วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวานนี้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมหลังได้รับการพักโทษ
โดยมีเงื่อนไขต้องติดกำไล EM
รวมรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำ 243 วัน (8 เดือน 1 วัน)
เข้ารับโทษในเรือนจำตามคำสั่งศาลไปเมื่อ 9 ก.ย. 2568 ครบกำหนดรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของอัตราโทษ หรือ 8 เดือน และจะเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติต่ออีก 4 เดือน
นายทักษิณเป็นหนึ่งในนักโทษเด็ดขาด 859 ราย ที่ได้รับการพักการลงโทษในครั้งนี้
1. กรมคุมประพฤติ ชี้แจงกรณีกรมราชทัณฑ์แจ้งมติคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ให้ปล่อยตัวพักการลงโทษ นักโทษเด็ดขาดชาย ทักษิณ ชินวัตรนับตั้งแต่ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจะพ้นโทษและพ้นจากการพักการลงโทษ ในวันที่ 9 กันยายน 2569
ระบุว่า พนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกันกับเรือนจำที่ปล่อยพักการลงโทษดำเนินการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ในทันทีหลังจากนั้นให้ไปรายงานตัวต่อ พนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ผู้อุปการะพักอาศัย ภายในระยะเวลา 3 วัน
ในระหว่างการพักการลงโทษ มีเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือสำคัญพักการลงโทษ จนกว่าจะพ้นการพักการลงโทษ อาทิ พักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามที่อยู่ที่กำหนด หากจะย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนแปลงผู้อุปการะต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่เดิมและต้องได้รับอนุมัติก่อน, ให้ประกอบอาชีพที่สุจริต, ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ และตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติ และเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมคุมประพฤติกำหนด ซึ่งจะต้องไปรายงานตัว ต่อพนักงานคุมประพฤติ เดือนละ 1 ครั้ง, ห้ามออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่จะมีกิจธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ให้ขออนุญาตพนักงานคุมประพฤติ, ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย, ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดอีก ฯลฯ
หากผู้ได้รับการพักการลงโทษฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าว พนักงานคุมประพฤติต้องรายงานผลการคุมความประพฤติต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ พิจารณาเพิกถอนการพักการลงโทษต่อไป
2. หลังจากนี้ นายทักษิณ ชินวัตร จะเข้าไปข้องเกี่ยวกับการเมือง การแย่งชิงอำนาจรัฐ หรือไม่ อย่างไรหรือจะดำเนินชีวิตอย่างไร ก็สุดแต่กรรมจักนำไป
แต่เบื้องต้น ต้องทำตามเงื่อนไขการคุมประพฤติให้ได้ก่อน
3. กรณีอดีตนายกฯทักษิณ ต้องเข้าคุก ต้องเป็นบทเรียนสำคัญให้กับนักการเมืองผู้มีอำนาจรัฐต่อไป
จากคดีทุจริตประพฤติมิชอบ เข้าไปป่วยทิพย์ จนกระทั่งต้องติดคุกจริง
3.1 นายทักษิณต้องโทษจำคุก ในคดีทุจริตประพฤติมิชอบ
คดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) อนุมัติเงินกู้สินเชื่อให้พม่า 4,000 ล้านบาท เอื้อประโยชน์บริษัทของตนเอง โทษจำคุก 3 ปี
คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือ “คดีหวยบนดิน” ผิดกฎหมายสลาก เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำคุกทักษิณ 2 ปี
คดีให้บุคคลอื่น (นอมินี) ถือหุ้นบริษัทชินคอร์ป และแปลงส่วนแบ่งรายได้ในสัมปทานมือถือเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์แก่เอไอเอส จำคุก 5 ปี
3.2 วันที่ 22 สิงหาคม 2566 นายทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับถึงประเทศไทย หลังศาลแจ้งโทษจำคุกรวม 8 ปี ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันที
แต่เพียงไม่ถึง 12 ชั่วโมง ในช่วงดึกของคืนแรก นายทักษิณกลับถูกส่งตัวด่วนจากเรือนจำไปยังชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
พยาบาลเวรให้การว่า ในคืนวันที่ 22 ส.ค.2566 เวลา 22.00 น. ทักษิณแจ้งว่า มีอาการอ่อนเพลีย ขาขวาอ่อนแรงเล็กน้อย นอนไม่หลับ บ่นแน่นหน้าอกและมีความดันโลหิตสูง วัดความดันโลหิตจำเลยได้ 178/98 มิลลิเมตรปรอท หัวใจเต้น 86 ครั้ง/นาที หายใจ 24 ครั้ง/นาที ออกซิเจนปลายนิ้ว 92 % อุณหภูมิร่างกาย 36.8 องศาเซลเซียส พยาบาลเวรทำบันทึกข้อความขอส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำพัศดีเวรอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำ
เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ส่งตัวจำเลยไปโรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ได้ส่งตัวจำเลยไปที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งมีแพทย์เวรประจำอยู่ในคืนดังกล่าว และทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ อยู่ห่างจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพียง 200 เมตร
เมื่อส่งตัวจำเลยไปถึงโรงพยาบาลตำรวจ ได้พาจำเลยไปที่ห้องพักพิเศษ ชั้นที่ 14 ของอาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา (มภร.) ซึ่งไม่ใช่ห้องฉุกเฉินหรือห้องอุบัติเหตุ
3.3 หลังจากเข้า รพ. 1 สัปดาห์ ได้มีพระบรมราชโองการอภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี
3.4 นายทักษิณยังอ้างว่าป่วยวิกฤต และพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 เรื่อยมา
จนกระทั่งได้รับ “พักการลงโทษ” ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 สวมเฝือกคอและแขนกลับบ้านจันทร์ส่องหล้า
3.5 นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อให้ตรวจสอบว่าการที่นายทักษิณ นอนโรงพยาบาลโดยไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียวแบบนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
.jpeg)
.jpeg)
นำไปสู่การไต่สวนพยานถึง31 ปาก ตลอดช่วงกลางปี 2568
เดือดร้อนกันเป็นไฟลามทุ่งไล่ไปตั้งแต่กระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติและแพทยสภา ที่มีการตรวจสอบจริยธรรมวิชาชีพแพทย์ ที่ให้ความเห็นวินิจฉัย อาการป่วยของนายทักษิณ
3.6 วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 แพทยสภามีมติด้วยเสียงเกิน 2 ใน 3 ลงโทษแพทย์สังกัดโรงพยาบาลตำรวจ 3 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาตัวของนายทักษิณ
แบ่งบทลงโทษเป็น ว่ากล่าวตักเตือน 1 ราย ส่วนอีก 2 รายถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
เหตุผลสำคัญที่แพทยสภาใช้พิจารณาลงโทษ คือ การตรวจพบว่าแพทย์ทั้ง 3 ท่านให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากผลการสอบข้อเท็จจริงชี้ชัดว่านายทักษิณ ไม่ได้มีอาการป่วยในระดับวิกฤต ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด
แพทยสภายังตั้งข้อสังเกตถึงมาตรฐานการรักษาที่ขัดกับหลักเวชปฏิบัติของผู้ป่วยวิกฤตอย่างรุนแรง เช่น ไม่มีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ภายใน 10 นาทีแรกที่รับตัวและไม่มีการนำตัวเข้าห้อง ICU หรือ CCU ตามขั้นตอนที่ควรจะเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจวิกฤต นอกจากนี้ยังพบว่าการผ่าตัดที่เกิดขึ้น ทั้งการรักษาอาการนิ้วล็อกและเอ็นหัวไหล่ขาด เป็นเพียงการผ่าตัดเล็กที่ไม่เร่งด่วน และสามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ไม่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน
ผลสอบสวนจากแพทยสภา จึงถือเป็นการยืนยันว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นบนชั้น 14 มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่าผู้อื่น ซึ่งถือเป็นการละเมิดจริยธรรมวิชาชีพอย่างร้ายแรง และผลสอบนี้จะถูกส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. เพื่อประกอบการดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 157 กับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
3.7 การไต่สวนของศาลฎีกาฯ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประสิทธิ์ และ ศ.นพ.ไชยรัตน์ ตอกย้ำว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ต้องขัง
ระบุว่า การรักษาจำเลยในคืนที่รับตัวสรุปได้ว่า เมื่อพยานทั้งสองตรวจสอบจากเวชระเบียนบันทึกความคืบหน้าการรักษา เอกสารหมาย ศ.2 แผ่นที่ 14 และที่ 15 พบว่า ในวันที่ 23 ส.ค.2566 ที่มีการส่งตัวจำเลยมาที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยอ้างว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ไม่มีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และไม่มีการตามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจมาดูอาการในทันที เพิ่งจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจเข้ามาตรวจจำเลยในวันที่ 24 ส.ค.2566 หรือหลังจาก 14 ชั่วโมงไปแล้ว และได้ความจาก นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุขผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ในขณะนั้น
และ นพ.พงศ์ภัค ซึ่งเป็นแพทย์เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคหัวใจ สรุปได้ว่า ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีเครื่องมือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ มียาขยายหลอดลมและยาลดความดันโลหิตที่ใช้รักษาจำเลยตามเวชระเบียนของโรงพยาบาลตำรวจ ในวันที่ 23 ส.ค.2566 แสดงให้เห็นได้ว่า อาการของจำเลยในคืนเกิดเหตุอยู่ในศักยภาพที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์สามารถรักษาได้ ไม่จำต้องส่งตัวจำเลยไปรักษานอกเรือนจำ เชื่อได้ว่า ในคืนวันที่ 22 ส.ค.2566 จำเลยไม่ได้มีอาการแน่นหน้าอกแต่อ้างว่ามีอาการแน่นหน้าอก เพื่อให้เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครใช้เหตุดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ
3.8 วันที่ 9 กันยายน 2568 ศาลฎีกาฯ อ่านคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีทักษิณรักษาตัวที่ชั้น 14
ชี้ว่า เป็นการออกมารักษาตัวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ถือเป็นการบังคับโทษจำคุก
ศาลให้เหตุผลสำคัญ ดังนี้
1. ข้ามขั้นตอน เนื่องจากในคืนเกิดเหตุ ไม่มีการส่งตัวไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์ที่อยู่ห่างไปเพียง 200 เมตรก่อน ทั้งที่อาการขณะนั้นอยู่ในศักยภาพที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์รักษาได้
2. ไม่ใช่เคสฉุกเฉินจริง เพราะเมื่อไปถึงโรงพยาบาลตำรวจ นายทักษิณถูกพาเข้าห้องพักพิเศษชั้น 14ทันที ไม่ใช่ห้องฉุกเฉิน (ER) หรือ ICU ตามที่ควรจะเป็นสำหรับผู้ป่วยวิกฤต
3. ปฏิเสธการรักษาที่จำเป็น เนื่องนายทักษิณปฏิเสธการผ่าตัดโรคหัวใจและกระดูกคอซึ่งอ้างว่าเป็นเหตุวิกฤต แต่กลับเลือกผ่าตัดนิ้วล็อกและเอ็นไหล่ ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ไม่เร่งด่วน เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการอยู่โรงพยาบาลต่อ
4. เจตนาเลี่ยงการคุมขัง โดยศาลระบุว่านายทักษิณรับทราบดีว่าตัวเองไม่ได้ป่วยวิกฤต แต่ร่วมกับเจ้าหน้าที่สร้างสิทธิพิเศษ ให้ตนเองได้รับความสะดวกสบายเหนือผู้ต้องขังอื่น
ศาลสั่งให้กลับไปเข้าคุก 1 ปี ตามคำตัดสินเดิม โดยไม่ให้นำเวลา 181 วันที่อยู่โรงพยาบาลตำรวจมาหักลบ
ทักษิณถูกคุมตัวเข้าเรือนจำทันทีหลังสิ้นสุดคำสั่งศาล
ล่าสุด หลังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำ 243 วัน (8 เดือน 1 วัน) ได้รับการพักการลงโทษแล้ว
3.9 ขณะนี้ ป.ป.ช.ยังอยู่ระหว่างดำเนินการไต่สวนเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดกรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 12 คน
แบ่งตามบทบาทความเชื่อมโยงออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ตามต้นสังกัด ดังนี้
กลุ่มที่ 1 กรมราชทัณฑ์ 3 ราย คือ นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้ลงนามอนุมัติให้รักษาตัวนอกเรือนจำช่วง 120 วัน พร้อมด้วยรองอธิบดีอีก 2 ท่าน คือ นายชาญ วชิรเดช อนุมัติช่วง 60 วัน และนายสิทธิ สุธีวงศ์ อนุมัติช่วง 30 วัน
กลุ่มที่ 2 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 3 ราย ประกอบด้วย นายนัสที ทองปลาด ผบ.เรือนจำฯ ซึ่งเป็นผู้เสนอเรื่องขออนุมัติในทุกช่วงเวลา ร่วมกับ นายสัญญา วงค์หินกอง พัศดีเวร และนายธัญพิสิษฐ์ ขบวน พยาบาลเวร ซึ่งเป็นผู้เริ่มเรื่องและเสนอให้ส่งตัวในคืนเกิดเหตุ
กลุ่มที่ 3 โรงพยาบาลตำรวจ 4 ราย เป็นกลุ่มที่ออกใบความเห็นแพทย์ ได้แก่ พล.ต.ท.ทวีศิลป์เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ และอดีตนายแพทย์ใหญ่ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ที่เพิ่งมีการเสนอให้ติดยศ พล.ต.อ. ในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษก่อนเกษียณอายุราชการ รวมถึงแพทย์เจ้าของไข้คือ พ.ต.อ.ชนะ จงโชคดี และ พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ
กลุ่มที่ 4 ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ จำนวน 2 ราย คือ นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุขผู้อำนวยการฯ ในฐานะผู้กำกับดูแล และ พญ.รวมทิพย์ สุภานันท์ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายขณะรับตัวนักโทษใหม่
ความเชื่อมโยงของการกระทำผิดในคดีนี้ คือ การทำงานที่สอดประสานกัน ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงผู้บริหาร โดยเริ่มจากการอ้างภาวะวิกฤตในคืนแรก ซึ่งข้อมูลจากการไต่สวนของศาลฎีกาฯพบว่ามีการใช้เพียง “เครื่องออกซิเจน” บรรเทาอาการ และใช้เวลาตัดสินใจส่งตัวถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งขัดแย้งกับคำว่าภาวะวิกฤตที่รอไม่ได้
น่าสนใจว่า จะเสร็จสิ้นกระบวนการไต่สวนเมื่อไหร่
ป.ป.ช.จะแจ้งไต่สวนใครเพิ่มเติมอีกบ้าง ใครที่มีส่วนสนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ
นายทักษิณ หากรู้ว่าตนเองไม่ป่วยวิกฤต แล้วยังมีส่วนทำให้เจ้าหน้าที่นำตัวไปอยู่ชั้น 14 รพ.ตำรวจต่อเนื่องเช่นนั้น (แถมมีส่วนให้ความเห็นในการรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจด้วย) จะถูกดำเนินคดีในฐานผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือไม่?
นักการเมืองคนอื่นๆ ในรัฐบาลเศรษฐา ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม อยู่ในข่าวจะถูก ป.ป.ช.ไต่สวนเพิ่มเติมด้วยหรือไม่?
นอกจากนี้ ตัวนายทักษิณเอง ยังมีคดี 112 ที่ยังอยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ ลุ้นต่อไป
สารส้ม

บุกค้นบ้านหรูกลางเมืองพัทยา รวบ 3 จีนเทา ลักลอบผลิต บุหรี่ไฟฟ้าซอมบี้
ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ทูตต่างประเทศ เฝ้าฯ กราบบังคมทูลลา
ทูตอิหร่าน ดัน จีน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยหยุดสงคราม ก่อน ทรัมป์ เหยียบแผ่นดินมังกร
ต๊ะ นารากร เผยเหตุผลไม่ทำช่องข่าวตัวเอง เพราะไม่อยากขโมยงานใคร
ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพลบาดเจ็บเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี