รับมือผลกระทบลงทุน Data Center ในไทย

Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้บริการดิจิทัลในชีวิตประจำวันสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เอื้อให้กิจการที่เกี่ยวข้องมีการผลิต การจ้างงาน การค้าขายขยายตัวไปอีกมาก
ถ้าเราปฏิเสธทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน Data Center สุดท้าย เราก็จะต้องพึ่งทุนของรัฐลงทุนเองอยู่ดี
สิ่งที่ถูกต้อง คือ การวางแนวทางรับมือผลกระทบการลงทุน Data Center ในไทย
โดยกำหนดเงื่อนไข แนวทาง มาตรการ เพื่อบังคับหรือจูงใจให้การลงทุนนั้น ดำเนินการให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศเรามากที่สุด และกำกับ ควบคุม ดูแลผลกระทบให้ดีที่สุด
1. “ดาต้าเซ็นเตอร์” ไม่ใช่ของเหลือเดนโซเชียลบางส่วน ปั่นกระแสต่อต้าน ไปจนถึงขนาดขับไล่การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย
ทำราวกับว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นของเหลือเดน
ความจริง ไม่ใช่แบบนั้น
“คุณจรีพร จารุกรสกุล” ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA Group ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์กับ Brand Inside บางส่วนน่าสนใจมาก ระบุว่า
“ดาต้าเซ็นเตอร์” เป็นมากกว่าสถานที่เก็บข้อมูล
...ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เป็นแค่สถานที่เก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล
...เมื่อหลายปีก่อน เคยพูดว่าไทยจะเป็น “ฮับดาต้าเซ็นเตอร์” แต่ตอนนั้นหลายคนมองว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ที่ “สิงคโปร์” และ “มาเลเซีย” เป็นหลัก
...ขณะที่ก่อนหน้านั้น เธอก็เคยถูกมองว่า ไทยไม่มีทางดึง PCB หรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาได้ แต่สุดท้ายการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยก็เติบโตขึ้น
...เราพยายามดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาไทยตั้งแต่ปี 2556 แต่ในเวลานั้นยังติดหลายปัจจัย ทั้งความไม่มั่นใจของต่างชาติ ประเด็นเรื่องต้นทุน และปัญหาเกี่ยวกับสายเคเบิลใต้น้ำ ขณะที่ตอนนั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ “สิงคโปร์” ด้วย
แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ดาต้าเซ็นเตอร์มีความจำเป็น สาเหตุคือ AI ไม่ได้ลอยอยู่บนอากาศ ต้องทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน และเมื่อมีเรื่องอธิปไตยทาง AI เข้ามาเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความปลอดภัย และข้อมูลของแต่ละประเทศ ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ก็ยิ่งจำเป็น
...พอพี่เห็น AI มาพี่ก็รู้เลยว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องมา
...จากนั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิม แต่กำลังกลายเป็น “ไฮเปอร์ดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อรองรับคลาวด์ และ AI
...สำหรับ “จรีพร” การมองดาต้าเซ็นเตอร์แค่เรื่องกินน้ำ กินไฟ หรือจ้างคนมากน้อยแค่ไหน ทำให้เห็นภาพไม่ครบ เพราะโครงสร้างพื้นฐาน คือ สิ่งที่ “อยู่นาน” เป็น “สะพาน” ที่สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจและอาชีพใหม่ๆ และยังเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีด้วย...”
2. ในช่วงปี 2567–2569 มีโครงการ Data Center ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอย่างมาก โดยเฉพาะความสนใจในกลุ่ม Data Center
นักลงทุนในปัจจุบัน จะมีกลุ่มทุนจากจีนและสิงคโปร์ เข้ามาอย่างโดดเด่นมากขึ้น เนื่องจากโครงการ Data Center แต่ละโครงการมีมูลค่าสูงระดับหมื่นล้านบาท
ส่วนกลุ่มญี่ปุ่นแม้มูลค่ารวมอาจดูน้อยกว่าจีนและสิงคโปร์ เนื่องจากแต่ละโครงการมีขนาดประมาณ 500 – 1,000 ล้านบาท แต่ญี่ปุ่นยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5% ต่อปี และยังคงรักษาฐานการผลิตเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น
“..แต่สิ่งที่ต้องโฟกัส คือ นักลงทุนจะเริ่มลงเงินลงทุนจริงก็ต่อเมื่อมีความมั่นใจในเรื่องสาธารณูปโภคที่เพียงพอรองรับการใช้งาน
อีอีซีเองก็มีการเตรียมพร้อมด้านสาธารณูปโภคและความยั่งยืน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของ Data Center หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งบริหารจัดการทรัพยากรหลัก 2 ด้าน ได้แก่
1. ทรัพยากรน้ำ แม้น้ำจะไม่ได้เป็นปัจจัยการผลิตหลัก แต่มีความจำเป็นอย่างมากในระบบหล่อเย็น ซึ่งระหว่างทางก็จะทำให้น้ำระเหยหายไปตลอดเวลา ปัจจุบันมีโครงการทดลองในพื้นที่อีอีซีที่จะนำน้ำเสียจากชุมชนมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลเพื่อส่งให้ Data Center ใช้

และ 2. พลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันไฟฟ้าจากภาครัฐ (กฟภ. และ กฟผ.) อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจะมีการพิจารณาอนุญาตให้เอกชนสามารถขายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการ Data Center ได้โดยตรง ผ่านเงื่อนไข Direct PPA
ภาครัฐมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดผ่านระบบ Direct PPA เพื่อให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดเร็วขึ้น โดยมองว่า Data Center จะเป็นตัวช่วยดึงอุปสงค์ เพื่อให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกกิจกรรมในอนาคตที่ต้องปรับเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้ามากขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีชั้นสูง” -นายจุฬากล่าว
3. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยได้ระงับการส่งเสริมการลงทุน Data Center ไประยะหนึ่ง และได้มีการกำหนดเงื่อนไข เพื่อให้การเข้ามาลงทุนธุรกิจดังกล่าวในประเทศ เป็นการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ เป็นต้น
“ที่ผ่านมา เราพยายามดูข้อมูลที่หลากหลาย คุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สทนช. ที่ดูเรื่องสมดุลน้ำ คุยกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ดูผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดเงื่อนไขทำให้ธุรกิจ Data Center ไม่กระทบกับภาคธุรกิจในประเทศมากนัก และมีวิธีการลดผลกระทบลงได้
...การจะเข้ามาลงทุน Data Center ต้องสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยด้วย ไม่ใช่แค่เกิดประโยชน์ในช่วงแรกที่เริ่มก่อสร้างเท่านั้น แต่หลังจากดำเนินการแล้วเสร็จ จะต้องสามารถสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วย” - เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุ
นายดนุชา ระบุว่า ได้ทำเรื่องเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ไปแล้ว ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามแต่งตั้งได้ในเร็วๆ นี้ โดยคณะกรรมการฯ ชุดนี้ จะเข้ามาทำหน้าที่พิจารณาหลักเกณฑ์ที่จะมาใช้กำกับการลงทุน Data Center ในไทย เพื่อให้เกิดการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ธุรกิจ Data Center ใช้น้ำ-ไฟฟ้าค่อนข้างสูง ขณะเดียวกัน ธุรกิจ Data Center ไม่ได้มาขออนุญาตจาก BOI เพียงแห่งเดียว เพราะบางอย่าง เขาก็ไม่ได้ต้องการขอรับส่งเสริมการลงทุน ทำให้สามารถไปขอใบอนญาตจากหน่วยงานอื่นได้ เช่น ขอใบอนุญาตให้บริการด้านดิจิทัล จาก กสทช. แต่ที่สำคัญคงต้องมาดูมาตรการที่จะช่วยลดผลกระทบในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องน้ำในภาคครัวเรือน ส่วนเรื่องไฟฟ้า การแก้ปัญหาไม่ยาก แต่เรื่องน้ำ เป็นปัญหาใหญ่เพราะกระทบหลายภาคส่วน ทั้งภาคครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำ ดังนั้นต้องดูหลายมุม
4. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานพิเศษที่น่าสนใจ เรื่อง Data Center: เครื่องยนต์เศรษฐกิจดิจิทัล กับโจทย์การพัฒนาของไทย
มองว่า การลงทุน Data Center มาพร้อมกับโจทย์สำคัญ เช่น 1.การใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2.ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศอาจมีจำกัด 3.การกำกับดูแลให้การลงทุนเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างประโยชน์ในประเทศ
สภาพัฒน์ ระบุว่า การส่งเสริมการลงทุนด้าน Data Center ของไทย มีข้อควรคำนึงถึง ดังนี้
“1. การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไทย
เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์สารสนเทศสำคัญ เช่น ชิปประมวลผล ขณะที่ผู้ประกอบการไทยที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่อยู่ในงานก่อสร้าง การพัฒนาที่ดิน และสาธารณูปโภค
2. กติกาการกำกับดูแล Data Center
เนื่องจากไทยยังไม่มีหน่วยงานหลักที่ดูแลโครงการในภาพรวม และขาดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎหมายที่ครอบคลุมลักษณะเฉพาะของ Data Center แม้ภาครัฐจะเริ่มวางกลไกรองรับการลงทุน Data Center โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ และดำเนินโครงการนําร่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct Power Purchase Agreement) แต่รายละเอียดของหลักเกณฑ์ วิธีการประเมิน และกลไกการบังคับใช้ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา”
4. สภาพัฒน์ ชี้ว่า เพื่อให้การขยายตัวของ Data Center สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศไทย
ควรจะต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้
“1. เร่งพัฒนาระบบกำกับดูแล Data Center โดยจัดให้มีหน่วยงานหลัก ประสานงานและติดตามโครงการ รวมทั้งนำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) มาใช้ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของ Data Center
2. สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าของ Data Center กำหนดสัดส่วนการใช้สินค้า บริการ และแรงงานภายในประเทศ สนับสนุนการจับคู่ธุรกิจ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ และพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม
3. เปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการวางแผนและพิจารณาโครงการพร้อมกำหนดกลไกติดตามผลกระทบและมาตรการเยียวยา
4. ส่งเสริมการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน และนำเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมาใช้รวมทั้งกำหนดเป้าหมายการใช้พลังงาน และน้ำที่ชัดเจน”
6. ล่าสุด ครม. นายกฯ อนุทิน เห็นชอบร่างระเบียบเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center)

ประเด็นสาระสำคัญ ระบุว่า รัฐบาลจัดวางกลไกให้การลงทุน Data Center สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมยกระดับการคัดกรองโครงการผ่านกรอบพิจารณา 4 มิติ ทั้งประโยชน์ต่อประเทศ ความพร้อมด้านพลังงานและน้ำ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การลงทุนเติบโตควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม
จะวางกรอบกำหนด “ประโยชน์ต่อประเทศไทย” ทั้งการจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย ตลอดจนการเชื่อมโยง SMEs และผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้การลงทุน Data Center เป็นฐานต่อยอดระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปิดโอกาสให้ธุรกิจไทย สตาร์ทอัพ และมหาวิทยาลัยเข้าถึงบริการคลาวด์ กำลังประมวลผล และเครื่องมือ AI มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศไทย โดยไทยมีฐานการผลิตสำคัญอยู่แล้ว ทั้งฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และระบบทำความเย็น
ด้านไฟฟ้า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบให้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data Center เพื่อให้อัตราค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนการให้บริการ พร้อมกำหนดหลักประกันการขอใช้ไฟฟ้าเพื่อคัดกรองโครงการที่มีความพร้อม
ด้านน้ำ อยู่ระหว่างศึกษาทั้งอัตราค่าน้ำสำหรับผู้ใช้รายใหญ่ การส่งเสริมระบบหล่อเย็นที่ใช้น้ำน้อย และมาตรการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง
ด้านสิ่งแวดล้อม จะพิจารณาครอบคลุมทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดินและผังเมือง การป้องกันอัคคีภัย การจัดการความร้อนและเสียง ตลอดจนผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ
ประเด็นที่ต้องวางมาตรการกำกับดูแลให้ชัดเจนเข้มงวดยิ่งขึ้น คือ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เริ่มก่อสร้างแล้วในบริเวณกลางเมือง โดยเฉพาะกลางเมืองหลวง กทม. หลายพื้นที่
ซึ่งปัญหานี้ ไม่ได้มีเฉพาะในเมืองไทย แม้แต่ในสหรัฐ หรือญี่ปุ่นก็เจอเช่นกัน
อย่างในภาพนี้ คือ โครงการก่อสร้าง Data Center กลางกรุงโตเกียว ติด landmark อย่าง Tokyo Tower
สารส้ม

