วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
1. ได้อ่านเฟซบุ๊คของท่านอดีตอัยการสูงสุด “ตระกูล วินิจนัยภาค” พูดถึงอาคารไม้สถานีรถไฟเก่า บอกว่า
“ในฐานะอดีตกรรมการ..การรถไฟแห่งประเทศไทยและประชาชนคนหนึ่ง ผมขอคัดค้าน และได้คัดค้านมาโดยตลอด ในการรื้อถอนอาคารสถานีรถไฟ “เก่า” เพราะควรเป็นสถานที่ที่ควรอนุรักษ์ ทำนุบำรุง เก็บรักษาไว้ เป็นอนุสรณ์ ฯลฯ การรถไฟฯ มีที่ดินติดต่อข้างเคียงกับอาคารฯ เก่า.. พอที่จะสร้างอาคารสถานีใหม่ได้มากพอ...ครับ”
.jpg)
2. จากนั้น สืบค้นตามไปที่เฟซบุ๊ค “Parinya Chukaew” ซึ่งถูกแชร์ข้อมูลมา
ได้ทราบภายหลังว่า นั่นคือ คุณ “ปริญญา ชูแก้ว” ผู้เคยทำงานศึกษาวิจัย เรื่อง “การอนุรักษ์และพัฒนาอาคารสถานีรถไฟในฐานะมรดกทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของไทย”
ในเฟซบุ๊คของคุณปริญญา ได้แสดงทัศนะ และเชิญชวนผู้สนใจ ผู้ใส่ใจ และร้องขอต่อผู้บริหารการรถไฟฯ ผู้มีอำนาจในรัฐบาล นายกฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมไปถึงคนการรถไฟฯเองเพื่อช่วยกันหาทางออกที่จะรักษาไว้ซึ่งอาคารไม้สถานีรถไฟเก่าอย่างไร มิให้ถูก “รื้อทิ้ง” ไปในการสร้างรถไฟทางคู่
ฟังดูคุณปริญญามิได้ขัดขวางโครงการถไฟทางคู่เลย
เพียงแต่อยากจะเห็นการอนุรักษ์ไว้ซึ่งอาคารเก่า อาจจะโดยการ “รื้อไปประกอบใหม่” หรือ “ยกย้าย” ไปจากจุดที่ตั้งกีดขวางโครงการ เอาไว้ใกล้ๆ บริเวณที่มีความหมายและใช้ประโยชน์ได้ต่อไปก็ได้
นับเป็นมุมมองที่น่าสนใจ และใส่ใจมาก
คุณปริญญา โพสต์เชิญชวนไว้ตั้งแต่ 4 พ.ย. 2559 ความว่า
“สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ
ในฐานะ “ประชาชนคนไทย” คนหนึ่งที่รักและหวงแหนมรดกของชาติ ถึงเวลาที่ “ผม” ต้องยอมแพ้จิตใจ “ผู้มีอำนาจตัดสินใจ” ในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ที่เห็นสมควรให้รื้อ “อาคารสถานีรถไฟไม้” ที่บรรพบุรุษ “คนรถไฟ” ได้สร้างไว้เป็นจำนวนหลายหลัง
ถ้าวันนี้ผมมีเงิน 1,000 ล้านบาท ผมจะขอซื้ออาคารสถานีรถไฟไม้ทุกหลังที่จะถูกรื้อในราคาหลังละ 1 ล้านบาท แล้วผมจะปรับปรุงฟื้นฟูอาคารให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้รถไฟท้องถิ่น” เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่แต่ละสถานีได้ศึกษาหาความรู้และมี “ความภาคภูมิใจ” ในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ทำไมการรักษา “รากเหง้า” รถไฟไทยจึงเป็นเรื่องที่“ยากและซับซ้อน” มากมายถึงเพียงนี้ ผมเข้าใจ “ท่านๆ” ทั้งหลายนะครับว่าท่านอยากให้มีสถานีรถไฟใหม่ที่มีความทันสมัยสมฐานะของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่ในเวลาเดียวกันท่านก็สามารถรักษาอาคารสถานีไม้ได้
อาคารเก่าและอาคารใหม่อยู่ด้วยกันได้นะครับ”
เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2559 อ.ปริญญา ได้โพสต์ข้อความอีกด้วยว่า
“สวัสดีครับ พี่น้องชาวไทย
ผมมีเรื่องขอปรึกษาหารือเกี่ยวกับการอนุรักษ์อาคารสถานีรถไฟบ้านดอนใหญ่ ต.ดอนใหญ่ อ.คง จ.นครราชสีมา เนื่องจากอาคารไม้ที่มีคุณค่าหลังนี้จะถูกรื้อลงภายในเดือนธันวาคม ตามโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน
1. การรถไฟแห่งประเทศไทยอนุมัติให้รื้ออาคารตามแผนที่ได้วางไว้แล้ว ซึ่งเรา “คนไทย” จะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้
2. เรามีเวลาประมาณ 30 วัน ที่จะต้องหาทางรักษาอาคารหลังนี้ไว้
ความเป็นไปได้ในการรักษาอาคารในเวลาที่จำกัด คือ
1. สอบถาม “ผู้บริหารและมีอำนาจตัดสินใจ” ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ว่า “คนไทย” ทั่วไปจะขอซื้ออาคารทั้งหลังได้หรือไม่ ถ้าซื้อได้จะอยู่ที่ราคาเท่าไหร่ ท่านใดที่เข้าใจกฎระเบียบของการรถไฟฯอย่างลึกซึ้งช่วยหาคำตอบให้ “คนไทย” ด้วยครับ
2. ถ้าการรถไฟฯขาย เราต้องช่วยกันออกสื่อทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ เพื่อระดมทุนซื้ออาคาร
3. ในขณะที่กำลังดำเนินการในข้อที่ 1 และ 2 นั้น หน่วยงานรัฐและท้องถิ่น เช่น กรมศิลปากร สมาคมอนุรักษ์มรดกประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งชาวโคราชต้องพูดคุยกันถึงสถานที่ที่จะ“ยกและย้าย” อาคารหลังนี้ไปอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม
4. เมื่อได้อาคารมาแล้ว ต้องดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยเพื่อประโยชน์ของท้องถิ่นโคราช ถ้าอาคารหลังนี้สามารถตั้งอยู่ที่บ้านดอนใหญ่เหมือนเดิมได้ยิ่งดีเพราะจะเป็นการส่งเสริมความรักชาติรักแผ่นดินบ้านเกิด
พี่น้องชาวไทยมีคำแนะนำหรือความเห็นอย่างไรบ้างครับ
ถ้าเป็นไปได้ช่วยแชร์ข้อความที่ผมเขียนนี้ให้ไปถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม อธิบดีกรมศิลปากร และผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ด้วยนะครับ เพราะผมเชื่อว่า“นายกฯตู่” และท่านผู้ทรงเกียรติก็อยากให้มรดกของชาติของแผ่นดินยังคงอยู่เหมือนพี่น้องชาวไทยครับ”
3. คุณปริญญายังได้โพสต์ตัวอย่างของการอนุรักษ์ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์อาคารไม้สถานีรถไฟเก่า ตามชุมชนต่างๆ มากมาย เช่น
อาคารสถานีรถไฟปางป๋วย อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ประจำพุทธศักราช 2554
.jpg)
อาคารสถานีรถไฟชุมทางเขาชุมทอง อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ประจำพุทธศักราช 2555
4. นี่คือเหรียญอีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง
ผมเห็นว่า รถไฟไทยยุคปัจจุบัน กำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
ที่เราเห็นๆ ก็มีตั้งแต่ขบวนรถไฟรุ่นใหม่ เริ่มทดลองให้บริการแล้ว สะดวกสบาย ปลอดภัย ทันสมัยกว่าเดิมมาก ยิ่งกว่านั้น ระบบรางพื้นฐาน มีการลงทุนพัฒนาจริงจังในยุคนี้ โครงการถไฟทางคู่ เฟสแรก รวม 7 เส้นทาง ระยะทาง 995 กิโลเมตร มีความคืบหน้าต่อเนื่อง ครม.เห็นชอบไปหมดแล้ว
บางช่วงทาง เริ่มก่อสร้างแล้ว
บางช่วงทาง อยู่ระหว่างดำเนินการประกวดราคา ได้แก่ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ช่วงนครปฐม-หัวหิน ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ คาดว่า จะเริ่มก่อสร้างเมษายนปีหน้า เสร็จต้นปี 2563
จะเพิ่มประสิทธิภาพ และศักยภาพการขนส่งทางรถไฟ
ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ลดเวลาเดินทาง ลดอุบัติเหตุ
สามารถวิ่งสวน วิ่งแซง และแก้ไขจุดตัดบนเส้นทางรถไฟ
ใน Action Plan ปี 2560 ที่กำลังจะเสนอ ครม.เร็วๆ นี้ ยังมีโครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 อีกหลายช่วงทาง เช่น
ช่วงจิระ-อุบลราชธานี ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานีช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา รวมถึงรถไฟขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ จะเชื่อมต่อกับทางมาเลเซีย ได้อย่างไม่เขินอาย
.jpg)
อาคารสถานีรถไฟแม่ทะ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ประจำพุทธศักราช 2554
นอกจากนี้ ยังมีรถไฟทางคู่เส้นทางใหม่ แตกแขนงเพิ่มขึ้นจากโครงข่ายรางเดิม ได้แก่ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ วงเงิน 76,980 ล้านบาท และสายบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม วงเงิน 60,353 ล้านบาท
หากดำเนินการต่อเนื่อง เป็นผลสำเร็จ จะพลิกโฉมการขนส่งระบบรางของประเทศเป็นอันมาก เพราะนี่คือโครงข่ายรถไฟทางคู่ ขนาดราง 1 เมตร เป็นระบบที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย จับต้องได้จริง และคุ้นเคยมานาน
แต่การพัฒนาที่ยั่งยืน และคุ้มค่าที่สุดในโลกสมัยใหม่ จะต้องไม่ทำลายคุณค่าเดิมทิ้งไป
เสน่ห์อย่างหนึ่งของรถไฟไทย คือ อาคารไม้สถานีใหญ่น้อยตามรายทาง
แทนที่จะมองว่าเป็นส่วนเกิน หรืออุปสรรคการพัฒนา ทำไมไม่มองเป็นทรัพยากรที่มีค่า
แต่ละสถานี ล้วนผ่านวันเวลา และมีรูปลักษณ์ผสมผสาน มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แตกต่างกันไป
น่ายินดีว่า อาคารไม้สถานีรถไฟที่มีความสำคัญยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่ยังคงถูกอนุรักษ์ไว้
แต่ตามแผนการก่อสร้างรถไฟทางคู่นั้น สถานีที่เป็นอาคารไม้จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะสถานีเล็กๆ ระดับชุมชน กำลังจะต้องถูก “รื้อทิ้ง” เพื่อใช้พื้นที่สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่
บางแห่งโชคดีหน่อย ก็จะถูกปรับย้าย เปลี่ยนรูปแบบการใช้งาน
ตัวอย่างที่ถูกเอ่ยถึง คือ อาคารสถานีรถไฟบ้านดอนใหญ่ ต.ดอนใหญ่ อ.คง จ.นครราชสีมา เป็นหนึ่งในอาคารไม้ที่คาดว่าจะถูกรื้อ ภายในเดือนธันวาคมนี้ ตามโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่

น่าคิดว่า รัฐบาลและการรถไฟ จะประเมินคุณค่าทางวัฒนธรรม ของอาคารไม้ที่มีอายุกว่า 50 ปี นี้อย่างไร?
จะปล่อยให้รื้อทิ้ง หรือควรจะยกย้าย ขยับไปอยู่ในจุดที่เหมาะสม?
จะรื้อไปประกอบ หรือยกย้าย แปรเปลี่ยนการใช้ประโยชน์อาคาร เช่น สามารถทำเป็นโฮสเทลท้องถิ่น ร้านค้า ร้านกาแฟ ขายของที่ระลึก สินค้าท้องถิ่น ร้านอาหาร หรือศูนย์การเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ฯลฯ ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับสถานีใหม่ ก็น่าจะทำได้ไม่ยากเลย (ทั้งหมด การรถไฟไม่จำเป็นต้องลงทุนเอง อาจเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการก็ได้)
อย่าลืมว่า ยังมีสถานีรถไฟอาคารไม้เล็กๆ ลักษณะนี้ อีกมากมายตามรายทาง ทุกภูมิภาค
เสน่ห์ของความเก่าไม่อาจซื้อได้ด้วยเงินทอง คงมีแต่สายฝน เปลวแดด และชีวิตผู้คนที่เคยได้สัญจรผูกพัน ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เป็นผู้หยิบยื่นให้ ฝากไว้เป็นมรดกความทรงจำ
แน่นอนว่า การอนุรักษ์จะต้องไม่ขัดขวางการพัฒนารถไฟทางคู่ เพียงแต่ทำอย่างไรไม่ให้การพัฒนานั้น บดขยี้คุณค่าทางวัฒนธรรมเล็กๆ ตามรายทาง
สันติสุข มะโรงศรี
(แทน ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง)

ยิปซี 12 นักษัตร : พยากรณ์ประจำวันที่ 5-11 เมษายน พ.ศ. 2569
ปตท.-บางจาก ประกาศราคาใหม่ ดีเซลพรีเมียม ทะลุลิตรละ 70 บาท
มิว นิษฐา รีวิวชีวิตคู่ 6 ปีกับ เซนต์ ลุ้นมีลูกคนที่สาม เผย มาริน-มาคิน มาเติมเต็ม
ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลฐานปฏิบัติการ เนิน 469-เนิน 741 อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
แผ่นดินไหวขนาด 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน สะเทือนไกลถึงปากีสถาน-อินเดีย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี