วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงฯ หรือ ACSC เปิดโผ 3 อันดับโกงทางไซเบอร์ พบเหยื่อเป็นเพศหญิงมากกว่าชาย อยู่ในวัยทำงานสูงสุด รับแจ้งผ่านทางออนไลน์กว่า 6.7 พันคดี มูลค่าเสียหายกว่า 429 ล้านบาท
วันนี้ (23 ก.พ.) พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร.รอง ผอ.ศูนย์ฯ เปิดเผยสถิติคดีการฉ้อโกงทางออนไลน์ และความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดและช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 15-21 ก.พ.2569 โดยคดีที่รับแจ้งผ่านทาง Thaipoliceonline รวม 6,736 คดี มูลค่าความเสียหาย 429,349,191 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 8-14 ก.พ.2569 รวม 551 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 70,673,521 บาท
ทั้งนี้ ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมดีขึ้นอย่างชัดเจน ถือเป็นสัปดาห์ที่สถิติดีขึ้น หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้ง อันดับ 1 ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีมากถึง 70.13 % ครองสัดส่วนสูงสุด สะท้อนว่าเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน โดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงมากนัก แต่ยังเป็นภัยคุกคามในวงกว้าง ขณะที่อันดับ 2 คือการหลอกให้โอนเงินจากการหารายได้พิเศษ และอันดับ 3 เป็นการข่มขู่ทางโทรศัพท์ เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้ว
ขณะเดียวกัน หากเปรียบเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหาย พบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลง โดยครั้งนี้การหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ กลับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ความเสียหายพุ่งจาก 93 ล้านบาท เป็น 123 ล้านบาท อันดับ 2 คือการหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ และอันดับ 3 คือการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ ACSC ขอเตือนภัยประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนทุกประเภท โดยตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้ 1.ตรวจสอบผ่านแอปฯ SEC Check First ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้ พบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ” มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้ รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง
2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100 % เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อยๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ 100% เช่นกัน หากพบความผิดปกติควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก
3.ระวังแอปพลิเคชั่นปลอม โดยมิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชั่นปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปฯ ทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้นการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป ที่สำคัญขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอปฯ SEC Check First ให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติ หรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจเพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาทีอาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมากได้
ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในห้วงวันที่ 15-21 ก.พ.2569 พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน และหากวิเคราะห์ตามช่วงอายุ พบว่ากลุ่มอายุ 31-40 ปี เป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี ซึ่งมากกว่ากลุ่มอายุ 41-50 ปี เพียง 1 รายเท่านั้น และอันดับ 3 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ คือกลุ่มอายุ 18-25 ปี
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกับทุกภาคส่วน ประกอบกับให้ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบ พร้อมช่วยเหลือเหยื่อได้ทันท่วงที โดยเป็นการตรวจสอบทั้งหมด 24 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีมิจฉาชีพ ได้ทั้งหมด 25 ราย คิดเป็นเงินกว่า 4,543,100 บาท และสามารถจับกุมได้ 1 คดี
สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจ และมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่ เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่วอร์รูม ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นชายวัย 82 ปี หลังจากตรวจพบการโอนเงินไปยังบัญชีม้า โดยพบว่าผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์แอบอ้างเป็นพนักงานธนาคาร อ้างว่าเงินในบัญชีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ก่อนโอนสายให้พูดคุยกับบุคคลที่แอบอ้างเป็นตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกให้โอนเงินไปตรวจสอบอ้างว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดี ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินรวม 7 ครั้ง มูลค่าความเสียหายประมาณ 2.6 ล้านบาท ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้แจ้งความออนไลน์ผ่านสายด่วน 1441 รวบรวมพยานหลักฐานเข้าพบพนักงานสอบสวน ที่ศูนย์รับแจ้งความและบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตำรวจภูธร จ.นนทบุรี เพื่อดำเนินคดีต่อไป
เช่นเดียวกับเคสที่ 2 เจ้าหน้าที่วอร์รูม ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สน.ประชาชื่น เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 20 ปี ภายหลังพบว่าโอนเงินไปยังบัญชีม้า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์แอบอ้างเป็นพนักงานธนาคาร แจ้งว่าผู้เสียหายเปิดบัญชีและมีผู้มาแจ้งความดำเนินคดี ก่อนโอนสายไปยังตำรวจปลอม หลอกว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ให้โอนเงินไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปยังบัญชีมิจฉาชีพ มูลค่าความเสียหายรวม 4,630,372 บาท
เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่วอร์รูม ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.เมืองภูเก็ต ช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 63 ปี หลังจากพบว่ากำลังโอนเงินไปยังบัญชีม้า มูลค่าความเสียหายกว่า 2,962,500 บาท ซึ่งเมื่อไปถึงบ้านผู้เสียหาย ทราบว่าก่อนหน้านั้นมีคนร้ายโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าฯ แจ้งว่าจะมาเปลี่ยนหม้อแปลงและคืนเงินค่าประกัน ก่อนจะล่อลวงให้เข้าแอปฯ ธนาคาร ทำทีบอกขั้นตอนต่างๆ แต่ที่จริงแล้วคือการเปลี่ยนจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นก็ให้ทำตามขั้นตอนที่คนร้ายบอก ซึ่งผู้เสียหายเพิ่งจะรู้ตัวภายหลัง ว่าเป็นการโอนเงินจากบัญชีตนเองไปยังบัญชีคนร้าย โดยตำรวจได้อธิบายกลโกงมิจฉาชีพในลักษณะดังกล่าว ก่อนจะแนะนำให้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีต่อไป
015
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี