วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
1. พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ชี้ว่าไม่เข้าเงื่อนไขออก พ.ร.ก. เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า โดยปกติรัฐบาลสามารถขาดดุลได้ตามกฎหมาย ปีนี้ก็ใช้เงินเกินกว่ารายได้ไปกว่า 700,000 ล้าน ปี 2570 ก็ตั้งใจจะขาดดุลอีกเกือบ 800,000 ล้าน รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถกู้เพิ่มจากเพดานเงินกู้งบประมาณเพียงในกรณีที่ต้องใช้เงินเร่งด่วน “เพื่อรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ” และเป็นกรณีที่ “จำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” เท่านั้น
“...กรณีในอดีตที่มีการออก พ.ร.ก. คือ ต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ และโควิด ซึ่งในทั้งสามกรณีนั่นเศรษฐกิจวิกฤตระดับ GDP ติดลบ หากไม่ออก พ.ร.ก.จะส่งผลต่อความมั่นคงโดยรวมวันนี้ไม่ใช่ ปัญหาพลังงาน เพิ่มภาระให้กับประชาชนจริง แต่การแก้ที่ถูกต้องไม่ได้แก้ด้วยการกู้เงินมาอัดฉีดในระบบ ส่วนโครงการโซลาร์ที่รัฐบาลจะใช้เงิน พ.ร.ก.ก็เป็นลักษณะโครงการที่ควรใช้เงินงบประมาณปกติได้
รัฐบาลควรเร่งออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งจะได้งบกลับคืนมาใช้ตามที่รัฐบาลเห็นว่าเหมาะสมอีก 50,000 ล้านบาท บวกกับรัฐบาลยังมีเพดานเงินกู้ในปีงบประมาณปัจจุบันอีก 17,000 ล้านบาท ที่สามารถใช้ได้ผ่านการออกงบกลางปี
และถ้ารัฐบาลจริงใจต่อการช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน รัฐบาลควรปรับลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน 7 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นวิธีที่ประชาชนทุกคนจะได้ประโยชน์ ทั้งจากค่านํ้ามันที่ลดลง
และจากราคาสินค้าที่ไม่ต้องปรับสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น
อย่าเอาทุกเหตุผลที่ประชาชนเดือดร้อนมาอ้าง เพียงเพื่อให้รัฐบาลได้ตีเช็คเปล่าโดยไม่ด่วนจริงมาใช้มือเติบเลยครับ มีช่องทางในการใช้ทักษะบริหารราชการแผ่นดินแบบมีวินัยการคลังที่ยังสามารถทำได้อยู่.. ดังนั้น ไม่นับเป็นการเร่งด่วน “อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” แน่นอน”...” -กรณ์ จาติกวณิช
2. รัฐบาลในอดีต เคยเห็นชอบกฎหมายการกู้เงินเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก. )
“1.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ในปี 2541 หลังวิกฤตต้มยำกุ้งในสมัยรัฐบาลชวน
2.พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน วงเงิน 3 แสนล้านบาทโดยออกในปี 2541
3.พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน ระยะที่สอง วงเงิน 7.8 แสนล้านบาท โดยออกในปี 2545 สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร
4.พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ (ไทยเข้มแข็ง) วงเงิน 4 แสนล้านบาทในปี 2552 รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภายหลังเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551
5.พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ และวางรากฐานการพัฒนาประเทศ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ออกในปี พ.ศ. 2555 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่กู้ไม่ครบตามยอด
6.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคโควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ออกในปี 2563สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
7.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคโควิด-19 เพิ่มเติม วงเงิน 5 แสนล้านบาท ออกในปี 2564 สมัยพล.อ.ประยุทธ์ เพื่อรองรับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ก่อนที่จะมีการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจากไม่เกิน 60% เป็น 70% เพื่อรองรับการกู้เงินเพิ่มเติมด้วย”
.jpg)
3. ครม.อนุทิน2 เห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 อนุมัติร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
.jpg)
.jpg)
ระบุว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจกแจงรายละเอียด เหตุผล ความจำเป็น วัตถุประสงค์ และแนวทางว่ากู้ไปทำอะไร?
สรุป ดังนี้
ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตปากท้อง” ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียว แต่กำลังมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง
ระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น
ระลอกที่สอง คือ กำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนอาหารและสินค้าต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น
ระลอกที่สาม คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง ส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้าน (Double Squeeze) ต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลง แต่ต้นทุนกลับสูงขึ้นฉุดกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำ (Stagflation) ในระยะถัดไป
แม้สงครามความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจจะจบลง แต่ภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็จะคงมีอยู่ เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ที่ราคาน้ำมันจะไม่กลับไปเหมือนเดิม และความเสี่ยงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ยังคงสูงต่อเนื่อง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงที่สุดอันดับต้นๆ ในเอเชีย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในกรอบงบประมาณที่ มีอยู่เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤต แต่จะไม่ทันการณ์ เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน ทั้งในด้านขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ที่ไม่เพียงพอ และหากจะดำเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติ จะไม่ทันต่อสถานการณ์ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ จึงเป็นวิกฤตซ้อนหลายระลอก ต้องรับมืออย่างเร่งด่วนและเป็นปราการสำคัญในการรับมือวิกฤตระลอกถัดไป และจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้างและยืดเยื้อ จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดอันเนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
สรุป มีอำนาจกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท
วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือ ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง โดยให้นำไปใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก
แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท
เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก
มุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซ้ำจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือ ผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท
2.1 กิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
2.2 การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า
2.3 การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงาน และการสร้างเศรษฐกิจใหม่
กระทรวงการคลังยังได้กำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่
Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย
Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความ เปราะบางทางพลังงาน
Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว
Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้
Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณ ค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้ำว่า “การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน”
สำหรับผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติม แต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้
หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังต่ำกว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง
4. คุณกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เห็นด้วยกับแนวทางการกู้เงินของรัฐบาล เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งดูแลและเยียวยา แต่หัวใจสำคัญของการออกร่าง พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ คือ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ให้เงินกู้นี้มาใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้มากที่สุด โดยเฉพาะการใช้เม็ดเงินเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพลังงานของประเทศที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้
มองว่ามี 2 ทางเลือกที่จะสามารถทำได้ คือ 1. การใช้เม็ดเงินเพื่อตรึงราคาน้ำมันไว้ในอัตราที่ต่ำเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่ต้องยอมรับว่าทางเลือกนี้จะใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล และ 2. ใช้เพื่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว และยังเป็นการลงทุนมากกว่าการใช้เงินเพื่อช่วยเหลือด้านการบริโภคของประชาชนเพียงอย่างเดียว ในเม็ดเงินจำนวนเดียวกัน
“ส่วนตัวเห็นว่า เป้าหมายในการใช้เงินกู้ของรัฐบาล จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากฟอสซิลไปสู่พลังงานทางเลือกถือเป็นระดับที่เหมาะสม เพราะเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญ เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบอย่างไร จะมีอันตรายมากกว่านี้หรือไม่ ดังนั้น มองว่าการที่ไทยพยายามจะลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศให้ได้มากที่สุด จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนการใช้เม็ดเงินในด้านอื่น ๆ อาจจะต้องมานั่งคิดให้ดีๆ ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้การใช้เงินนำไปสู่การสร้างประโยชน์สำหรับประเทศให้ได้มากที่สุด” - นายกอบศักดิ์กล่าว
สารส้ม

ทภ.2 แจงปมทหารเขมรรัวปืน 11 นัด แนวชายแดนโอร์เสม็ด คาดฝีมือทหารขาดวินัย
'มิลลิ' ออกโรงขอโทษ ปมกดไลก์ 'มายด์-พาย' ยันไม่สนับสนุนความรุนแรง
รัสเซีย รู้ทัน ทรัมป์ แฉยับวางแผนคุมตลาดพลังงานโลก จ้องฮุบเส้นทางขนส่งทั้งหมด
อนุทิน เปิดทำเนียบฯ ถก CEO ยักษ์ใหญ่ ศุกร์นี้! ผุดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย
ใครว่า Gen Z ไม่อึด? ดู 2 หนุ่มปราจีนฯ ลุยงานหนักยันเช้า อาสาช่วยวาดกำแพงพ่อหลวงด้วยใจ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี