วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569
โกงอาจกลายเป็นอุตสาหกรรมแลกเปลี่ยน ระดับชาติ
ข่าวทุจริตการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น (อปท.) และการสอบโรงเรียนนายอำเภอที่เกิดขึ้น ต่างขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยทำอย่างเป็นขบวนการสัมพันธ์กับข้าราชการระดับสูง ที่นักการเมืองเจ้ากระทรวง จะปฏิเสธความไม่รับรู้ได้ยากลำบาก และคงจะมีความเลวร้ายของกระทรวงอื่นตามมาอีกมาก
ขณะเดียวกัน หากนักการเมืองที่มีอำนาจจะเอาจริงเอาจังตรวจสอบลงโทษกระบวนการดังกล่าวของข้าราชการ อาจถูกข้าราชการย้อนว่าในระดับการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารก็โกงการเลือกตั้งอย่างเป็นขบวนการ ตั้งแต่การใช้เงินและการจัดการบล็อกโหวตหรือฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีความเลวร้ายไม่แพ้กัน หรืออาจจะเลวร้ายยิ่งกว่า
นายกฯอนุทินในฐานะรมว.มหาดไทย ที่เคยเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยหลายสมัย น่าจะตระนักรู้เหตุการณ์ทั้งสองเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่จะแสดงออกหรือปฏิบัติการลูบหน้าปะจมูกอย่างไรสังคมคงต้องติดตามดูต่อไป
วันนี้จึงอยากจะเปิด 8 รหัสกลไกใครยึดสภาสูง ซึ่งพรรคการเมืองและข้าราชการร่วมมือกันดำเนินการ ซึ่งมีความเลวร้ายไม่แพ้กัน
อุตสาหกรรมผูกขาด การเมืองระดับชาติ
บทความนี้จะพาไปแกะรอยกลไกที่ถูกซ่อนไว้กับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในระบบ “เลือกกันเอง” ที่ดูเหมือนจะบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ในความเป็นจริงกลับเปิดช่องให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “อุตสาหกรรมผูกขาด การเมืองระดับชาติ”
หลายคนตั้งคำถามว่า การบล็อกโหวตหรือ “การฮั้ว สว.” ระดับประเทศนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่? คำตอบคือ “เกิดขึ้นจริง” และไม่มีทางเป็นฝีมือของบุคคลธรรมดาหรือกลุ่มทุนท้องถิ่นธรรมดาๆ ได้เลย เพราะผู้ที่จะกุมสภาพและสั่งการ “ปฏิบัติการสีเทา” นี้ได้สำเร็จ จำเป็นต้องเป็น “บิ๊กเพลเยอร์” ระดับพรรคการเมืองใหญ่ที่มีอิทธิพล คุมกลไกรัฐ และมีคุณสมบัติครบถ้วน
8 ประการ ดังต่อไปนี้ :
1. มีโครงข่ายจัดตั้งระดับประเทศ (NationalNetwork)
“สั่งซ้ายหันขวาหัน ตั้งแต่อำเภอยันระดับประเทศ”
● รูปธรรมที่เกิดขึ้น : ผู้สมัครสว.คนธรรมดาหาเสียงได้แค่เพื่อนบ้าน แต่ “ผู้บงการใหญ่” มี เครือข่ายหัวคะแนนข้ามดิ่ง ที่เชื่อมต่อจากแกนนำพรรคในส่วนกลาง ลงไปยังผู้สมัครสส. นักการเมืองท้องถิ่น (อบจ., อบต., กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน) และบ้านใหญ่ ในเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ
● ตัวอย่างที่เห็นภาพ : ในวันเลือกตั้งระดับอำเภอหรือจังหวัด จะมีรถตู้ขนผู้สมัครหน้าตาซื่อๆ นั่งมาด้วยกัน กินข้าวกล่องเดียวกัน และเมื่อเข้าคูหา ทุกคนจะกางโพยแล้วกาหมายเลขเดียวกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับถูกฝึกมา นี่คือผลลัพธ์ของระบบสั่งการเชิงดิ่งที่ไม่มีใครกล้าแตกแถว
2. มีความได้เปรียบทางข้อมูล (Information Asymmetry)
“รู้เขารู้เราในที่มืด ขณะที่คนอื่นเดินคลำทาง”
● รูปธรรมที่เกิดขึ้น : ระบบเลือกกันเองแบ่งเป็น 20 กลุ่มอาชีพ ผู้สมัครอิสระจะไม่รู้เลยว่ากลุ่มอื่นมีใครลงบ้าง แต่ผู้บงการมี บิ๊กดาต้าการเลือกตั้ง ที่แม่นยำ เขารู้ว่า “กลุ่มกสิกรรม” ในอำเภอ A มีคนสมัครน้อย แต่อำเภอ B คนแน่น เขาจึงสั่ง “เกลี่ยคน” ไปลงสมัครกระจายความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า
● ตัวอย่างที่เห็นภาพ : ในกลุ่มอาชีพแปลกๆ ที่คนทั่วไปไม่ค่อยสมัคร เช่น กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะ หรือกลุ่มสตรี จะปรากฏรายชื่อผู้สมัครปริมาณมากผิดปกติโผล่ขึ้นมาในอำเภอห่างไกล เพื่อไปทำหน้าที่ “บล็อกโหวต” ตัดหน้าผู้สมัครตัวจริงที่มีความรู้ความสามารถ
3. มีทุนหนาและการบริหารงบประมาณ (CapitalAccess & Funding)
“งบพันล้าน... ปฏิบัติการนิติกรรมอำพราง”
.jpg)
● รูปธรรมที่เกิดขึ้น : การส่งคนลงสมัครเพื่อเป็น “โหวตเตอร์”(จ้างมาเลือกคนอื่น ไม่ได้จ้างมาเป็น สว.) ต้องใช้เงินมาก ค่าสมัครคนละ 2,500 บาท ไหนจะค่ารถ ค่ากิน ค่าเสียเวลา หากต้องการคุมเสียงให้เบ็ดเสร็จต้องใช้คนหลักหมื่นคน รวมแล้วเป็น งบพันล้านบาท
● ตัวอย่างที่เห็นภาพ : ขบวนการนี้ไม่ใช่การเดินแจกเงินสดให้จับได้ แต่เป็นการ “ลงขันของกลุ่มทุน” ที่คาดหวังผลประโยชน์ในอนาคต เงินจะถูกผันผ่าน “ท่อน้ำเลี้ยง” ไปยังหัวคะแนนในพื้นที่ จัดตั้งเป็นค่าเยียวยา ค่าเดินทาง หรือค่าจัดสัมมนาบังหน้าเพื่อตบตาข้อกฎหมาย
4. จิตวิทยาการควบคุมและการันตีผลประโยชน์ (Collusion Leverage & Rewards)
“รหัสลับในคูหา และสัญญาต่างตอบแทน”
● รูปธรรมที่เกิดขึ้น : หลายคนถามว่า จ้างเงินไปแล้ว ถ้าเขาเข้าคูหาแล้ว “หักหลัง” จะทำอย่างไร? บิ๊กเพลเยอร์ระดับพรรคการเมืองไม่ได้คุมคนด้วยเงินอย่างเดียว แต่คุมด้วย ระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ระยะยาว ผ่านระบบบุญคุณ เช่น การฝากญาติเข้าทำงาน การวิ่งเต้นคดีความให้พ้นผิด โควตางานรับเหมาของรัฐ หรือการรับปากจะดันญาติพี่น้องให้ลงสมัครการเมืองท้องถิ่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า
● ตัวอย่างที่เห็นภาพ : ในคูหาจะมีการใช้ “รหัสลับ” เช่น การกำหนดชุดตัวเลขไขว้ข้ามกลุ่ม (เช่น เลือกเบอร์ 5, 12,28) ซึ่งในทางสถิติแล้ว โอกาสที่คน 10 คนจะกาเลขชุดนี้ตรงกัน
โดยบังเอิญคือหนึ่งในล้าน หากผลคะแนนดิบออกมาแล้วตัวเลขชุดนี้หายไป หัวคะแนนในพื้นที่จะรู้ทันทีว่าใคร “เบี้ยว” และคนคนนั้นจะถูกตัดออกจากระบบผลประโยชน์ในพื้นที่ทันที
5. กติกาและข้อกฎหมายที่เป็นใจ (Micro-Rules Control)
“สร้างกติกาขังคนนอก เปิดช่องให้คนใน”
● รูปธรรมที่เกิดขึ้น : ตัวกฎหมายและระเบียบปฏิบัติปลีกย่อยกลายเป็น “เครื่องมือชั้นดี” สำหรับผู้กุมอำนาจ เช่น การห้ามผู้สมัครหาเสียงกับประชาชนทั่วไป และห้ามแนะนำตัวผ่านสื่อมวลชน แต่ให้แนะนำตัวได้เฉพาะในกลุ่มปิด
● ตัวอย่างที่เห็นภาพ : กติกานี้ทำให้ผู้สมัครอิสระที่ตั้งใจดี กลายเป็น “คนตาบอด” เพราะไม่สามารถเข้าถึงตัวผู้สมัครคนอื่นได้เลย ตรงกันข้ามกับกลุ่มจัดตั้งที่มีไลน์กลุ่ม มีโพยรายชื่อ และมีใบแนะนำตัวของผู้สมัครฝ่ายตนเองกระจายครบถ้วนอยู่แล้ว กติกาที่อ้างว่า “ป้องกันการซื้อเสียง” จึงกลายเป็นการจับผู้สมัครอิสระมัดมือชกอย่างถูกต้องกฎหมาย
6. กลไกตรวจสอบที่ไร้ประสิทธิภาพ(Enforcement Deficit)
“เสือกระดาษผู้ถือเกียร์ว่าง”
● รูปธรรมที่เกิดขึ้น : องค์กรที่ทำหน้าที่คุมกฎ ขาดแรงจูงใจที่จะทำหน้าที่อย่างตรง ขาดความฉับไว ขาดความกล้าหาญในการสืบสวนเชิงลึก หรือพูดง่ายๆ คือ“เกียร์ว่างเชิงระบบ” ปล่อยให้ขบวนการทุจริตเดินหน้าไปจนจบกระบวนการ โดยทำได้เพียงตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่า “ยังไม่พบหลักฐาน”
● ตัวอย่างที่เห็นภาพ : แม้ประชาชนหรือสื่อมวลชนจะชี้เป้าว่ามีโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดใหญ่ ถูกเหมาปิดเพื่อติวเข้มและแจกโพย สว. กันอย่างโจ่งแจ้ง แต่เจ้าหน้าที่กลับเดินทางไปถึงหลังจากงานเลิกแล้ว หรือทำเพียงแค่บันทึกภาพหน้างานแล้วปล่อยผ่าน สะท้อนถึงความไม่กล้า หรือไม่มีน้ำยาในการชนกับผู้มีบารมีทางการเมือง
เมื่อมีคลิปถ่ายจากวงจรปิด ทั้งภาพและเสียงเห็นชัดเจนว่า กรรมการกกต. และเจ้าหน้าที่พบการเลือกกันเองของสว. ที่มีทุจริตด้วยโพยอย่างเป็นขบวนการ แต่ก็ไม่ยุติการเลือกตั้ง ได้แต่พูดบ่นถึงความไม่ถูกต้องเหมือนอาจารย์ผู้คุมสอบนักเรียนที่ทุจริตการสอบ เก็บโพยไปแล้วก็ไม่นำมาวิเคราะห์ ดำเนินการเอาผิดหรือเปิดเผย
7. ต้องเป็นผู้ได้รับประโยชน์ทางการเมืองและผลตอบแทนคุ้มค่า กับการจัดการฮั้วสว.
การดำเนินการในกระบวนการนี้ ผู้ดำเนินการจะต้องคาดหวังได้ผลประโยชน์ทางการเมืองตอบแทนคุ้มค่า โดยลดอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุล สนับสนุนการบริหารประเทศเสมือนเผด็จการรัฐสภาขอเน้นกลุ่มคนธรรมดาไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะทำได้ขนาดนี้
8. อำนาจยื้อเวลาและเตะถ่วง (Time-Buying Power)
“เตะถ่วงเชิงเทคนิค เพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า”
● รูปธรรมที่เกิดขึ้น : ข้อนี้คือไพ่ใบสุดท้ายของผู้บงการหากเกิดกรณีที่การฮั้วแตกหรือถูกจับได้ ขบวนการนี้มี อำนาจรัฐแฝงที่สามารถส่งสัญญาณสั่งให้ชะลอ ดึงเรื่อง หรือยื้อกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้ออกไปยาวนานที่สุด คล้ายกับมหากาพย์ข้อพิพาท “ที่ดินเขากระโดง” ที่ยืดเยื้อข้ามทศวรรษโดยไม่มีใครทำอะไรได้
● ตัวอย่างที่เห็นภาพ : การยื้อเวลาเพียง 3-6 เดือน มีค่ามหาศาล เพราะในช่วงเวลานั้น สว. ชุดฮั้วสำเร็จที่ถูกประกาศชื่อไปก่อน จะสามารถเข้าไปนั่งในสภา และทำหน้าที่สำคัญที่สุดคือ
“การโหวตเลือกกรรมการในองค์กรอิสระ” (เช่น ป.ป.ช.,ศาลรัฐธรรมนูญ, กกต.) ให้เสร็จสิ้นตามใบสั่ง ต่อให้ภายหลังจะโดนสอยหรือโดนใบดำใบแดงภายหลัง ก็ถือว่า “ภารกิจลุล่วง” ไปเรียบร้อยแล้ว
บทสรุป : สังคมต้องมองให้ทะลุโพย
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงสามารถปะติดปะต่อภาพได้ทันทีว่า “ใคร” คือผู้บงการที่อยู่หลังม่าน เพราะในประเทศไทยมีพรรคการเมืองเพียงไม่กี่พรรค... หรืออาจจะพูดให้ชัดคือ มีพรรค
การเมืองเพียงพรรคเดียวในเวลานี้ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้ง 8 ประการนี้ :
● มีบ้านใหญ่คุมกลไกท้องถิ่นอยู่ทุกจังหวัด
● มีทุนหนาระดับพันล้านจากกลุ่มทุนพลังงานหรือกลุ่มทุนผูกขาด
● มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้คุมกฎ
● และมีชนักติดหลังเรื่องการยื้อเวลาในคดีความระดับชาติ
● ฯลฯ
การเลือกตั้ง สว. ในระบบนี้ จึงไม่ใช่เวทีประชันความรู้ของปัญญาชนเพื่อไปกลั่นกรองกฎหมาย แต่เป็น “เกมกระดานอำนาจ” ของพรรคการเมืองใหญ่พรรคนี้ ที่ใช้เงินและกลไกรัฐฟอกตัวแทนของตนเองให้ชุบตัวเป็น “สภาสูง” เพื่อกลับมาควบคุมองค์กรอิสระ และเบ็ดเสร็จอำนาจอธิปไตยของประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

นายกฯ ร่วมงานวันชาติสหรัฐ ฉลอง 250 ปีการประกาศเอกราช ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพ
อดีตคณบดี มศว จี้ สถ. พูดให้หมด ปมจัดสอบท้องถิ่น หลังถูกจับได้มีการโกง
ขนมเคลือบช็อกโกแลตดัง ศิโรราบนโยบายทรัมป์ ยอมถอดสีน้ำเงิน-น้ำตาลออกจากซองแล้ว
สำนักทดสอบฯ มศว แถลงการณ์ ฉบับ 2 ยันตรวจกระดาษคำตอบเสร็จ ใส่แฟลชไดร์ฟแล้วส่งมอบ สถ.ทันที
ดองนานแต่ปังมาก ฟางโกะ OK จัดบิกินี่ตัวจิ๋วท้าแดด ช็อตนี้เซ็กซี่จนใจจะวาย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี