คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

วิกฤต‘เด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์’ เมื่อไทยอาจสูญพันธุ์
1. สถิติที่น่าตกใจ : เมื่อคนตายมากกว่าคนเกิด และคนพร้อมไม่อยากมีลูก
หากย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2513 ประเทศไทยเคยมีเด็กเกิดใหม่สูงถึง 1.2 ล้านคนต่อปี โดยมีคนเสียชีวิต
เพียงราว 2 แสนกว่าคนต่อปีเท่านั้น
ประเทศในยุคนั้นเต็มไปด้วยพลังของวัยเยาว์และกำลังแรงงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ทว่าใน ปี พ.ศ. 2569 ภาพเหล่านั้นได้ล่มสลายลงโดยสิ้นเชิง :
● เด็กเกิดใหม่ร่วงลงเหลือเพียง 4 แสนคนต่อปี(ลดลงถึง 3 เท่า!)
● ผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นถึง 5.7 แสนคนต่อปี
● ประชากรไทยลดลง สะสมปีละเกือบ 2 แสนคนและเป็นการตายมากกว่าเกิดต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 5
● ผู้สูงอายุมีสัดส่วนสูงมากถึง 30% ของประชากรประเทศ คนไทยอายุยืนขึ้นเกือบ 20 ปี (จากอายุเฉลี่ย 59 ปี ในปี 2513 เป็น 77 ปี ในปี 2569)
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ “ความเหลื่อมล้ำเชิงประชากร”
● คนพร้อมไม่ท้อง : ชนชั้นกลางและคนที่มีศักยภาพทางการเงินปฏิเสธการมีลูก เพราะมองเห็นต้นทุนชีวิตและค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กเชิงคุณภาพที่สูงลิ่ว
● คนท้องไม่พร้อม : กลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงระบบวางแผนครอบครัว เพศศึกษา และสวัสดิการ กลับกลายเป็นกลุ่มหลักที่มีลูก
● ส่งผลให้เกิด “ความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น” (Intergenerational Poverty)ที่เด็กเกิดมาพร้อมความบกพร่องทางโอกาสตั้งแต่วันแรก
2. ทำไมคนรุ่นใหม่จึงปฏิเสธการมีลูก? (วิเคราะห์สาเหตุเชิงโครงสร้าง)
1.วัยเจริญพันธุ์ที่สั้นลงของผู้หญิง : ผู้หญิงยุคใหม่เรียนสูงขึ้น มีอาชีพการงานที่ดี กว่าจะสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ก็อายุ 30-40 ปี ทำให้ช่วงเวลาที่จะมีลูกได้อย่างปลอดภัยเหลือสั้นลง
2.เมืองที่ไม่น่าอยู่ และไร้ความสุข : ค่าครองชีพพุ่งสูง การจราจรติดขัด มลพิษ PM2.5 และสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ลำพังแค่ดูแลตัวเองให้อยู่รอดอย่างมีความสุขในแต่ละวันยังยาก การนำอีกหนึ่งชีวิตมาเผชิญความเสี่ยงจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่รับผิดชอบ จึงมีผู้รู้บอกว่า “เมืองที่น่าอยู่ จะเห็นคนท้องมาก” ขึ้น
3.ภาระที่ไม่เท่าเทียม (Unequal Burden) : สังคมยังคาดหวังให้ผู้หญิงรับภาระงานบ้านและการเลี้ยงลูกเป็นหลัก แม้พวกเธอจะทำงานนอกบ้านหาเงินได้เท่ากับผู้ชายก็ตาม เมื่อไม่มีคู่ชีวิตที่ช่วยแบ่งเบาภาระอย่างจริงจัง ผู้หญิงยุคใหม่จึงเลือก “ไม่มีลูก” เพื่อรักษาอนาคตของตัวเอง
4.ภาพจำครอบครัวที่บาดเจ็บ : คนรุ่นใหม่จำนวนมากเติบโตมาใน “ครอบครัวแหว่งกลาง” ที่พ่อแม่
ต้องทิ้งไปทำงานต่างถิ่นและให้อยู่กับปู่ย่า ตายาย พวกเขาจึงไม่เคยสัมผัสความสุขของครอบครัวสมบูรณ์ที่พร้อมหน้าและมองว่าการมีลูกคือ “ภาระและความเหน็ดเหนื่อย”
5.นโยบายรัฐบาลที่ขัดแย้งและ “วัวหายแล้วล้อมคอก” : เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 600 บาท/เดือน
ที่แจกเฉพาะคนจน ไม่ได้ช่วยจูงใจให้ “คนพร้อม” อยากมีลูก เพราะไม่คุ้มกับค่าครองชีพจริง ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ช่วยอุ้มชู “คนไม่พร้อม” ให้ยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน

3. หากรัฐบาลยังไม่รีบแก้ไข ประเทศไทยจะเจอกับวิกฤตอะไร?
ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศไทยจะเผชิญกับ “มหันตภัย 3 ด้าน” ที่ยากเกินแก้ :
● เศรษฐกิจดิ่งเหว (Economic Collapse) : วัยแรงงานจะหายไปจากระบบมหาศาล ไม่มีคนจ่ายภาษี ไม่มีคนจ่ายสวัสดิการ ไม่มีคนขับเคลื่อนอุตสาหกรรม การลงทุนจากต่างชาติจะย้ายฐานหนีเพราะขาดแคลนแรงงาน
● ระบบสวัสดิการล้มละลาย (Welfare Bankruptcy) : เมื่อจำนวนผู้สูงอายุมีสัดส่วนที่สูงมากและต่างมีอายุยืนยาวขึ้น ประเทศจะเต็มไปด้วยผู้สูงอายุที่ไม่มีคนดูแล ในขณะที่กองทุนประกันสังคมและงบประมาณ
ระบบสาธารณสุขจะล้มละลาย เพราะจำนวนคนใช้สวัสดิการมีมากกว่าคนทำงานจ่ายภาษีหลายเท่า
● ความเหลื่อมล้ำดิ่งลึก : เด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่ไม่พร้อมจะขาดแคลนทั้งโภชนาการและการศึกษา กลายเป็นแรงงานทักษะต่ำ ส่งผลให้ศักยภาพการแข่งขันของประเทศพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
4. ถอดบทเรียนต่างชาติ : เขาทำอย่างไรให้คนอยากมีลูก?
5. ทางออกและข้อเสนอแนะที่รัฐบาลต้องทำทันที
1) รัฐบาลต้องแสดงความมุ่งมั่นเชิงนโยบาย (Immediate Policy Actions)
● เปลี่ยนเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดเป็น “ระบบถ้วนหน้า” (Universal Child Allowance) :
เลิกคัดกรองความยากจน เพื่อส่งสัญญาณว่าเด็กทุกคนคือ “สินทรัพย์ที่มีค่าของชาติ” และเพิ่มวงเงินให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง
● ออกกฎหมายขยายวันลา และบังคับโควตาสำหรับพ่อ : บังคับให้พ่อต้องมีวันลาเลี้ยงลูกโดยได้รับค่าจ้าง เพื่อเปลี่ยนค่านิยมสังคมให้ผู้ชายเข้ามามีบทบาทร่วมอย่างจริงจัง
● สร้างศูนย์ดูแลเด็กเล็กปฐมวัย (0-3 ปี) ฟรีและมีมาตรฐาน : กระจายอยู่ใกล้ชุมชนและที่ทำงาน เปิด-ปิดสอดคล้องกับเวลาทำงานจริง เพื่อให้ผู้หญิงไม่สูญเสียโอกาสทางอาชีพ (Career Path)
● มาตรการภาษีจูงใจคนพร้อม : ใช้ระบบลดหย่อนภาษีขั้นบันไดตามจำนวนบุตรแบบฝรั่งเศส เพื่อให้ชนชั้นกลางเห็นผลประโยชน์ทางการเงินที่คุ้มค่า
2) ครอบครัวและสถาบันสังคมต้องปรับเปลี่ยน
● ผู้ชายต้องเป็น “Co-parent” ไม่ใช่แค่ “ผู้ช่วย” : ผู้ชายต้องรับผิดชอบงานบ้านและการเลี้ยงลูกร่วมกันอย่างเท่าเทียม เพื่อให้ผู้หญิงรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจที่จะสร้างครอบครัว
● เอกชนต้องสร้าง Family-Friendly Workplace : สนับสนุนนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่น (Hybrid Work) และไม่ลงโทษทางอาชีพต่อพนักงานที่ต้องลาไปดูแลบุตร
บทสรุป : เด็กไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือ “สินทรัพย์รวมของชาติ”
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและสังคมไทยต้องเลิกมองว่าการมีลูกเป็นเพียง “เรื่องส่วนตัวของแต่ละครอบครัว” แต่ต้องมองว่า “เด็กทุกคนคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ” ที่รัฐและสังคมต้องร่วมกันลงทุน
หากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉยและปล่อยให้การมีลูกเป็นเรื่องของ “โชคชะตา ตามมีตามเกิด” ประเทศไทย
ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าจะไม่ใช่แค่สังคมสูงวัย... แต่จะเป็น “ประเทศที่ไร้อนาคตและกำลังจะสูญพันธุ์”
อย่างแท้จริง!
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

