วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายกเมืองพัทยา ที่จะเกิดขึ้นพร้อมกันในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางการเมืองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษของประเทศไทย
สปอตไลต์ไม่เพียงแต่จับจ้องไปที่ตัวบุคคล แต่ยังฉายให้เห็นถึงบทวิเคราะห์เชิงโครงสร้างใน 2 ประเด็นหลักคือ ความได้เปรียบ-เสียเปรียบระหว่าง “ผู้สมัครสังกัดพรรค” กับ “ผู้สมัครอิสระ” ในสนาม กทม. และความแตกต่างเชิงอำนาจกับเมืองพัทยา ที่นำมาสู่คำถามว่า “นายกเมืองพัทยาควรสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่?”
1. สมรภูมิผู้ว่าฯ กทม. : “สังกัดพรรค” VS“อิสระ” ใครได้เปรียบในสนามไหน?
ท่ามกลางรายชื่อผู้สมัครที่ผ่านการจับหมายเลขไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ภาพรวมเด่นชัดว่ามีทั้งขั้วที่ชูธงพรรคการเมืองใหญ่อย่างเต็มตัว และขั้วที่ประกาศตัวเป็น “ผู้สมัครอิสระ”
ความได้เปรียบและเสียเปรียบของทั้งสองโมเดลสามารถแยกแยะได้เป็น 2 มิติ คือ มิติตอนลงสมัคร (ชิงชัย) และ มิติตอนปฏิบัติหน้าที่จริง (บริหาร)
มิติการลงสมัครรับเลือกตั้ง : โอกาสในการชนะ

วิเคราะห์ความได้เปรียบยุค 2569 : ในยุคที่คนกรุงเบื่อหน่ายความขัดแย้งแบบเลือกข้าง และมองหาผลสัมฤทธิ์ของการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ (เช่น ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ก็ต้องเจอน้ำท่วมและทางเท้าพังเหมือนกัน)
“ผู้สมัครอิสระ” หรือ “อิสระไฮบริด” (ประกาศตัวอิสระแต่มีพรรคหนุนหลังทางอ้อม) ยังคงมีความได้เปรียบในการกวาดคะแนนเสียงในวงกว้างมากกว่าผู้สมัครที่ติดยี่ห้อพรรคการเมืองแบบเข้มข้น
มิติการปฏิบัติหน้าที่และการทำงาน : ความสำเร็จในการบริหาร
เมื่อก้าวเข้าสู่ศาลากลางเสาชิงช้า สมการความได้เปรียบจะพลิกกลับทันที :
● ผู้สมัครสังกัดพรรคการเมือง (ได้เปรียบด้านเสถียรภาพ) : หากพรรคต้นสังกัดสามารถครองเสียงข้างมากใน สภากรุงเทพมหานคร (สก.) ได้ด้วย การผลักดันงบประมาณและข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครจะทำได้อย่างไร้รอยต่อ และหากเป็นพรรคเดียวกับรัฐบาล การประสานงานงบอุดหนุนมหาศาลจะทำได้รวดเร็วขึ้น
● ผู้สมัครอิสระ (ได้เปรียบด้านความยืดหยุ่น แต่เหนื่อยทางการเมือง) : แม้จะมีความเป็นอิสระเต็มที่ในการเลือกทีมรองผู้ว่าฯ มือดีมาร่วมงานโดยไม่ต้องเกลี่ยโควตาการเมือง แต่เมื่อต้องเข้าสภา กทม. ผู้ว่าฯ อิสระจะต้องใช้ศิลปะการเจรจา (Deal) กับ สก. เป็นรายกรณีเนื่องจากไม่มีฐานเสียงของตนเองอย่างมั่นคง นอกจากนี้หากรัฐบาลส่วนกลางอยู่คนละขั้วอุดนโยบาย อาจเจอปัญหา “ดึงเกม” งบประมาณร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
2. เปรียบเทียบอำนาจ : ผู้ว่าฯ กทม. VS นายกเมืองพัทยา
แม้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเหมือนกัน แต่ “ขนาดของอำนาจและพื้นที่บังคับบัญชา” แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
[โครงสร้างการกํากับดูแล]
กทม. ➡️ ผู้ว่าฯ กทม. --------(ส่งตรง)-------->รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
พัทยา ➡ นายกเมืองพัทยา ➡ นายอำเภอบางละมุง➡ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี
● ผู้ว่าฯ กทม. : บริหารพื้นที่มหานคร 1,568 ตร.กม.ดูแลประชากรรวมประชากรแฝงกว่า 10 ล้านคน มีอำนาจเบ็ดเสร็จและสายตรงขึ้นตรงต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีระบบโรงพยาบาลและโรงเรียนขนาดใหญ่ในสังกัดของตนเอง
.jpg)
● นายกเมืองพัทยา : บริหารพื้นที่เมืองท่องเที่ยวเฉพาะเจาะจงราว 208 ตร.กม. (รวมผืนน้ำ) แม้จะมีอิสระในการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อรองรับการท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) แต่ในทางกฎหมาย พัทยายังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของส่วนภูมิภาค คือต้องผ่านนายอำเภอบางละมุง และผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ในข้อบัญญัติบางประการ
3. นายกเมืองพัทยา “ควรสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่?”
สำหรับเมืองพัทยา คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสความนิยมอุดมการณ์ระดับชาติ แต่ขึ้นอยู่กับ “ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง” เป็นสำคัญ
ทำไมถึง “ควร” สังกัดพรรคการเมือง?
1.การเชื่อมต่อทุนและงบประมาณระดับชาติ :เมืองพัทยาตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการส่วนใหญ่เป็นอภิมหาโปรเจกต์ เช่น รถไฟความเร็วสูงท่าเรือ และระบบผังเมืองรวม หากนายกเมืองพัทยาสังกัดพรรคการเมืองเดียวกับรัฐบาล หรือพรรคใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูง จะช่วยดึงงบประมาณแผ่นดินลงมาพัฒนาพัทยาได้เร็วกว่าการเป็นเมืองเดี่ยวที่ไร้กระบอกเสียงในสภาผู้แทนราษฎร
2.ระบบการเมืองพัทยามีลักษณะเป็นกลุ่ม(Faction) : การเมืองพัทยาผูกติดกับเครือข่ายตระกูลและการเมืองท้องถิ่นของจังหวัดชลบุรีมาอย่างยาวนาน การสังกัดพรรคการเมืองใหญ่ช่วยสร้างเอกภาพระหว่าง “การเมืองระดับชาติ-การเมืองจังหวัด-การเมืองพัทยา” ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
ทำไมถึง “ไม่ควร” (ควรเป็นอิสระ)?
1.พัทยาต้องการ “ผู้จัดการเมือง” (City Manager)มากกว่านักการเมือง : โจทย์ของพัทยาคือความคล่องตัวในการแก้ปัญหาให้นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ เช่น การบำบัดน้ำเสียระบบเก็บขยะ โซนนิ่งสถานบันเทิง 24 ชั่วโมง การเป็นอิสระจะช่วยลดความขัดแย้งและดึงผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนมาร่วมงานได้ดีกว่า โดยไม่ต้องติดกรอบมติพรรคการเมืองใหญ่จากกรุงเทพฯ
2.ลดแรงเสียดทานเมื่อเปลี่ยนขั้วรัฐบาล : เมืองพัทยาพึ่งพารายได้ท่องเที่ยวสากล หากนายกเมืองพัทยาเป็นอิสระ จะสามารถทำงานร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯหรือรัฐบาลได้ทุกขั้ว ไม่ว่าส่วนกลางจะเปลี่ยนไปเป็นพรรคใดก็ตาม
บทสรุปเชิงวิเคราะห์
ในสนามเลือกตั้งวันที่ 28มิถุนายน 2569 นี้ สำหรับ กรุงเทพมหานครความเป็น “อิสระ” ในการลงสมัครยังคงเป็นสินค้าที่ขายง่ายและได้เปรียบในการเรียกคะแนนเสียงจากคนกรุง แต่ต้องพร้อมรับความท้าทายในการประสานงานภายหลัง
ในทางตรงกันข้าม สำหรับ เมืองพัทยา การมี “พรรคการเมืองใหญ่หรือกลุ่มเครือข่ายการเมืองที่ทรงอิทธิพลหนุนหลัง” ดูจะเป็นสูตรที่ได้เปรียบมากกว่า เพราะพัทยาไม่ได้สู้กันด้วยกระแสภาพลักษณ์ในโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสายสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและงบประมาณระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนเมืองท่องเที่ยวระดับโลกให้อยู่รอดในเวทีสากล
รู้อย่างนี้แล้ว 28 มิถุนายน คนกรุงเทพฯและคนเมืองพัทยาที่โชคดีได้เลือกผู้บริหาร ต้องรีบออกไปใช้สิทธิ์ให้คนจังหวัดอื่นอิจฉา
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ยกระดับจุดผ่านแดนถาวรบ้านคกไผ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ความมั่นคงชายแดน
สะเทือนใจคนรักสัตว์ เวียดนามทลายแก๊งขโมยแมวส่งโรงเชือด ช่วยได้กว่า400ตัว
คุกตลอดชีวิต สาธิต รังคสิริ อัยการไม่ฎีกา ปิดฉากคดีโกงภาษี 3 พันล้าน
ด่วน! ถนนลาดพร้าวทรุดตัวหน้าโลตัสบางกะปิ จราจรติดขัดหนัก แนะเลี่ยงเส้นทาง
น้ำมันลดอีก!!! เบนซิน ลง 75 สตางค์ ดีเซล คงเดิม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี