุมเข้มความโปร่งใสเกินไป บรรดาผู้รับเหมาและคนประสานงานที่วางท่อผลประโยชน์ไว้แล้วจะทำงานต่ออย่างไร?
ในฐานะที่ท่านนายกฯ เคยเป็นผู้บริหารบริษัทรับเหมาก่อสร้างระดับหมื่นล้าน ย่อมซาบซึ้งดีว่า “ค่าอำนวยความสะดวก” มันขับเคลื่อนฟันเฟืองนี้อย่างไร หากไปรื้อระบบ...อุตสาหกรรม
รับเหมาใหญ่อื่นๆ คงเดือดร้อนและพร้อมเปิดโปงย้อนศรจนยุ่งเหยิงไปหมด
ทางตันของภาพลักษณ์ : ยิ่งอยู่ยาว ยิ่งลำบากใจ
แม้รัฐบาลจะพยายามแก้เกมด้วยการดึง“เทคโนแครต” (ผู้เชี่ยวชาญ) มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญเพื่อเรียกความเชื่อมั่น แต่มันก็ช่วยได้เพียงหยิบมือ
เพราะรัฐมนตรีที่เหลือ ไม่เป็นคนหน้าเดิมที่มีภาพลักษณ์ชวนยิ้มแห้ง ก็เป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่แกะกล่องที่มาฝึกงาน ซึ่งดูเหมือนว่าแม้แต่ตัวรัฐมนตรีใหม่เองก็ยังไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลยด้วยซ้ำ จะให้ไปช่วยอธิบายหรือกู้ภาพลักษณ์ให้รัฐบาลก็คงหวังยาก
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ดัชนีความโปร่งใสและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาต่างชาติตกต่ำดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง
จึงต้องตั้ง “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.)” เป็นการขายผ้าเอาหน้ารอดไว้ก่อน ส่วนจะเป็นอย่างไรเอาไว้ตายในภายหน้า เดี๋ยวคนไทยก็ลืมไปเอง
บทสรุป
ยามนี้ ประชาชนคนไทยจึงทำได้เพียงส่งความ “เห็นอกเห็นใจ” ไปยัง นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างยิ่ง
เพราะพวกเรารู้ดีว่า ยิ่งรัฐบาลชุดนี้อยู่นานเท่าไหร่ ประเทศชาติก็ยิ่งขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ยากลำบากเท่านั้น จะเดินหน้าทำงานต่อก็ช่างน่าอับอาย เพราะหันกลับมามองที่ภาคประชาชนและสื่อมวลชนในวันนี้...
ทุกคนไม่ได้โง่ ทุกคนไม่ได้ลืม และทุกคนกำลังนั่งมองตาปริบๆ ด้วยความ “รู้เท่าทัน”ในทุกๆ หมากเกมที่รัฐบาลกำลังเล่นอยู่
น่าเห็นใจท่านนายกฯ และพรรคภูมิใจไทยจริงๆ ครับ!
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ดีสุดในชีวิต!‘อาร์เตต้า’เปิดใจหลังพาปืนซิวแชมป์ลีกรอบ22ปี
ศธ.ยกระดับคุณภาพชีวิต ครูอัตราจ้าง-บุคลากรทางการศึกษา กว่า 7,500 อัตรา
ระทึก! ไฟไหม้โรมแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่พัทยา คนติดค้างในอาคารจำนวนมาก ดับเพลิงเร่งเข้าช่วย
'เดิร์ก เค้าท์'บินตรงมาไทย!ลิเวอร์พูลจัดMeet & Greetเอาใจเดอะค็อป
สวยไม่เปลี่ยน! เมย์ ปทิดา ทำบุญวันเกิดอายุ 50 กะรัต แต่ยังสวยออร่าพุ่ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี