สกู๊ปพิเศษ : ‘กระแสหนังดัง’พัดมา-ผ่านไป  ปลด‘โสเภณี’พ้นอาชีพผิดยังรอ

สกู๊ปพิเศษ : ‘กระแสหนังดัง’พัดมา-ผ่านไป ปลด‘โสเภณี’พ้นอาชีพผิดยังรอ

วันเสาร์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag :

“ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว” เป็นสำนวนโบราณแต่ยังไม่ล้าสมัย หมายถึงเรื่องราวในบทประพันธ์ซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดผ่านนักแสดง มักเป็นสิ่งที่พบได้ในชีวิตจริงของผู้คนในสังคมไม่มากก็น้อย ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์จากอินเดียอย่าง “คังคุไบ หญิงแกร่งแห่งมุมไบ (Gangubai Kathiawadi)” ที่เป็นกระแสแรงมากในเมืองไทยตลอดทั้งเดือน พ.ค. 2565ที่ผ่านมา เห็นได้จากเซเลบฯ คนดังหลากหลายวงการ พากันแต่งตัวเลียนแบบตัวเอกของเรื่อง โพสต์ภาพลงสื่อออนไลน์กันอย่างสนุกสนาน

คังคุไบ หญิงแกร่งแห่งมุมไบ เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่ถูกหลอกไปค้าประเวณี แต่ต่อมาได้กลายเป็นผู้มีอิทธิพลในย่าน “กามธิปุระ (Kamthipura)” ในเมืองมุมไบ) และเธอได้ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อต่อสู้เรียกร้องให้สังคมอินเดียยอมรับการมีตัวตนของ “โสเภณี” หรือผู้ขายบริการทางเพศ (Sex Worker) ที่ในยุคนั้นอย่าว่าแต่เรื่องสิทธิตามกฎหมาย แม้แต่การปฏิบัติในฐานะ “มนุษย์” เท่าเทียมกับผู้คนในสาขาอาชีพอื่นๆ ก็ยังไม่ได้รับ ซึ่งจะว่าไปแล้ว สถานการณ์ในประเทศไทยก็ดูจะไม่ต่างกัน


เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “คังคุไบ 100 ปี จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง” จัดโดย มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) ซึ่ง “แม่ภาพ” ตัวแทนพนักงานบริการทางเพศ เล่าว่า อยู่ในอาชีพนี้มา 20 ปี เหตุที่เข้าสู่เส้นทางการขายบริการเนื่องจากต้องดูแลลูกเพียงลำพังเพราะถูกสามีทอดทิ้ง และยังมีแม่ที่ป่วยติดเตียง การทำงานโดยปกติจะเป็นพนักงานเสิร์ฟดูแลลูกค้าในร้าน แต่บางครั้งก็จะออกไปข้างนอกกับลูกค้าซึ่งก็จะต้องทำใจ ขึ้นอยู่กับดวงว่าจะเจอลูกค้าแบบใด และต้องมีวิธีจัดการเอาตัวรอดให้สถานการณ์นั้นผ่านไปให้ได้

เช่น ลูกค้าที่ชอบใช้ความรุนแรง ก็ต้องทำเป็นมีอารมณ์ร่วมเพื่อรีบให้ลูกค้าเสร็จกิจโดยเร็วที่สุด ครั้นจะไปแจ้งความกับตำรวจก็ทำไม่ได้เพราะจะมีความผิดไปด้วย ทำได้เพียงไปรักษาอาการบาดเจ็บกันเอง หรือลูกค้าบางคนที่มีการผ่าตัดดัดแปลงอวัยวะเพศ ก็จะมีการเตือนกันในกลุ่มผู้ขายบริการว่าลูกค้าคนนั้นคนนี้ทำนั่นทำนี่มาอย่าไปรับงาน หรือบางทีก็เจอสถานการณ์นัดลูกค้า 1 คน แต่ไปถึงห้องแล้วอยู่กัน 2-3 คน เป็นต้น

ขณะที่ สุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ กล่าวว่า จากประสบการณ์ 30 ปี ที่ทำงานด้านสิทธิของพนักงานบริการทางเพศ พบส่วนใหญ่เข้าสู่อาชีพนี้ด้วยความจำเป็นเพราะมีคนข้างหลังต้องดูแล แต่ถึงจะมีคนอีกกลุ่มที่ชีวิตไม่ได้ลำบากแต่เลือกเข้าสู่เส้นทางนี้เพราะอยากได้เงินเยอะๆ หรือสิ่งของราคาแพงๆ ซึ่งคนกลุ่มหลังนี้จะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์และเหมารวมไปถึงคนกลุ่มแรก ก็ต้องตั้งคำถามย้อนกลับไปยังสังคมเช่นกัน ว่าเป้าหมายของคนกลุ่มหลังที่เลือกอาชีพนี้ ต่างจากเป้าหมายของคนอาชีพอื่นอย่างไร

“เราพยายามดิ้นรนให้เรียนจบปริญญาตรี จบปริญญาตรีแล้วก็ยังดิ้นรนจะให้จบปริญญาโท นั่นเท่ากับเรามีโอกาสอยู่แล้ว เราจบปริญญาตรีก็ยังดิ้นรนจะให้จบปริญญาโท เช่นกัน คนที่เขามาทำอาชีพนี้ด้วยความรู้สึกว่าเขาอยากมี อยากได้ อยากเป็น ไม่รู้จักพอ ฟุ้งเฟ้อ แล้วสังคมก็กลัวมาก กลัวว่าถ้าทำให้อาชีพนี้มันมาอยู่บนดินเดี๋ยวคนจะฟุ้งเฟ้อ ต้องถามตัวเราเองว่าทำไมเราดิ้นรนไปเรียนปริญญาโท-ปริญญาเอก หรือเราดิ้นรนอยากจะมีเงินเยอะๆ ก็เพราะสิ่งนี้มันช่วยทำให้เรามีสถานะ มีพื้นที่ในสังคม

เราต้องไม่หลอกตัวเองว่าสังคมนี้ส่วนหนึ่งการยอมรับกันนั้นมันมาจากสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐฐานะ ฉะนั้นคนที่เป็น Sex Worker เขาก็เป็นคน เขาก็ต้องการมีพื้นที่ เขาก็ต้องการมีสถานะความเป็นคนเหมือนกับคนอื่นๆ แต่สิ่งนี้มันถูกกดทับมาเป็นเวลายาวนาน อาจจะก่อนคังคุไบด้วย ก่อนเมื่อ100 ปีที่แล้ว มันถูกกดทับมาตลอดเนื่องจากว่ารัฐเป็นคนทำให้การทำงานของเขา โดยที่เขาใช้เนื้อตัวร่างกายเขาเป็นต้นทุนมาทำให้สิ่งที่เขาทำโดยที่ไม่ได้เบียดเบียนใคร เอากฎหมายมาป้ายเขา ทำให้กลายเป็นคนผิดกฎหมาย” สุรางค์ กล่าว

ผอ.มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ กล่าวว่า ต้องขอบคุณเรื่องราวของคังคุไบ แม้จะเป็นเพียงภาพยนตร์แต่ก็ทำให้เสียงของ Sex Worker ดังขึ้นมาบ้าง กระตุกสังคมให้หันมาสนใจประเด็นนี้ เพราะจากที่ทำงานมา 3 ทศวรรษ ไม่เคยที่เสียงของคนกลุ่มนี้จะดังไปถึงผู้มีอำนาจ และถึงจะเข้าใจว่าเป็นเพียงกระแสจากภาพยนตร์ แต่ก็อยากให้กระแสนี้ส่งไปถึงรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หันมาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยกระแสให้ผ่านเลยไป

ผู้ดำเนินรายการเสวนาในครั้งนี้ รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ กล่าวเสริมว่า ในช่วงที่มีสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 พนักงานบริการทางเพศได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งด้านหนึ่งก็ต้องขอบคุณผู้คนมากมายที่แม้จะไม่ได้อยู่ในอาชีพนี้แต่ก็ให้ความช่วยเหลือทั้งเงินและสิ่งของ จนประคับประคองกันมาได้

แต่อีกด้านหนึ่ง สังคมไทยก็มีคนอีกไม่น้อยที่ “หน้าบาง”รู้สึกอับอายที่ประเทศไทยถูกมองว่ามีผู้ขายบริการทางเพศจำนวนมาก และพยายามกำจัดให้หมดสิ้นไปโดยไม่รับฟังความซับซ้อนของการเข้าสู่อาชีพนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐมักมองแต่ในมุมที่ว่าการขายบริการทางเพศเป็นอาชีพผิดกฎหมาย จึงดำเนินการในเชิงควบคุมและลงโทษมากกว่าการให้ความช่วยเหลือ

แม้เรื่องราวของคังคุไบ จะเกิดขึ้นยุค 1950-1960(ช่วงปี 2493-2512) แต่ ณ ปัจจุบัน สถานะของโสเภณีในอินเดียถือว่าคลุมเครือ เพราะแม้จะไม่มีกฎหมายห้ามการขายบริการทางเพศ แต่ได้ห้ามในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การตั้งสถานบริการ การชักชวนให้ซื้อบริการทั้งตนเองและ/หรือผู้อื่น การดำรงชีพอยู่ด้วยรายได้จากผู้ค้าประเวณี และการแสวงหาประโยชน์ที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ ส่วนประเทศไทย การขายบริการทางเพศ รวมถึงกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ตลอดจนประมวลกฎหมายอาญา

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ เด็ก เยาวชน สตรี และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยในรายการ “เปลี่ยนมุมคิด” ทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา เมื่อช่วงค่ำวันที่ 24 พ.ค. 2565 ว่า ร่างกฎหมายเกี่ยวกับ Sex Worker ที่ร่างกันอยู่ตามกลไกของรัฐสภานั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว

โดยร่างกฎหมายนี้จะเปลี่ยนแนวคิดจากการป้องกันและปราบปราม เป็นการดูแลการประกอบอาชีพ เช่น การตั้งสถานประกอบการและหน้าที่ของสถานประกอบการ แนวทางป้องกันการค้ามนุษย์ กำหนดอายุขั้นต่ำของคนทำงานการดูแลสุขภาพ รูปแบบการทำงานทั้งผู้อยู่ประจำสถานประกอบการและที่เป็นอาชีพอิสระ กรอบของการโฆษณาในสื่อต่างๆ เป็นต้น และเปลี่ยนแนวคิดจากศีลธรรมอันดีเป็นการรักษาความปลอดภัยของสังคม รวมถึงความปลอดภัยของทั้งคนทำงานและผู้ใช้บริการ

“จริงๆ ทุกอาชีพมีความหมายซึ่งกันและกัน มนุษย์เราอยู่ด้วยกัน เรามีความสัมพันธ์ มีความเป็น Community (ชุมชน) เราดูแลกันในทางใดทางหนึ่ง อย่างคังคุไบ อันหนึ่งที่เปลี่ยนมุมคิด คืออาชีพของพวกเขาทำให้พวกคุณได้เป็นสุภาพสตรี เขาทำให้ผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งได้ทำตามความฝัน ได้เป็นสุภาพสตรีอย่างที่คุณเป็น และฉันเป็นฝ่ายรับในสิ่งที่คุณไม่ต้องการจากผู้ชาย นั่นหมายถึงในมุมมองของ Sex Worker เขาบริการผู้ชาย แต่เขาทำให้ผู้หญิงได้เป็นผู้หญิง” ธัญวัจน์ กล่าว

ณ วันนี้ ด้านหนึ่งกระแสจากภาพยนตร์ดังแดนภารตะกำลังค่อยๆ ซาลงและคงเลือนหายไปในไม่ช้าเฉกเช่นกระแสอื่นๆที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ส่วนอีกด้านหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎรไทยชุดปัจจุบันก็เหลือเวลาทำงานไม่ถึง 1 ปีแล้ว วันเวลานับถอยหลังไปเรื่อยๆ สู่การครบวาระ 4 ปี ซึ่งจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่า ร่างกฎหมาย “ปลดล็อก” โสเภณีออกจากอาชีพผิดกฎหมาย ที่ร่างกันไว้ข้างต้น จะเข้าสู่การพิจารณาเมื่อใด ยังไม่ต้องกล่าวถึงการลงมติผ่านหรือไม่ผ่านออกมาบังคับใช้ เพราะเป็นขั้นตอนหลังจากนั้น

สำหรับผู้เกี่ยวข้องทั้งคนทำงานนี้และคนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของคนกลุ่มนี้ “รอ” ยังคงเป็นคำเดียวที่ใช้ได้ แม้จะอยู่กับคำนี้ยาวนานผ่านมาแล้วหลายทศวรรษ และยังมองไม่เห็นจุดหมายปลายทางอย่างที่ฝันกันไว้ก็ตาม!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top