วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ครม.อนุทิน 2 เห็นชอบยกเลิกเอ็มโอยู 44 ไปแล้ว
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แจ้งต่อนายกฯ เขมรไปแล้ว
หลังจากนี้ การจัดการพื้นที่อ่าวไทย ในส่วนที่เขมรอ้างสิทธิจะเป็นอย่างไร?
กรณีพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area - OCA) ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ในอ่าวไทย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 27,000-30,000 ตารางกิโลเมตร จะเป็นอย่างไร?
1. ฝ่ายกัมพูชา ชัดเจนว่า ต้องการใช้ UNCLOS ภาคผนวก 5 (Compulsory Conciliation)
เขมรมีธง จะขอใช้กระบวนการ “ประนีประนอมภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation)เพื่อจะให้มีคนนอกเข้ามาตัดสินชี้ขาดหาเส้นเขตแดนทางทะเล
2. ฝ่ายไทยเราชัดเจนว่า เดินหน้าภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) แต่เน้นการเจรจาทวิภาคี
การยกเลิกเอ็มโอยู 44 เป็นไปตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศ เป็นไปตามมติ สมช.เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เป็นไปตามนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย พูดแล้วทำ
และเป็นไปตามความต้องการของประชาชนที่เทคะแนนเลือกพรรคภูมิใจไทยจนมาอันดับหนึ่ง กระทั่งได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
3. อนาคตอ่าวไทย หลัง MOU 44
รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนบทความขนาดยาวว่าด้วยเรื่อง ยุทธศาสตร์สมุทรทานุภาพและการจัดการพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA) ระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้ระเบียบโลกแบบหลายขั้ว ฉายภาพอนาคตอ่าวไทย หลัง MOU 44 ได้อย่างครบถ้วน น่าสนใจ และเป็นประโยชน์มาก
ขอย่นย่อ และสรุปคร่าวๆ ดังนี้
1) สนธิสัญญา 1907: หมุดหมายแห่งอธิปไตยเหนือเกาะกูด - หนังสือสัญญาฝรั่งเศส–สยาม ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) ในเวลานั้น ฝรั่งเศสซึ่งปกครองกัมพูชาในฐานะรัฐในอารักขา ได้ตกลงโอนดินแดนเมืองด่านซ้าย และ เมืองตราด รวมถึงเกาะกูดและเกาะใกล้เคียงคืนให้แก่สยาม โดยสยามต้องแลกเปลี่ยนกับดินแดนบางส่วนในพื้นที่จังหวัดพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ซึ่งปัจจุบันอยู่ทางตะวันตกของกัมพูชา สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่า สถานะของเกาะกูดในฐานะดินแดนอธิปไตยของไทยมีมาตั้งแต่กว่า 100 ปีที่ผ่านมา
2) ช่องโหว่ของสัญญาและการประกาศเขตไหล่ทวีป - เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นยุคที่โลกเริ่มตื่นตัวเรื่องพลังงานใต้ทะเล กัมพูชาได้จัดทำแผนที่ทางการในปี ค.ศ. 1972 โดยประกาศอ้างสิทธิ์เหนือไหล่ทวีปยาว 200 ไมล์ทะเลทางใต้จากชายฝั่งของตน การลากเส้นในครั้งนี้ของกรุงพนมเปญได้ครอบคลุมไปถึงตอนใต้ของเกาะกูดและพื้นที่ไหล่ทวีปทางใต้ของเกาะกูดอย่างเป็นทางการ
รัฐบาลไทยได้ปฏิเสธการตีความดังกล่าวในทันที เนื่องจากเส้นดังกล่าวไม่ตรงกับบทบัญญัติในสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 และไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ
โดยไทยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเกาะกูดเป็นดินแดนของไทยโดยสมบูรณ์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1973 ประเทศไทยได้ทำการประกาศอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปของตนบ้าง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เดียวกัน การประชันหน้าด้วยการประกาศเขตแดนฝ่ายเดียวนี้ ส่งผลให้เกิด “พื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน” (Overlapping Claims Area - OCA) ที่มีขนาดมหึมาถึงประมาณ 27,000–30,000 ตารางกิโลเมตร พื้นที่นี้ถูกแช่แข็งการพัฒนามาร่วมครึ่งศตวรรษ
3) กติกาของอนุสัญญากฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)
อนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) คือ หัวใจหลักของการกำกับพื้นที่ทางทะเลในปัจจุบัน โดยให้สิทธิแก่รัฐชายฝั่งดังนี้:
- ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea): 12 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง ถือเป็นดินแดนอธิปไตยของรัฐ
- เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ): ลากออกไป 200 ไมล์ทะเล รัฐมีสิทธิอธิปไตยในการแสวงหาทรัพยากร
- ไหล่ทวีป (Continental Shelf): พื้นดินใต้ทะเลที่ลาดต่อออกไป ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ที่สำคัญที่สุด คือ มาตรา 121 (ระบอบของเกาะ) ซึ่งระบุว่า เกาะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและมีมนุษย์อยู่อาศัยได้ มีสิทธิอย่างเต็มที่ในการมีทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีปของตนเอง
นี่คือหัวใจสำคัญที่ปกป้องสิทธิของ “เกาะกูด” ของไทย
4) การเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานสากล: พลังของ UNCLOS มาตรา 74 และ 83
ไทยจำเป็นต้องยึดมั่นใน UNCLOS 1982 อย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นเกราะคุ้มครองผลประโยชน์ระยะยาวของชาติที่มีมาตรฐานสากลรองรับ
หัวใจสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนจุดเน้นการเจรจาไปสู่ระเบียบวิธีตามมาตรา 74 และ 83 ของUNCLOS:
- มาตรา 74 และ 83 คืออะไร?: มาตราทั้งสองนี้ระบุถึงหลักเกณฑ์การแบ่งเขตแดนทางทะเลในส่วนของเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) และไหล่ทวีป (Continental Shelf) โดยกำหนดให้รัฐคู่พิพาทต้องตกลงกันเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เป็นธรรม (Equitable Solution)
- เส้นมัธยะและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง (Equidistance / Relevant Circumstances):นี่คือระเบียบวิธีที่มีความเป็นรูปธรรมและเป็นสากล แทนที่จะเจรจาบนเส้นที่ลากตามอำเภอใจ การใช้หลักการนี้จะเริ่มจากการลากเส้นกึ่งกลางที่วัดระยะจากชายฝั่งเท่าๆ กัน แล้วจึงปรับเส้นตาม “สถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง” เช่น อิทธิพลของเกาะกูด
.png)
- ข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่กระทบสิทธิ: UNCLOS กำหนดให้รัฐต้องพยายามทำข้อตกลงชั่วคราว (เช่น JDA)ในลักษณะที่ไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิในเขตแดนถาวรในอนาคต
การยึดถือมาตรฐานตามมาตรา 74 และ 83 จะช่วยเปลี่ยนสนามรบจากการ “เจรจาต่อรองทางการเมือง” ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนที่ไม่โปร่งใส ไปสู่ “ระเบียบวิธีทางกฎหมาย” ที่มีวิทยาศาสตร์และมาตรฐานสากลรองรับ
วิธีนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องอธิปไตยเหนือเกาะกูดและน่านน้ำไทยได้อย่างมั่นคง แต่ยังสร้างความชอบธรรมให้ไทยในเวทีโลกเหนือข้อเรียกร้องที่ปราศจากฐานรองรับของกัมพูชาอีกด้วย
5) กัมพูชาพยายามฉวยโอกาสจากการที่ไทยยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียว ด้วยการยกระดับปัญหาขึ้นสู่กลไกของสหประชาชาติ โดยขอใช้กระบวนการ “ประนีประนอมภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation)แม้ผลของรายงานคณะกรรมการประนีประนอมจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ต่อประเทศไทย แต่นี่คือหมากทางการเมืองที่แหลมคมของกัมพูชา ต้องการให้คณะกรรมการระหว่างประเทศบันทึกทัศนะที่อาจเป็นประโยชน์ต่อตน หากคณะกรรมการมีความเห็นโน้มเอียงต่อแนวเส้น 1972 กัมพูชาจะนำไปอ้างอิงเป็นอาวุธกดดันไทยในเวทีโลกทันที
6) จากมุมมองของไทย: โล่และดาบของไทยในสมรภูมิข้อกฎหมายระหว่างประเทศ
ในสมรภูมิอ่าวไทย การต่อสู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเจรจาระดับทวิภาคี แต่เป็นการปะทะกันทางนิติศาสตร์ในระดับสากล ประเทศไทยจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับ “โล่และดาบ” ของตนเองด้วยการนำบรรทัดฐานจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (ITLOS) มาใช้เป็นเครื่องมือเชิงรุกเพื่อสกัดกั้นยุทธศาสตร์ของกัมพูชา
เกาะกูดภายใต้ร่มเงามาตรา 121: อธิปไตยที่ไม่สามารถถูกลบเลือน
ตามหลักเกณฑ์ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) มาตรา 121 ระบุชัดเจนว่าเกาะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและมีมนุษย์อยู่อาศัยได้ มีสิทธิอย่างเต็มที่ในการสร้างอาณาเขตทางทะเลของตนเอง
- สถานะทางกฎหมาย: เกาะกูดมีสถานะเป็นเกาะตามธรรมชาติที่มีประชากรอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีต จึงมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการมีทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) และไหล่ทวีปของตนเอง
- การละเมิดบรรทัดฐาน: การที่กัมพูชาประกาศเส้นเขตแดนในปี ค.ศ. 1972 โดยลากเส้นผ่ากลางเกาะกูดหรือมีเจตนาละเลยสิทธิทางทะเลที่พึงมีของเกาะกูดนั้น ถือเป็นการขัดต่อบรรทัดฐานทางกฎหมายและจารีตประเพณีระหว่างประเทศอย่างรุนแรง กัมพูชาอ้างเส้น 1972 ที่ขีดผ่ากลางเกาะกูด ซึ่งละเมิด UNCLOS มาตรา 121 อย่างร้ายแรง ยุทธศาสตร์ของไทยคือการนำเสนอเอกสารทางอุทกศาสตร์ที่ยืนยันว่า การลากเส้นไหล่ทวีปของไทยในปี 1973 กระทำบนหลัก “เส้นมัธยะ” (Median Line, ไทยอิงตามหลักวิชาการทางอุทกศาสตร์และการลากเส้นเรขาคณิตที่สะท้อน “ความเป็นธรรม (Equitable Principles)” มากที่สุด)อันเป็นมาตรฐานที่สะท้อนความยุติธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยสามารถใช้กระบวนการประนีประนอมนี้เป็นเวทีในการ “ตีแผ่” ความบกพร่องทางวิชาการและข้อกฎหมายของเส้นเขตแดนกัมพูชา (ซึ่งเป็นการลากตามอำเภอใจ (Arbitrary Line) เพื่อครอบงำทรัพยากร) ให้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในเวทีสหประชาชาติ
7) ยุทธศาสตร์รุกทางเทคนิค: การยืนหยัดบนเส้นมัธยะ (Equidistance line)
ข้อมูลและบรรทัดฐานเหล่านี้ สนับสนุน “ยุทธศาสตร์รุกทางเทคนิคในเวที UNCLOS” ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ทำให้ฝ่ายไทยสามารถเปลี่ยนจากการตั้งรับในกรอบ MOU 2544 มาเป็นการเรียกร้องสิทธิบนฐานของกฎหมายสากล:
- เส้นมัธยะที่ชัดเจน: ไทยสามารถเรียกร้องให้ใช้ “เส้นมัธยะ” (Equidistance line) หรือเส้นกึ่งกลางที่วัดจากฐานชายฝั่งของทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กันเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจา ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในการแบ่งเขต EEZ และไหล่ทวีป
- การโต้แย้งพื้นที่ OCA: ด้วยบรรทัดฐานจากคดีศาลโลก ไทยสามารถแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ OCA ขนาด 26,000–30,000 ตารางกิโลเมตรนั้น เกิดจากการอ้างสิทธิที่เกินขอบเขตของกัมพูชา และคณะกรรมการประนีประนอมระหว่างประเทศจำต้องยอมรับความจริงทางภูมิศาสตร์นี้
8) กับดักภูมิรัฐศาสตร์: การแทรกแซงของมหาอำนาจภายใต้ร่มเงาความขัดแย้ง
ในขณะที่ไทยใช้กฎหมายเป็นเกราะป้องกัน กัมพูชากลับพยายามใช้ยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์เพื่อดึงอำนาจภายนอกเข้ามาสร้างแต้มต่อ
9) มิติเศรษฐศาสตร์พลังงาน (Energy Economics) และความได้เปรียบที่ไม่สมมาตร
ทรัพยากรใน OCA ถูกประเมินว่ามีมูลค่ามหาศาล ในสมการเศรษฐศาสตร์พลังงาน ไทยมีไพ่เหนือกว่ากัมพูชาอย่างเทียบไม่ได้:
- โครงสร้างพื้นฐานพร้อมสรรพ: ไทยมีท่อส่งก๊าซใต้ทะเล โรงแยกก๊าซที่ระยอง และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่
- ตลาดรองรับขนาดใหญ่: ไทยเป็นผู้บริโภคพลังงานหลักของภูมิภาค
- สภาพพึ่งพาของกัมพูชา: แม้กัมพูชาจะได้สิทธิขุดทรัพยากรไป แต่ก็ไม่มีท่อส่ง โรงแยกก๊าซ หรืออุตสาหกรรมมารองรับ การสร้างใหม่ต้องใช้เงินทุนหลักแสนล้านและเวลาหลายปี ซึ่งไม่ทันต่ออายุตลาดยุคฟอสซิล ดังนั้น “ผู้ซื้อรายเดียวที่สมเหตุสมผล” ของกัมพูชาก็คือประเทศไทย อำนาจการกำหนดราคาและแบ่งปันผลประโยชน์จึงอยู่ในมือไทยโดยสมบูรณ์
10) ยุทธศาสตร์ 6 เสาหลักเพื่อชัยชนะของสมุทรทานุภาพไทย
เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาอธิปไตยเหนือดินแดน ปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และดำรงความเป็นผู้นำในอาเซียน
ผู้เขียนเสนอ กรอบยุทธศาสตร์ 6 เสาหลัก (6-Pillar Winning Strategy) ดังนี้:
(1) ยุทธศาสตร์แยกส่วนกระบวนการ (The Decoupling Strategy) - ไทยต้องเป็นผู้นำในการเสนอกรอบการเจรจาใหม่ โดย “แยก” การเจรจาปักปันเขตแดนออกจากสนธิสัญญาพัฒนาร่วม (JDA) จัดทำข้อตกลงจำกัดเวลาเฉพาะกิจในการขุดเจาะทรัพยากร โดยระบุข้อสงวนสิทธิ (Saving Clause)ไว้อย่างชัดเจนว่า “ผลผลิตจาก JDA จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิทางอธิปไตยของทั้งสองชาติในอนาคต”
(2) ยุทธศาสตร์รุกทางเทคนิคในเวที UNCLOS (Legal & Technical Offensive) - ไทยต้องไม่ตั้งรับกระบวนการประนีประนอม แต่ต้องใช้เป็นเวทีระดับโลกในการทำลายความชอบธรรมของเส้นอ้างสิทธิปี 1972 ของกัมพูชา โดยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลและอุทกศาสตร์ไปตีแผ่ว่าการลากเส้นผ่าเกาะกูดของไทยเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง เพื่อผลักดันให้ผลรายงานของคณะกรรมการเป็นประโยชน์ต่อข้ออ้างสิทธิของไทย
(3) ยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์และการเชื่อมโยงอาเซียน (Geopolitical Balancing) - สกัดกั้นการแทรกแซงจากมหาอำนาจนอกภูมิภาค โดยดึงข้อพิพาทนี้เข้าสู่กลไกศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ไทยควรนำเสนอโครงการ JDA ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายสายส่งพลังงานอาเซียน (ASEAN Power Grid) การสร้างส่วนได้ส่วนเสียให้เพื่อนบ้าน จะเป็นเกราะป้องกันการเข้ามาแทรกแซงของจีนและสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม
(4) ยุทธศาสตร์ความมั่นคงจากฉันทามติภายใน (Domestic Consensus) - ต้องสื่อสารสาธารณะอย่างโปร่งใสให้ประชาชนเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง “การแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” (JDA) กับ “การสูญเสียอธิปไตย” การผนึกกำลังภายในชาติจะปิดโอกาสไม่ให้กัมพูชาใช้กระแสการเมืองไทยมาเป็นแต้มต่อในการเจรจา
(5) ยุทธศาสตร์ศูนย์กลางพลังงาน (Energy Hub Dictation) - ไทยต้องใช้ความเป็นต่อด้านโครงสร้างพื้นฐาน (โรงแยกก๊าซ ท่อส่ง ตลาดบริโภค) เสนอข้อเสนอเชิงพาณิชย์ที่ปฏิเสธไม่ได้ให้กับกัมพูชา โดยให้กัมพูชาใช้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมของไทยในราคาที่เหมาะสม แลกกับการที่กัมพูชายอมรับแนวเส้นมัธยะในการปักปันเขตแดน หรือยอมรับสัดส่วนการแบ่งปันผลประโยชน์ในเขต JDAที่ไทยเป็นผู้นำ
(6) ยุทธศาสตร์การทูตเชิงสถาบัน (Institutional Diplomacy) - ไทยต้องเร่งสร้างองค์ความรู้และส่งเสริมบุคลากรไทยให้เข้าไปมีบทบาทในสถาบันด้านกฎหมายระหว่างประเทศองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) และโครงสร้างกลไกธรรมาภิบาลทางทะเลของโลก เพื่อสร้างอำนาจละมุน (Soft Power) ทางวิชาการ ซึ่งจะเป็นแรงหนุนทางการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อถึงคราวต้องตัดสินข้อพิพาทระดับชาติ
4. เห็นว่า ดร.ปิติ ศรีแสงนาม มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ
และเชื่อว่า ขณะนี้ รัฐบาลไทยกำลังเดินตามแนวทางนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ
สารส้ม

บุกค้นบ้านหรูกลางเมืองพัทยา รวบ 3 จีนเทา ลักลอบผลิต บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯ กราบบังคมทูลลา
ทูตอิหร่าน ดัน จีน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยหยุดสงคราม ก่อน ทรัมป์ เหยียบแผ่นดินมังกร
ต๊ะ นารากร เผยเหตุผลไม่ทำช่องข่าวตัวเอง เพราะไม่อยากขโมยงานใคร
ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพลบาดเจ็บเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี