วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
การพ้นโทษอย่างสมบูรณ์แบบของทักษิณ ชินวัตรจากอานิสงส์ของการได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ที่นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล นำขึ้นทูลเกล้าฯ นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของบุคคลคนเดียว แต่คือหมุดหมายที่สะท้อนโครงสร้างอำนาจ หลักนิติธรรม และวิธีคิดของสังคมไทยอย่างรุนแรง
ปรากฏการณ์นี้นำมาสู่คำถามสำคัญที่ท้าทายอนาคตของประเทศ : เมื่อสถานะทางกฎหมายถูก “ฟอกขาว”จนบริสุทธิ์เต็มตัวแล้ว ก้าวต่อไปของทักษิณและระบอบการเมืองไทยจะเดินไปในทิศทางใด?
1. วิกฤตศรัทธา “ราชทัณฑ์” และมายาคติเรื่อง “สันดาน” ที่เปลี่ยนยาก
ในบริบททางสังคมไทยทั่วไป ความหวาดระแวงต่อผู้พ้นโทษมักผูกติดอยู่กับ คติพจน์เรื่องเนื้อแท้ แนวคิดเรื่อง “สันดาน” หรือนิสัยถาวรที่ยากจะแก้ไข สังคมมักปฏิเสธโอกาสและการคบหาผู้พ้นคุก หรือคนขี้คุก อาจจะเป็นเพราะระบบราชทัณฑ์ขาดความน่าเชื่อถือในการขัดเกลาและฟื้นฟูพฤตินิสัยอย่างแท้จริง
ทว่า ในกรณีของทักษิณ ความเคลือบแคลงใจของสังคมไม่ได้อยู่บนความกลัวในความปลอดภัยทางกายภาพ แต่อยู่ที่ “ความย้อนแย้ง” ของกระบวนการรับโทษ ตั้งแต่ข้อกังขาเรื่องดีลลับก่อนกลับมารับโทษ การแสร้งป่วยสมคบกับเจ้าหน้าที่ พำนักที่ชั้น 14โรงพยาบาลตำรวจโดยแทบไม่ได้สัมผัสชีวิตในเรือนจำพ้นโรงพยาบาลออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่าง
เปิดเผย จนกระทั่งถูกศาลฎีกาสั่งให้นำตัวไปจำคุกใหม่
“คนคงไม่เชื่อว่ากรมราชทัณฑ์ได้เปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนสันดานทักษิณไปเรียบร้อย... คนไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่า ใครเปลี่ยนนิสัยใคร ระหว่างทักษิณกับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์”
เมื่อสังคมมองว่าระบบยุติธรรมและราชทัณฑ์ถูกบิดเบือน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ชนชั้นนำ ความรู้สึกสูญเสียหลักนิติธรรม (Rule of Law) จึงกลายเป็นบาดแผลลึกที่แบ่งคนไทยออกเป็น 3 กลุ่มอย่างชัดเจน :
● กลุ่มที่ 1 : กลุ่มกังวลและห่วงใยหลักนิติธรรมมองเห็นระบบสองมาตรฐาน (Double Standard) ที่พังทลาย และหวาดกลัวว่าการกลับคืนสู่อำนาจจะนำไปสู่การปกป้องผลประโยชน์ส่วนตน จนเกิดความขัดแย้งรอบใหม่
● กลุ่มที่ 2 : กลุ่มผู้สนับสนุนสุดลิ่ม ที่พร้อม “หลับตาข้างหนึ่ง” และเชื่อมั่นในวาทกรรมที่ว่าทักษิณคือเหยื่อทางการเมือง ที่สมควรได้รับความยุติธรรมกลับคืนสู่อำนาจ
● กลุ่มที่ 3 : กลุ่มเพิกเฉยและสิ้นหวัง เป็นกลุ่มที่ยอมรับสภาพความบิดเบี้ยวของสังคมด้วยความเอือมระอาเลิกสนใจและเลิกตรวจสอบ ทำงานและหาผลประโยชน์ส่วนตัวไปวันๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ “อันตรายที่สุด” เพราะหากคนกลุ่มนี้ขยายตัว กลไกการตรวจสอบของประเทศจะอัมพาตทันที
2. ทักษิณยังจะเคลื่อนไหวการเมือง หรือสงบเลี้ยงหลานอย่างที่พูดไว้
หากรู้ทันพฤติกรรมของทักษิณในอดีต คงไม่ยากที่จะเข้าใจว่าต่อไปทักษิณจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งคือต้องดูที่หญิงเหล็กบ้านจันทร์ส่องหล้า คู่ครองของทักษิณซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในส่วนลึก
ทักษิณประสบความสำเร็จจากการเป็นนักธุรกิจผูกขาด ใช้วิธีเดียวกันควบรวมการเมือง บ้านใหญ่ ในระบบอุปถัมภ์จนได้ผูกขาดการเมืองผ่านพรรคการเมือง ความผูกพันเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทยที่ได้ลงทุนทางธุรกิจการเมือง ยังคงมีอยู่
ผลประโยชน์ และต้นทุนส่วนตัวและครอบครัวจึงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจสำหรับนักธุรกิจการเมืองอย่างทักษิณ ทั้งคดีที่ติดค้างเช่นคดีหมิ่นมาตรา 112 การเป็นตัวการหรือร่วมกระทำการหนีคุกไปอยู่ชั้น 14จะต้องนำ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวกลับประเทศไทยโดยไม่ต้องติดคุกอย่างไร
จะมีวิธีจัดการกับภาษีที่ต้องจ่ายให้กรมสรรพากรมากกว่า 1.7 หมื่นล้าน และของยิ่งลักษณ์ ที่ต้องถูกยึดทรัพย์อีกมากกว่า 1.3 หมื่นล้าน อย่างไร
.jpg)
ไหนจะ คดีที่ดินอัลไพน์ และคดีจากความผิดพลาดของลูกสาวเมื่อครั้งเป็นนายกฯหุ่นเชิด
ไหนจะประโยชน์ของลูกน้อง นักการเมืองผู้ใกล้ชิดที่หวังจะได้ประโยชน์จากการทำงานการเมืองของทักษิณ ซึ่งจะต้องผลักดันให้เจ้านายเดินหน้าต่อไป
ทั้งหมดนี้อยู่ที่อำนาจการเมือง ที่จะต้องเกี่ยวพันผูกพันเสมือนเป็นกรรมที่ติดพันและต้องพัวพันกับพรรคการเมืองต่อไปอีกหรือไม่
3. เผือกร้อน 1.7 หมื่นล้าน : บทเรียนข้าราชการประจำ... นักการเมืองรอด แต่ข้าราชการติดคุก
หนึ่งในระเบิดเวลาที่รออยู่หลังการพ้นโทษคือ คดีเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปมูลค่ากว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งปัจจุบันกระทรวงการคลังได้ทำหนังสือตอบกลับเชิงผลักภาระไปให้กรมสรรพากรพิจารณา ซึ่งไม่ต่างจากการโยน “เผือกร้อน” ให้ข้าราชการประจำรับจบ
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยให้บทเรียนราคาแพงในคดีเดียวกันนี้มาแล้ว ในอดีตข้าราชการระดับสูงอย่าง อดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร ต้องถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา จากการทำหน้าที่เอื้อประโยชน์ทางภาษีให้แก่บุตรของทักษิณ ขณะที่ตัวนักการเมืองผู้ได้รับประโยชน์กลับรอดพ้นจากคุกตาราง
เหตุการณ์นี้จึงเป็นเสมือนคำเตือนอธิบดีกรมสรรพากรและข้าราชการยุคนี้ว่า ในเกมอำนาจของชนชั้นนำ ข้าราชการประจำมักกลายเป็นแพะรับบาปเสมอเมื่อลมเปลี่ยนทิศ
4. ชนักปักหลังทักษิณ อนาคตป.ป.ช.อาจถูกจำคุกเสียเอง
ทักษิณต้องคดีอาญามาตรา 112 เป็นจำเลยอยู่ในศาลอุทธรณ์ รวมถึง อาจถูกกล่าวหาเป็นตัวการหรือสนับสนุนเจ้าหน้าที่หนีคุก แสร้งป่วยทิพย์บนชั้น 14โรงพยาบาลตำรวจ
ทั้งๆ ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยออกมาชัดเจน ว่ามีการร่วมกันละเว้น สร้างหลักฐานเหตุการณ์อันเป็นเท็จคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ยังสอบสวนอย่างยาวนาน แม้จนทักษิณพ้นคุก ก็ยังไม่สรุปสำนวนคดี
5. ถอดรหัสก้าวต่อไป : พ.ร.บ.ล้างมลทิน หรือ รื้อรัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียว?
เป้าหมายสูงสุดของทักษิณ ชินวัตร คงไม่ใช่เพียงแค่การเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ต้องหลบฉากอยู่หลังม่าน แต่อาจเป็นการหวนคืนสู่สมรภูมิการเมืองอย่างเปิดเผย
ทว่า เส้นทางดังกล่าวถูกสกัดด้วยกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีข้อห้ามเคร่งครัดเรื่องคุณสมบัติของผู้เคยต้องคำพิพากษาในคดีทุจริต
ฉากทัศน์ทางการเมืองที่สังคมต้องจับตาต่อจากนี้ จึงมีอยู่ 2 แนวทางหลัก :
การออก พ.ร.บ.ล้างมลทิน
เป็นการใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรออกกฎหมายล้างมลทิน ลบประวัติความผิดทั้งหมด เพื่อให้สิทธิทางการเมืองให้ดูเสมือนขาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดั่งเช่นโมเดลที่เคยเกิดขึ้นในปี 2550 แต่รัฐมนตรีบางคนในพรรคเพื่อไทย
วิธีการนี้อาจทำได้ง่ายกว่าแต่จะเผชิญกับกระแสต้านและการตรวจสอบจากสังคมอย่างหนักหน่วง
การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปลดล็อก
หากเกมเดินไปถึงขั้นที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดคุณสมบัติต้องห้าม เพื่อล้างท่อให้คนคนเดียวสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ นั่นจะเป็นการท้าทายศรัทธาของประชาชนขั้นสูงสุด
“ถ้าถึงกับแก้รัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคุณสมบัติตัวบุคคลได้... ก็ยกประเทศชาติให้ไปเลย ทำอะไรก็ได้ไม่ผิด”
บทสรุป
ก้าวต่อไปของทักษิณภายใต้ร่มเงาของการอภัยโทษและการเมืองยุค “ทักษิณพลัส” จึงเต็มไปด้วยความเสี่ยงรอบด้าน ท่ามกลางกระแสการตรวจสอบของสื่อมวลชนและประชาชนที่ยังไม่ยอมจำนน
หากรัฐบาลและกลุ่มอำนาจยังคงเดินหน้า ในระบอบทักษิณพลัส ใช้นโยบายแจกเงิน แจกของเพื่อครอบงำชาวบ้านที่หวังพึ่งพาในระบบอุปถัมภ์ ห้อยโหนแอบอิงกับสถาบันเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง ควบคู่ไปกับการบิดเบือนกติกาของประเทศ ทุจริตโดยนโยบายเพื่อประโยชน์ส่วนตน
สะท้อนว่า “บทเรียนจากอดีต” ไม่เคยถูกเรียนรู้และจุดจบของวงจรการเมืองไทยก็อาจจะหนีไม่พ้นวิกฤตความขัดแย้งรอบใหม่...
หรือท้ายที่สุดแล้ว ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมด้วยคำว่า “คุก” อีกครั้ง
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ชาคริต-แอน แทบช็อก! น้องโพธิ์ ป่วยหนักเป็นเคสหายาก 3 โรคซ้อน
นายกฯ-ภริยา เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
SEC Watch ประกาศชุมนุม 4 ส.ค.นี้ หลัง อนุทิน เบี้ยวข้อตกลงแลนด์บริดจ์-แผนแม่บทพัฒนาภาคใต้
ญี่ปุ่นเร่งกู้ภัย! คาดเหยื่อเสียชีวิตจำนวนมากในห้างดัง หลังแผ่นดินไหวรุนแรง
ทภ.1 นำมวลชน-นร.-นศ. รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี