546.jpg
ซอกแซกอาเซียน : 8 กรกฎาคม 2564

ซอกแซกอาเซียน : 8 กรกฎาคม 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้โควิด-19 ระบาดรุนแรงขึ้น ทำเอาหน่วยราชการต้องกำหนดมาตรการลดจำนวนคนทำงานลง ซึ่งสำนักเลขานุการแอปเตอร์เองก็ต้องอนุโลมปฏิบัติตามไปด้วย เนื่องจากระเบียบแอปเตอร์ในด้านวันทำการต่างๆ ต้องยึดระบบราชการไทย คงเหมือนหน่วยงานที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศทั่วๆ ไป ที่มักจะยึดระเบียบเกี่ยวกับวันทำการไปตามประเทศที่เป็นที่ตั้งนั่นแหละครับ

การที่ต้องลดจำนวนคนทำงานลง เลยทำให้หน่วยราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ดูเหงาหงอยเจ้าหน้าที่น้อยลงบางตา รถราดูโหรงเหรงบริเวณที่จอดรถว่างเหลือมากมาย ต่างจากช่วงที่เป็นปกติ แต่กระนั้น ในด้านการทำงานหรือเนื้องานที่ชาวแอปเตอร์ทำอยู่ ก็ยังคงเหมือนเดิม เพราะงานที่แต่ละคนรับผิดชอบ ก็ถูกนำกลับไปทำที่บ้าน ผมเองตั้งแต่เริ่มมีระบบการทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home หรือ WFH ได้สังเกตเห็นว่า จริงๆ แล้วน่าจะเกิดผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะนอกเหนือจากเป็นการช่วยป้องกันเชื้อโควิดแล้วตามวัตถุประสงค์ของ WFH แล้ว ยังมีข้อดีหลายอย่างเกิดขึ้นกับทั้งตัวองค์กร และตัวผู้ทำงานด้วย สำหรับองค์กรก็เช่น ไม่ต้องสิ้นเปลืองสถานที่ รวมทั้งประหยัดค่าน้ำค่าไฟ พลังงานต่างๆ ส่วนประโยชน์กับผู้ทำงาน เช่น ประหยัดค่าเดินทาง ไม่ต้องสิ้นเปลืองยุ่งยากด้านการแต่งเนื้อแต่งตัว เป็นต้น แม้ว่าอาจจะมีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น ขาดโอกาสพูดคุยหารือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ทำงาน แต่ทว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารในสมัยปัจจุบัน กลับสามารถเติมเต็มหรือแม้แต่ช่วยให้การทำงานในรูปแบบดังกล่าวดีขึ้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ จะเอาอะไรล่ะ ตัวชิ้นงานทำได้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ (ทั้งแบบ PC หรือ Notebook แม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ) แล้วส่งทางเมล หรือทางไลน์ หรือเฟซบุ๊ค ให้หัวหน้าดู เมื่อดูแล้วจะมีการปรับจะเปลี่ยนหรือแก้ไขอะไรก็ได้ แทบจะไม่ต่างจากที่ต้องนั่งอยู่ในออฟฟิศเดียวกัน ถ้าต้องการคุยกันหลายคน ก็เปิดมือถือคุยกันได้เลย หรือถ้าอยากจะเห็นหน้าเห็นตาด้วยระบบมือถือปัจจุบันก็ทำได้ หรือแม้แต่หากต้องการให้เป็นแบบการประชุมทางการ ก็สามารถใช้ระบบซูมหรือระบบประชุมทางไกลอื่นๆ ที่ทุกวันนี้ขนาดอยู่คนละประเทศยังทำได้ และแอปเตอร์ก็ใช้อยู่เป็นประจำ ถือว่าสะดวกจริงๆ


บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่เพื่อนผมทำอยู่ตอนแรกก็จะใช้วิธี WFH แบบชั่วคราว แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มประกาศให้ใช้แบบถาวร โดยพนักงานเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศจริงๆ เพียงสัปดาห์ละ 2 วันเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเห็นว่าบริษัทสามารถลดรายจ่ายที่เคยเกิดขึ้นตามปกติลงได้มากอย่างเห็นได้ชัด ผมว่าระบบนี้ต่อไปก็คงจะเป็นไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น แต่ก็ไม่แน่ใจว่า สำหรับในระบบราชการจะเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในอนาคตเมื่อวิกฤติโควิดหมดไปหรือไม่อย่างไร เนื่องจากการทำงานราชการโดยส่วนใหญ่เป็นการบริการประชาชน คือ มีประชาชนต้องเข้ามาพบปะเจ้าหน้าที่เกือบตลอดเวลา ดังนั้น สถานที่ทำงานจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะต้องมีพร้อมกับเจ้าหน้าที่ เว้นแต่งานบางลักษณะที่ไม่ข้องเกี่ยวกับประชาชน ก็อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องมาอยู่ที่ทำงานก็ได้ เช่น งานศึกษาวิจัย งานวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่นโยบายของทางราชการ ส่วนของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็คงจะต้องปรับตามระบบราชการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร อันเป็นที่ตั้งของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

[email protected]

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top