วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569
มีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษภายหลังนายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ร่วมลงนามถ้อยแถลงเพื่อนำไปสู่สันติภาพไทย-กัมพูชา ท่ามกลางการเป็นสักขีพยานของโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่กัวลาลัมเปอร์
เรื่องแรกคือ สื่อกัมพูชาอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ทำเนียบขาว ซึ่งเปิดเผยเอกสารสรุปผลงานของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งระบุว่า สหรัฐฯจะยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธต่อกัมพูชา จะกลับมาซ้อมรบร่วมกับกัมพูชา และจะเพิ่มโควตาให้นายทหารกัมพูชาเข้าศึกษาในสถาบันการทหารชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น โรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ และโรงเรียนนายเรืออากาศ
เรื่องที่สอง มีการอ้างแหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กดดันประเทศไทยให้เริ่มการปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นายทันที โดยอ้างเป็นความคาดหวังของสหรัฐฯที่ต้องการเห็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพันธกรณีทั้งหมดเกี่ยวกับข้อตกลงจะต้องเริ่มต้นขึ้นทันที ภายหลังจากที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ลงนามไปแล้ว
ถ้าจะบอกว่า นี่คือความสำเร็จของกัมพูชาก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นยกเลิกการคว่ำบาตรอาวุธ หรือ ดึงเอามหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯมาร่วมกดดันให้ไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาทันที โดยเฉพาะประเด็นหลังนี้ แม้กองทัพไทยตั้งเงื่อนไขพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก แต่กัมพูชาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 4 ข้ออย่างเป็นรูปธรรมก่อน ก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะรับแรงกดดันได้นานแค่ไหน
ทั้งสองเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องกังวลอย่างมาก ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ฝ่ายไทยต้องเตรียมการรับมือให้ดีเนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯได้กระโจนเข้าสู่เกมที่ซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้แล้ว โดยใช้สถานการณ์กัมพูชาเป็นเงื่อนไข และก็เป็นคำตอบเช่นเดียวกันว่าทำไมกัมพูชาจึงพยายามดึงสหรัฐฯเข้ามาอยู่ในสถานการณ์นี้
หันมาดูฝ่ายไทย เรายังติดกับดักอยู่กับเงื่อนไข 4 ข้อตกลงคือ ถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิด ปราบปรามสแกมเมอร์ และบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ซึ่งยังเป็นแค่ข้อตกลงในแผ่นกระดาษที่ไม่มีใครรับประกันได้ว่า จะเกิดผลในทางปฏิบัติจริงแค่ไหน ใช้เวลานานเท่าไหร่ เพราะปัญหาใหญ่ของวันนี้ วันหน้า และวันต่อๆ ไปก็คือ ความจริงใจของกัมพูชา
ขณะนี้แม้ว่าการปฏิบัติตามพันธกรณีในข้อตกลงร่วมไทย–กัมพูชา เพื่อสร้างสันติภาพที่ได้ลงนามกันไว้เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่มาเลเซีย เริ่มขับเคลื่อนนำไปสู่ภาคปฏิบัติตามแผนแอ๊กชั่นแพลน โดยกองทัพทั้งสองประเทศเห็นชอบการถอนอาวุธหนักในระยะ 3 เฟสไปแล้วก็ตาม แต่ความจริงที่ชายแดนนั้น เรายังไว้วางใจอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น
การใช้กลไกลดความตึงเครียดทางทหารและส่งเสริมสันติภาพเป็นเรื่องที่ดีตามหลักสากล แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงว่า ความขัดแย้งชายแดนยังคงอยู่ ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ภัยคุกคามจากกัมพูชาจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ดังนั้นสันติภาพกับการพร้อมรบต้องทำควบคู่กันไปอย่าได้ประมาทโดยเด็ดขาด เพราะหอกข้างแคร่นี้พร้อมจะทิ่มแทงแว้งกัดเราได้ตลอดเวลา

ห้ามพลาด 'เล่ห์ร้ายเกมลวง'หมากเกมร้ายพร้อมคืนจอ เสิร์ฟความแซ่บ 21 เม.ย.นี้
244 ปีกรุงรัตนโกสินทร์
'บ้านนางรำ'ฟาดดราม่าโดนใจ ทำเรตติงพุ่ง'แอนน่า'ปลื้มกระแสแรง ชวนลุ้นพีคขึ้นทุกตอน
โฆษกกองทัพบก เผยพลทหารก่อเหตุฉาว ด.ญ.15 สารภาพก่อเหตุลำพัง ไร้ผู้อื่นร่วมก่อเหตุ
FBI เตือนแอปฯ ดัง เสี่ยงข้อมูลรั่ว ชี้กฎหมายจีนบีบบริษัทส่งดาต้าให้รัฐบาล

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี