วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2563 สาระสำคัญคือ “การปลดล็อกกัญชาและกัญชง ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่จัดเป็นยาเสพติด” ไม่ว่าจะเป็นใบที่ไม่ติดกับช่อดอก เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่ง ก้าน ราก เมล็ดกัญชง น้ำมัน สารสกัดเมล็ดกัญชง สารสกัด CBD และในส่วน สาร THC ต้องไม่เกินร้อยละ 2 ไม่ถือว่าเป็นยาเสพติด ยกเว้นช่อดอกและเมล็ดกัญชา หลายภาคส่วนก็เริ่มขยับเดินหน้า ยกระดับพืชทั้ง 2 สู่ความเป็นพืชเศรษฐกิจ
ไล่ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ม.ค. 2564 มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดงาน “กัญชงลงแปลง” หรือพิธีปลูกกัญชงเพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์แปลงปฐมฤกษ์ สถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ ณ หมวดพืชผัก สาขาพืชสวนคณะเกษตรศาสตร์ ซึ่ง ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับหนังสือแสดงการอนุญาตผลิต (ปลูก) กัญชง (ตามหนังสือสำคัญ ที่ 19/2563 เมื่อเดือน ต.ค. 2563) ในการปลูก เก็บเกี่ยว หรือแปรสภาพกัญชง
โดย สถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ ทำงานแบบบูรณาการจากหลากหลายคณะใน ม.ขอนแก่น เกี่ยวกับกัญชงและกัญชาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น การปลูกและพัฒนาสายพันธุ์ การวิจัยและพัฒนาน้ำมันสกัดตลอดจนยารักษาโรค รวมถึงการนำวัสดุเศษเหลือจากการศึกษาวิจัยไปพัฒนาเป็นอาหารสัตว์ ทั้งนี้ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 120-150 วัน นับจากการนำต้นกล้ากัญชาลงแปลง ต้นกัญชาก็จะออกดอกให้นำไปวิจัยเพื่อใช้ทางการแพทย์ต่อไป
จากนั้นในวันที่ 20 ม.ค. 2564 มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านโภชนาการจากส่วนของพืชกัญชาและกัญชง ที่ได้รับการยกเว้นจากการเป็นยาเสพติด ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงศึกษาธิการ ณ อาคาร 3 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยให้ “กศน.” สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในจังหวัดต่างๆ เป็นผู้ขับเคลื่อน ในระยะแรกจะเน้นไปยังพื้นที่ที่มีวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชา และจะขยายต่อไปยังผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชงต่อไป
อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า พิธีลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นความพยายามในการขับเคลื่อนกัญชาให้เป็นพืชเศรษฐกิจ มาตลอดระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ขณะนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง และเห็นภาพชัดเจนขึ้น สามารถผลักดันให้มียา ซึ่งผลิตจากกัญชากระจายในสถานพยาบาลได้มากกว่า 300 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นสารสกัดจากกัญชาที่มีทั้ง Cannabidiol (CBD) และ Tetrahydrocannabinol (THC) เป็นส่วนผสมและกระจายไปยังโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ
รวมทั้งมีการจัดตั้งคลินิกกัญชาในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศเช่นกัน และในการทำงานเข้าสู่ปีที่ 2 จะขยายผลของการใช้พืชกัญชาให้เป็นประโยชน์กระจายไปช่วยสร้างรายได้และโอกาสของเกษตรกรและประชาชน และหาสูตรยากัญชาที่หลากหลายให้เหมาะสมกับโรคและการเจ็บป่วยของคนไทย พร้อมๆ กับการวิจัยและพัฒนายาคู่ขนานกันไป เพื่อให้เกิดการยอมรับว่ากัญชามีคุณประโยชน์ในทางการแพทย์อย่างแท้จริง
กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในการพัฒนาหลักสูตรนี้จะผสมผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมที่คนไทยมีประสบการณ์การใช้กัญชามาก่อน กับองค์ความรู้จากการวิจัยสมัยใหม่ เพื่อทำให้ผู้ประกอบการเกิดกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง ไม่เพียงให้ความรู้ด้านกัญชาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านการตลาดด้วย ครอบคลุมในทั้งผลิตภัณฑ์และบริการที่กัญชาและกัญชงมีศักยภาพ ตั้งแต่ธุรกิจอาหาร ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางตลาดให้ผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน
เรื่องราวข้างต้นนับว่าเป็น “ข่าวดี” เพราะหลังจากนี้ “กัญชา-กัญชง” คงจะกลายเป็น “พืชเศรษฐกิจ (ใหม่)” และมีผู้ได้ประโยชน์กว้างขวางตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการร้านอาหาร ไปจนถึงธุรกิจด้านการแพทย์ แต่อีกด้านหนึ่งด้วยความที่องค์ความรู้ได้ขาดช่วงไปหลายสิบปีในยุคที่พืชทั้ง 2 ชนิดถูกกำหนดให้เป็นยาเสพติดให้โทษ ซึ่งผู้ผลิต จำหน่าย ครอบครองและเสพ มีความผิดตามกฎหมาย ทำให้การปลดล็อกครั้งนี้มีประเด็นให้ศึกษาเพิ่มเติม
นพ.กิตติ โล่สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันกัญชาทางการแพทย์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าผู้ปลูกกัญชาต้องเป็นวิสาหกิจชุมชนที่ได้ใบรับอนุญาตปลูกจากรัฐ ซึ่งขณะนี้กำลังทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อวางระบบให้มั่นใจว่าส่วนประกอบของกัญชาที่นำออกมาจำหน่ายเป็นของที่ปลูกอย่างถูกกฎหมาย เพราะกัญชาหากปลูกอย่างไม่ถูกต้องก็จะมีสารโลหะหนัก หรือสารกำจัดศัตรูพืชเจือปนด้วย
เช่นเดียวกับการต้องให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับปริมาณของกัญชาที่ร่างกายสามารถรับได้ ซึ่งคล้ายกับกรณีของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีเกณฑ์ว่าดื่มได้กี่แก้วถึงจะเริ่มมีอาการมึนเมา เช่น เบื้องต้นแนะนำว่าไม่ควรบริโภคใบกัญชาเกิน 5 ใบต่อวัน โดยหากเป็นการกินใบสดๆ อย่างการนำไปทำสลัดอาจไม่เป็นอะไรมาก แต่หากเป็นการนำใบกัญชาไปผ่านความร้อน ก็จะเกิดสาร THC ที่มีผลให้เกิดอาการมึนเมา ดังนั้น คนที่ปรุงอาหารต้องมีความรู้และสามารถปรุงอาหารให้ปลอดภัยกับผู้บริโภค
เช่นเดียวกับ ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว หัวหน้าศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ฝากถึงผู้ที่จะปรุงอาหารโดยใช้ใบกัญชาเป็นส่วนประกอบ ว่า อยากให้เริ่มใช้ในปริมาณน้อยๆ ก่อน เช่น ครึ่งใบ เพื่อดูว่าผู้ที่รับประทานไปแล้วจะเกิดผลอย่างไรกับร่างกาย เพราะบางคนแม้จะรับกัญชาในปริมาณต่ำแต่ร่างกายตอบสนองอย่างรุนแรง คล้ายกับบางคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แม้เพียงนิดเดียวก็มีอาการมึนมาแล้ว
ส่วนผู้บริโภคนั้น “บุคคลต่อไปนี้ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกัญชา” ประกอบด้วย 1.ผู้ที่ร่างกายมีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต2.ผู้ป่วยโรคหัวใจ 3.ผู้มีอายุต่ำกว่า 25 ปี 4.หญิงตั้งครรภ์ 5.หญิงที่ต้องให้นมบุตร และ 6.ผู้ใช้ยาที่มีผลต่อจิตประสาท อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังต้องศึกษากันต่อไปว่าการบริโภคกัญชาปริมาณเท่าใดจึงจะเริ่มมีอาการมึนเมา เบื้องต้นจึงไม่แนะนำให้บริโภคแล้วขับขี่ยานพาหนะ
“ถ้ากินแล้วภายใน 4 ชั่วโมง มันก็ไม่ควรขับรถหรือยานพาหนะ อันนี้เป็นงานวิจัยในต่างประเทศ เช่น แคนาดา เราก็ Apply (ประยุกต์) บางส่วนจากองค์ความรู้ที่เขามี” ภญ.ผกากรอง ระบุ

หมอเด็กเตือน สัญญาณเชื้อลามลงปอด วิธีสร้างภูมิเด็กยุค PM 2.5
สวยแพงระยับ แอน ทองประสม คอแทบเคล็ดแบกเพชร 200 ล้าน สาดออร่านางพญา
อวยธนาธรมีน้ำใจ ซื้อบ้านพักปรีดี รักษาพื้นที่ความทรงจำ
ส่องลุคอาฟเตอร์ปาร์ตี้สุดแซ่บ ณเดชน์ ญาญ่า ฉลองวิวาห์หวาน
อนุทิน หยอดหวาน! โพสต์ภาพภารกิจเยือนฝรั่งเศส ร่วมเฟรม ยศชนัน ชื่นมื่น บอก'ขอเติมเชนด้วยคน'

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี