วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
1. ทำไมราคาข้าวจึงตกในเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นมา?
1.1 สถานการณ์ผลผลิตในโลก
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผลผลิตของโลกมีปริมาณมากขึ้นกว่าปีก่อน ปริมาณข้าวสต๊อกทั่วโลกก็มีมากขึ้น
1.2 ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ตกต่ำอย่างมากไม่ว่าจะเป็น ข้าว ข้าวโพดมันสำปะหลัง ยางพารา น้ำมันดิบ เป็นต้น
ในช่วง 6-8 ปี พืชผลบางชนิดราคาลดลงกว่า 50%บางชนิดลดลงถึง 60%



พูดง่ายๆ ว่า ราคาเหลือน้อยกว่าครึ่ง
บางอย่างราคาเหลือ 1 ใน 3
ยิ่งกว่านั้น ราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงก่อนหน้านี้ ทำให้ประเทศที่มีรายได้จากน้ำมันมีกำลังซื้อลดลง เช่น ประเทศไนจีเรีย ทำให้ลดการบริโภคข้าวลง และหันไปบริโภคสินค้าอื่นแทน เช่น กล้วย มันสำปะหลัง เป็นต้น
โดยปกติ หากข้าวสาลี ข้าวโพด ราคาตกต่ำ เกษตรกรในประเทศต่างๆ ก็จะหันเอาที่ดิน แรงงาน และปัจจัยการผลิตมาปลูกข้าวมากขึ้น ในที่สุด ก็ทำให้ราคาข้าวตกตามไปด้วย
ราคาข้าวในตลาดโลกมีผลต่อราคาข้าวในประเทศโดยตรง เพราะถ้าราคาข้าวสารในโลกตกต่ำ แล้วราคาในประเทศไทยไม่ตก เราก็จะส่งออกไม่ได้ โลกไปซื้อข้าวที่อื่นหมด ข้าวที่เราผลิตก็จะสต๊อกล้นทะลัก
ตรงกันข้าม ถ้าราคาโลกสูงขึ้นราคาภายในไม่ขึ้น คนก็จะหันไปส่งออกมากมาย จนในที่สุด ราคาข้าวก็จะปรับไปในทิศทางสอดคล้องกัน โดยราคาข้าวสารต่างประเทศ เป็นตัวนำ สร้างราคาข้าวภายในประเทศ
ข้าวที่ค้าขายกันระหว่างประเทศนั้น จริงๆ มีเพียง 6% ของผลิตผลทั้งโลก ส่วนอีก 94% แต่ละประเทศปลูกไว้เพื่อบริโภคภายใน
เราส่งออกเป็นรายใหญ่ของโลก ใช่ว่าจะสามารถกำหนดราคาส่งออกต่างประเทศได้ ยอดส่งออกของเราอยู่ราวๆ 1 ใน 3 ของปริมาณข้าวที่ค้าขายกันอยู่ในโลก หรือคิดเป็น 2% ของผลิตผลข้าวทั้งโลก ซึ่งนิดเดียว เราจึงไม่มีอำนาจไปกำหนดราคาทั้งโลกได้ ถ้าราคาขึ้นมา แต่ละประเทศเพิ่มผลผลิตกันคนละนิด ปริมาณข้าวในตลาดโลกก็ท่วมแล้ว เราไม่ได้มีอำนาจเหนือตลาดต่างประเทศมากนัก ในยุครัฐบาลทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์กำหนดนโยบายข้าวผิดพลาด เสียหายร้ายแรง เพราะคิดว่า การรับซื้อข้าวแพงๆ เก็บไว้แล้วราคาจะขึ้น ปรากฏว่า ประเทศอื่นคว้าส่วนแบ่งตลาดของเราไปเกือบหมด
1.3 ช่วงต้นปี 2559 เรากังวลกันว่าจะเกิดความแห้งแล้ง น้ำจะไม่มี พยายามเลื่อนการปลูกข้าวออกไป
หลังจากนั้นประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เกิดฝนตก น้ำท่าดี มีการเพาะปลูกพร้อมๆ กัน ผลผลิตจึงออกมาพร้อมๆ กัน ทำให้เกิดปัญหา
ผลข้างเคียง คือ การแย่งแรงงาน เครื่องจักร เพื่อเก็บเกี่ยว
ยิ่งกลัวน้ำท่วม ยิ่งรีบเก็บเกี่ยว บางแห่งข้าวยังไม่สุกเต็มที่ เร่งขาย แถมมีความชื้น ราคายิ่งถูก
1.4 โรงสี
ถ้าจำได้ ช่วงต้นปี โรงสีเคยกักเก็บข้าวไว้ เคลื่อนไหวให้รัฐบาลลดดอกเบี้ยในการเก็บกักข้าวให้โรงสี
เพราะฉะนั้น โรงสีน่าจะมีสต๊อกข้าวเยอะ คงจะซื้อน้อย
อย่างไรก็ตาม โรงสีบางรายก็น่าจับตามอง เช่น รายหนึ่งที่จังหวัดสุพรรณบุรี
เป็นโรงสีใหญ่ ผันตัวมาเป็นผู้ส่งออก แถมยังชอบเล่นราคาข้าวด้วย
ปรากฏว่า สร้างความตื่นตระหนกให้ตลาด โดยไปขายข้าวหอมมะลิไม่กี่พันตัน ราคาต่ำมาก ราว 500 กว่าเหรียญ (ปกติ ข้าวหอมมะลิต้องราคา 700-900 เหรียญต่อตันข้าวสาร) เมื่อนำราคามาโค้ดต่ำมากวงการข้าว โดยเฉพาะผู้ส่งออกก็เกร็งไปหมด เกิดตื่นตระหนกในตลาดข้าว
ทราบว่า รายนี้ ชอบปั่นราคาในตลาด เก็งกำไร เช่น ทำสัญญาขายล่วงหน้า ทุบราคาข้าว ฟันกำไร เป็นต้น
นอกจากนี้ โรงสีหลายแห่งที่มีชนักติดหลังอยู่ เคยร่วมกับโครงการจำนำข้าว ก็ไม่กล้าซื้อข้าว เพราะมีการซื้อขายเดิมที่ถูกตรวจสอบค้างคาโกดังอยู่
2. มาตรการของรัฐบาล ช่วยยกราคาข้าวทั่วไปให้สูงขึ้นได้ไหม?
มาตรการด้านการตลาดที่ออกมานั้น ไม่ช่วยยกระดับราคาข้าวทั่วไปให้สูงขึ้นแน่นอน
2.1 กรณีช่วยค่าเก็บเกี่ยว 2 พันบาทต่อตัน เหมือนแจกเงินให้ชาวนา ไม่กระทบกลไกตลาดข้าวไม่บิดเบือนตลาดข้าว ช่วยเติมสภาพคล่องให้ชาวนา แต่เป็นการตอกย้ำระบบอุปถัมภ์ ทำให้จะมีการคอยเรียกร้องกดดันทุกปี
2.2 การให้สินเชื่อโดยเอาข้าวเปลือกมาจำนำ ตีวงเงินสินเชื่อให้ชาวนา 90% ของราคาตลาด ถือว่าเป็นการตีวงเงินสินเชื่อให้สูงไป เพราะไม่มีใครรู้ว่า หลังจากนี้ ราคาข้าวหอมมะลินั้นจะสูงขึ้นตลอดหรือไม่ เกิดความเสี่ยง เพราะถ้าราคาต่ำกว่า 90% ชาวนาก็จะทิ้งข้าว ให้รัฐบาลเอาข้าวไป พอถึงเวลานั้น หน่วยงานของรัฐธ.ก.ส. ฯลฯ จะต้องมีภาระเข้าไปดำเนินการจัดการกับหลักทรัพย์หลุดจำนำ คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ต้องมีการตรวจสอบว่าที่เก็บไว้ในยุ้งชาวนานั้น มีปริมาณครบถ้วนหรือไม่ จะต้องจัดการระบายข้าว เพื่อให้ได้เงินแผ่นดินกลับคืนมา
เสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเหมือนยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์เช่น มีการเอานั่งร้านไปวางเพื่อตบตาว่ามีข้าวมีข้าวหาย ข้าวไม่ตรงประเภทที่ระบุในบัญชี ซุกอย่างอื่น มีการระบายข้าวจีทูจีเก๊ เป็นต้น
2.3 การให้ค่าเก็บข้าวแก่ชาวนาด้วย ถือเป็นการส่งสัญญาณ อุดหนุนให้ชาวนาอย่าเพิ่งรีบขาย ทั้งๆ ที่ ไม่มีใครรู้แน่ว่า เมื่อเก็บข้าวไว้แล้ว ราคาจะดีขึ้นจริงไหม ตอกย้ำมายาคติของข้าราชการและคนทั่วไปที่หลงเข้าใจว่า ถ้าเก็บข้าวไว้ วันหลังราคาข้าวจะสูง ซึ่งไม่เป็นความจริงเสมอไป โดยราคาอาจจะสูง แต่ก็สูงแบบผันผวนมีขึ้นมีลง เหมือนราคาหุ้น แล้วการให้ชาวนาเก็บข้าว ก็เท่ากับให้ชาวนาเล่นตลาด โดยที่ชาวนาไม่มีข้อมูล เทียบกับโรงสีและผู้ส่งออกแล้ว ชาวนามีข้อมูลตลาด ทั้งต่างประเทศและในประเทศ เสียเปรียบมากกว่า มีโอกาสเจ็บตัวมากกว่า จึงเป็นการสร้างความเสี่ยงให้ชาวนา
มายาคติที่ว่า ถ้าเก็บข้าวแล้วราคาจะสูงขึ้น อาจเป็นจริงเมื่อ 50 ปีก่อนโน้น สมัยที่ราคาข้าวเป็นไปตามฤดูกาล เพราะยังมีข้าวนาปีอย่างเดียว มีเฉพาะข้าวไวแสง ทั่วประเทศเก็บเกี่ยวในเวลาใกล้เคียงกัน จึงต้องมีการกักเก็บข้าวที่ออกมาพร้อมๆ กันไว้ให้ผู้บริโภคทั้งปี ราคาจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจูงใจให้คนกักเก็บ นั่นเพราะถ้าราคาไม่สูงขึ้น ก็จะไม่มีใครเก็บ เพราะการเก็บข้าวมีต้นทุน ลักษณะของราคาข้าวจึงมีราคาเป็นฤดูกาล ค่อยๆ สูงขึ้น แต่หลายปีมาแล้ว เรามีข้าวนาปรังมากขึ้น ปลูก 120 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้ มีข้าวออกมาใหม่เกือบทั้งปี จึงไม่จำเป็นว่าราคาจะต้องขึ้นแน่นอน เพราะปัจจัยเรื่องฤดูกาลลดลงไปเยอะ
(อ่านต่อหน้า 2 ฉบับพรุ่งนี้)
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต

เกรด 4.00 อาจไม่ใช่คำตอบ! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ชี้ทางรอดเด็กไทยยุค AI 2026
แฟนคลับส่งกำลังใจ อ้ายสติ๊ก อินฟลูฯดัง หัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ไอซียู
หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.
เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง
ร้อนปรอทแตก! ทั่วไทยร้อนจัด เตือนเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี