เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 สำนักเลขานุการแอปเตอร์มีภารกิจที่ต้องนำเสนอผลการดำเนินงานของแอปเตอร์ในรอบปีต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการเกษตรและป่าไม้ของประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสามหรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า SSOM AMAF+3 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 20 มีประเทศเจ้าภาพ คือ กัมพูชา โดยหากเป็นเหตุการณ์ปกติ เราคงต้องบินไปประชุมกันที่ประเทศเจ้าภาพ น่าจะไม่พ้นแถวจังหวัดเสียมเรียบอันโด่งดัง แต่ทว่าตอนนี้เราต้องนั่งประชุมกันที่บ้านใครบ้านมันผ่านทางจอวีดีโอ ซึ่งปีนี้ทั้งปีรวมกับปีที่แล้วหลังมีนาคมเป็นต้นมา เราก็ใช้วิธีการประชุมแบบนี้มาตลอด ดังที่ผมเขียนทุกครั้งจนไม่อยากจะเอ่ยถึงอีก คือมันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ไวรัสโควิดตัวร้ายทำให้ความเป็นเพื่อนใกล้ชิดของชาวอาเซียน รวมทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต้องออกห่างกันไป ผมว่าบรรยากาศเดิมที่เคยใกล้ชิดผูกพันกันก่อให้เกิดความกระชับแน่นแฟ้นระหว่างบรรดาสมาชิกกลุ่มได้ดีกว่าเยอะเลย แม้ว่าการประชุมแบบเทเลคอนเฟอเรนซ์จะมีข้อดีตรงที่ประหยัดรายจ่าย แต่ก็ต้องชดเชยด้วยการสูญเสียบรรยากาศของความเป็นมิตรใกล้ชิดประสานความสัมพันธ์กันอย่างไม่คุ้มค่าเลยทีเดียว
ผมต้องนำเสนอผลการดำเนินงานของแอปเตอร์ต่อที่ประชุมข้างต้น โดยเขากำหนดให้นำเสนอเพียง 10 นาที ซึ่งหมายความว่าผมอาจต้องเล่าเรื่องต่างๆ ให้เสร็จภายใน 7-8 นาที และเหลือเวลาสำหรับคำถามอีกนิด ซึ่งเป็นเวลาที่จำกัดเสียเหลือเกินกับผลงานที่ทำทั้งปี ขนาดผมเตรียมไปซ้อมแล้วปรากฏว่า 10 นาที ผมยังพูดไปไม่ถึงครึ่งของสไลด์ทั้งหมดเลย ต้องมาเตรียมปรับการพูดใหม่ให้สั้นเข้ากว่าเดิม เราใช้ห้องประชุมแอปเตอร์ที่แสนจะหรูหราสวยงามและเพิ่งทำเสร็จใหม่เอี่ยม โดยการอนุเคราะห์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ 3-4 คน ร่วมสนับสนุนข้อมูล ในวันนั้นเวลาที่นำเสนอจริงกำหนดไว้ 11.00-11.10 น. แต่กว่าจะเสนอได้จริงเล่นเอาเกือบ 12.00 น. เนื่องจากการนำเสนอและซักถามในลำดับก่อนคงยืดเยื้อไม่ทันจบภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นเรื่องปกติ พอถึงเวลาเรา ทางฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตาจึงให้สัญญาณเชื่อมต่อเข้าไปในที่ประชุม
ผมก็เริ่มต้นนำเสนอโดยกล่าวย่อๆ ถึงองค์กรแอปเตอร์ก่อนว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ทำอะไร เพราะทุกครั้งอาจมีเจ้าหน้าที่ผู้แทนรัฐบาลคนใหม่มาประชุม จากนั้นก็ได้เล่าถึงงานที่ทำ เริ่มจากการดำเนินการช่วยเหลือด้านข้าวของแอปเตอร์ซึ่งจัดเป็นโปรแกรมหรือกิจกรรมหลัก ประกอบด้วยเทียร์ 1 ที่บอกว่าเรากำลังมีการเจรจาของคู่สัญญาเดิม คือ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ที่จะต่อสัญญาซื้อขายข้าวเทียร์ 1 ออกไปอีก 3 ปี อย่างที่ผมได้เขียนไว้ในบทก่อน ต่อจากนั้นก็พูดถึง เทียร์ 3 ที่มีเนื้อหามาก เพราะต้องกล่าวถึงประเทศผู้ให้ ในที่นี้มี 2 ประเทศคล้ายเดิม ได้แก่ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และประเทศผู้รับ ได้แก่ กัมพูชา เมียนมาและฟิลิปปินส์ และจำนวนข้าวที่บริจาคในแต่ละประเทศ ตลอดจนข้อมูลว่าได้แจกจ่ายไปช่วยเหลือประชาชนประสบภัยอะไร ที่จังหวัดหรือพื้นที่ใดจำนวนเท่าไหร่ คนกี่คน อย่างนี้เป็นต้น รวมความแล้ว ปี 2020 แอปเตอร์มีการช่วยเหลือประเทศผู้ประสบภัยทั้ง 3 ประเทศที่กล่าวด้วยข้าวสาร รวมทั้งสิ้น 5,029 ตัน ทั้งนี้นับรวมทั้งข้าวสำเร็จรูปที่เคยเล่าไปแล้วที่ทางญี่ปุ่นได้นำมาเสนอเป็นความริเริ่มใหม่ จำนวน 4 ตัน ดูไม่มาก แต่นับถุงบรรจุได้ถึง 40,000 ถุง สามารถนำไปบริโภคได้ 40,000 คน และหากจะคิดคำนวณราคาแล้วน่าจะแพงกว่าบริจาคเป็นข้าวสารอย่างเดียวครับ
ชาญพิทยา ฉิมพาลี
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี