ภาษีบาป กับ องค์กรเฉพาะกิจและกองทุน

ภาษีบาป เป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึง และวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากในสังคม
ภาษีบาป ในที่นี้หมายถึง เงินนอกงบประมาณ หรือเงินภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น สุราและยาสูบ และนำมาจัดสรรให้แก่ องค์กรเฉพาะกิจและกองทุน 4 แห่ง
องค์กรเฉพาะกิจและกองทุน 4 แห่ง คือ 1) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินงานส่งเสริมและป้องกันสุขภาพ ลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ลดการบริโภคสุราและยาสูบ 2) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส-Thai PBS) สถานีโทรทัศน์สาธารณะที่ดำเนินการโดยอิสระจากทุนและรัฐบาล 3) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) หน่วยงานที่สนับสนุนและพัฒนากีฬาของชาติและนักกีฬา 4) กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนที่ใช้ช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
ปัจจุบันองค์กรเฉพาะกิจและกองทุน 4 แห่งนี้ ได้รับการจัดสรร เงินจากการเรียกเก็บเงินบำรุงเพิ่มเติม 2% จากอุตสาหกรรม สุราและยาสูบ มีมูลค่ารวมกันกว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี โดยไม่ได้รับการจัดสรรเงินจากงบประมาณแผ่นดิน
หลักการทำงานขององค์กรเฉพาะกิจและกองทุน 4 แห่งนี้ ถือว่า ต้องมีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน และจะไม่ถูกก้าวก่ายหรือแทรกแซงจากหน่วยงานทางราชการ
เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลได้มีความเห็นว่า องค์กรเฉพาะกิจและกองทุน 4 แห่งนี้ ไม่ควรจะได้รับการจัดสรรเงินสนับสนุนจากภาษีบาป แต่ควรที่จะได้รับการจัดสรรเงินจากงบประมาณแผ่นดินที่จะจัดทำโดยรัฐบาลแทน
หลายเรื่องที่สาธารณชนไม่เคยรับทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับองค์กรเฉพาะกิจและกองทุนมาก่อน เช่น กรณีสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ได้รับเงินจัดสรรถึงปีละ 2,000 ล้านบาท แต่ได้ใช้จ่ายในลักษณะค่อนข้างสุรุ่ยสุร่าย กับการจ้างที่ปรึกษาในเงินเดือนที่สูงมากระดับแสนบาท, การจัดจ้างผู้ดำเนินการรายการ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในอัตราที่สูงและมีลักษณะที่ไม่โปร่งใสเท่าที่ควร, การจ้างบุคคลภายนอกในการจัดทำรายการ ในอัตราที่สูงและมี ลักษณะที่ไม่โปร่งใส ทั้งที่สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวมีพนักงานประจำอยู่ถึง 1,200-1,300 คน แต่ไม่เลือกจ้างบุคคลที่มีความรู้ความสามารถซึ่งทำงานประจำภายในให้ปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งผู้บริหารซึ่งเป็นตัวแทนของสถานีโทรทัศน์ไม่ได้ชี้แจงให้เป็นที่ชัดเจน หรือตอบข้อสงสัยของสังคม
ในส่วนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่ผ่านมาว่า ได้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรจริงหรือไม่ กองทุนได้ดำเนินงานที่ผ่านมานานถึง 25 ปี ที่ใช้เงินไปแล้ว 80,000 ล้านบาท โดยได้รับเงินปีละกว่า 4,000 ล้านบาท แต่จากการสำรวจสุขภาพประชากรไทย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-พ.ศ. 2568) สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่คนไทยมีภาวะน้ำหนักตัวเกิน โรคอ้วน โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ, การลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ในขณะที่บุหรี่ไฟฟ้ากลับเพิ่มมากขึ้น, การดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้น
แม้ท่าทีของรัฐบาลจะแสดงว่า การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินโดยรัฐบาลเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่องค์กรเฉพาะกิจและกองทุน 4 แห่งนี้ จะทำให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรและกองทุนดีขึ้น
แต่สังคมยังตั้งข้อสงสัยว่า เจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐบาล จะเข้ามาควบคุมและแทรกแซงการดำเนินงานขององค์กรเฉพาะกิจและกองทุน 4 แห่งนี้ โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส หรือไม่ อย่างไร เพราะที่ผ่านมาดูเหมือนสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ได้นำเสนอข่าวและสาระในลักษณะที่ไม่ได้สนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ และยังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์และท้วงติงตามสมควร
การที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส มีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการและการใช้จ่ายเงินภายใน องค์กร ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการแก้ไข และให้คนกลางเข้าตรวจสอบ
ข้อเสนอซึ่งเป็นแนวทางในการ การแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแม่บทและกลไกสำคัญ 3 ฉบับ โดยรัฐบาล คือพระราชบัญญัติ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 (มาตรา 11) และกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานอื่นๆ ที่บทบัญญัติฉบับเดิมกำหนดให้สิทธิกองทุนและองค์กรสาธารณะในการจัดเก็บเงินบำรุงเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบโดยตรง ทำให้เงินไหลเข้ากองทุนทันทีโดยไม่ต้องผ่าน พระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ โดยเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติที่ให้จัดเก็บเงินบำรุงแบบส่งตรง เพื่อดึงเม็ดเงินทั้งหมดกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินรายจ่ายประจำปี
พระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยกฎหมายฉบับนี้เป็นกรอบหลักที่ภาครัฐใช้เป็นเหตุผลในการจัดระเบียบรายได้แผ่นดิน โดยพยายามควบคุมไม่ให้เกิดการกระจายตัวของ “รายได้นอกงบประมาณ” ที่ไม่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและรักษาเสถียรภาพทางการคลัง
พระราชบัญญัติ ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และกลไกที่กำหนดในกฎกระทรวง เพื่อตอบข้อกังวลของสังคมว่า การยกเลิกเงินที่ได้รับโดยตรง หรือ On-top จะเป็นการ”เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเอกชน” เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องจ่ายเงิน 2% นั้นอีกต่อไป ประเด็นนี้ อธิบดีกรมสรรพสามิตได้ยืนยันว่า รัฐบาลมีแผนรองรับโดยการออก “ร่างกฎกระทรวง” ตาม พระราชบัญญัติ ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตปกติขึ้นมาชดเชยในสัดส่วนที่เท่ากันพอดี ส่งผลให้ผู้ประกอบการสุราและยาสูบยังคงต้องแบกรับภาระภาษีในอัตราเดิมเท่าเดิม เพียงแต่เปลี่ยนสถานะจากเงินบำรุงพิเศษให้กลายเป็น “รายได้ภาษีที่เข้าคลังแผ่นดินโดยตรง” แทน จากนั้นหน่วยงานต่างๆ จึงค่อยทำคำของบประมาณรายปีเข้ามาตามระบบปกติ
แม้แนวทางของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาเงินสนับสนุนองค์กรเฉพาะกิจและกองทุน 4 แห่ง ดูเหมือนมีเจตนาที่ดี แต่สังคมต้องจับตามองว่า มีเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์อย่างอื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่ และการดำเนินการปัจจุบัน แม้จะมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบ เราควรเป็นเรื่องที่แก้ไขและปรับปรุงกันต่อไป เพื่อรักษาความเป็นกลางขององค์กร เฉพาะกิจและกองทุน
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
Twitter : @RujiraBunnag

