วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร นั้น ต้องถือว่า“ดวงตก” ประเภทผีซ้ำกรรมซัด ซึ่งตามสำนวนไทยหมายถึงว่า เคราะห์กรรมซ้ำเติม เมื่อมีเรื่องร้ายอยู่แล้วก็มีเรื่องร้ายอื่นเข้ามาซ้ำอีก เหมือนเคราะห์ร้ายเดิมยังไม่หาย ก็มีเคราะห์ใหม่เข้ามาซ้อนทับเข้าไปอีก ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก
คือเวลานี้นอกจาก“ทักษิณ ชินวัตร”จะเป็นนักโทษอยู่ในคุก ต้องใช้คำนำหน้าชื่อจากนายมาเป็น“น.ช.”หรือ“นักโทษเด็ดขาดชาย”แล้ว ก็ยังมีทุกข์ถาโถมกระหน่ำซ้ำเข้ามาอีก เพียงแต่วันเดียวเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถูกทั้งอัยการสูงสุดมีความเห็นจะยื่นอุทธรณ์คดีความผิดมาตรา 112 เเละความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ภายในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ จากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 และยังถูกศาลฎีกาพิพากษากลับให้“ทักษิณ”ต้องจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท จากการขาย“หุ้นชินคอร์ป”ให้แก่กรมสรรพากร
อันที่จริง“ทักษิณ ชินวัตร”หนีโทษหนีคดีไปเป็นสัมภเวสีอยู่ในต่างแดนตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมปี 2551 แล้วยอมกลับมารับโทษ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 เพราะพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล มีนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คงคิดแล้วว่าถึงอย่างไรก็สบาย เนื่องจากรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ตนเองสามารถควบคุมบงการได้ เรียกว่า“อำนาจ”กลับมาอยู่ในมืออีกครั้ง จะชี้นิ้วสั่งการรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลหรือข้าราชการน้อยใหญ่คนไหนก็ได้ทั้งสิ้น
หนีโทษคดีทุจริตโกงชาติโกงแผ่นดินไปเป็นสัมภเวสีอยู่ในต่างประเทศกว่า 15 ปี เมื่อกลับเข้ามาได้รับพระมหากรุณาพระราชทานอภัยลดโทษให้ จาก 8 ปี เหลือ 1 ปีทั้งที่จริงแล้วจากเดิม 10 ปี แต่เผอิญว่ามีความผิดพลาดทางเทคนิค ด้วยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ได้นับโทษ“คดีหวยบนดิน”ที่“ทักษิณ”มีโทษจำคุก 2 ปี ต่อจาก“คดีเอ็กซิมแบงก์”ซึ่งมีโทษ 3 ปี จึงทำให้มีโทษเหลือเพียงแค่ 3 ปี เมื่อไปบวกรวมกับ“คดีแก้สัมปทานเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป” 5 ปี โทษก็เลยลดลงเหลือแค่ 8 ปี
ปรากฏว่าเมื่อ“ทักษิณ ชินวัตร”ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาพระราชทานอภัยลดโทษให้จาก 8 ปี เหลือ 1 ปีด้วยทรงเห็นว่านักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ที่ได้ยื่นทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษกราบบังคมทูลในฎีกาว่า “ยอมรับผิดในการกระทำ มีความสำนึกในความผิด”ประกอบกับ“ทักษิณ”ได้กราบบังคมทูลว่า มีอายุมากและมีปัญหาเจ็บป่วย ต้องเข้ารักษาพยาบาลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว จึงพระราชพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้
แต่ที่ไหนได้ในเมื่อได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ แทนที่จะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยัง“โกงการติดคุก”ไปอยู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยอ้างว่า“ป่วยวิกฤต” จากการร่วมมือของข้าราชการกรมราชทัณฑ์และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ที่เอื้อประโยชน์ให้“ทักษิณ”ไม่ต้องถูกคุมขังในเรือนจำ ทั้งที่ไม่ได้ป่วยจริง จนกระทั่งครบ 180 วันได้รับการพักโทษ
ผลสุดท้าย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็จับได้ว่า“ทักษิณป่วยทิพย์” จึงสั่งบังคับโทษให้กลับไปติดคุกใหม่อีก 1 ปี เวลานี้จึงต้องกลายเป็นนักโทษเด็ดขาดชายอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม ขณะที่ข้าราชการกรมราชทัณฑ์และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ทั้งหมด 12 คนก็กำลังถูก ป.ป.ช.สอบสวนดำเนินคดีอาญาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ในจำนวน 12 คนนี้ มี“ระดับบิ๊ก” 3 คนที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็คือ นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์, พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร. อดีตนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ และ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ที่เพิ่งจะถูกย้ายไปช่วยราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิม เมื่อเร็วๆ นี้เอง เพราะไปเกี่ยวข้องกับ“ทักษิณ ชินวัตร”โดยแท้
อย่างไรก็ดี ชีวิตของ“ทักษิณ ชินวัตร”ในช่วงบั้นปลายของอายุขัยในวัย 76 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่เรียกว่า“ดวงตก”หรือ “ผีซ้ำกรรมซัด”นั้น ก็เป็นเพราะผลกรรมจากที่ได้ก่อไว้ อันเป็นกฎธรรมชาติตามหลัก“อิทัปปัจจยตา” เมื่อทำอะไรไว้ย่อมหนีไม่พ้น
การที่นางสาวพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือ “เอม” บุตรสาวคนกลางของ“ทักษิณ ชินวัตร” ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อหลังจากเข้าเยี่ยมบิดาที่เรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเล่าถึงความรู้สึกของบิดากับข่าวที่อัยการสูงสุดจะยื่นอุทธรณ์คดีมาตรา 112 และคดีคอมพิวเตอร์ ว่า “วันนี้คุณพ่อดูเสียใจและรู้สึกเจ็บช้ำจากเรื่องอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ คดี ม.112 ส่วนหลังจากนี้คงต้องไปคุยและวางแผน ต้องสู้ ถ้าเกิดเรายังไม่ได้รับความยุติธรรมก็ต้องสู้ต่อ แต่ว่าจุดนี้เราเป็นห่วงในเรื่องความรู้สึกคุณพ่อ เพราะท่านอยู่ในนี้ก็ไม่มีใครอยู่กับท่าน พวกเราได้เพียงส่งกำลังใจ”
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม คดีความผิดมาตรา 112 นี้ “ทักษิณ ชินวัตร”ยังสามารถต่อสู้ได้อีกจนถึงชั้นศาลฎีกา ถ้าไม่ผิดก็ถือว่าไม่ผิด และไม่ใช่เรื่องที่ทั้งนักการเมืองของพรรคเพื่อไทย หรือคนที่อยู่ในแวดวงใกล้ชิดของ“ทักษิณ”จะมาบอกว่าโดน“การเมืองเล่นงาน” เนื่องจากหมดอำนาจแล้ว แต่เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และในทางกลับกันถ้าหากอัยการสูงสุดในฐานะโจทก์มีคำสั่งไม่ยื่นอุทธรณ์ นั้นต่างหากที่เรียกว่า “ไม่ปกติ”
ส่วนเรื่องภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท ที่จะต้องใช้คืน ก็เป็นคดีเก่าจากกรรมที่ก่อไว้ ไม่เพียงแต่ตัว“ทักษิณชินวัตร” จะถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 5 ปีเท่านั้น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือ“หมอเลี้ยบ”ก็เคยติดคดีทุจริต“แก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมเอื้อชินคอร์ป”มาแล้ว เป็นการทุจริตขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มี“ทักษิณ”เป็นนายกรัฐมนตรี
เรื่องภาษี 1.76 หมื่นล้านบาทนี้ จากนี้ไปไม่ว่า“ทักษิณ ชินวัตร”จะไปแอบซุกเงินไว้ที่ไหน หรือในต่างประเทศ กรมบังคับคดีสามารถสืบทรัพย์และตามเก็บจนครบ แม้แต่เครื่องบินเจ๊ตส่วนตัวราคากว่า 3 พันล้านบาท รวมทั้งรถยนต์โรลส์รอยซ์ กันกระสุนราคากว่า 30 ล้านบาท ที่“ทักษิณ”เพิ่งซื้อมา กรมบังคับคดีก็สามารถยึดได้หมด รวมทั้งสร้อย แหวน นาฬิกาหรูเรือนละหลายสิบล้านบาทก็ด้วยเช่นกัน และในคดีนี้ก่อนหน้านี้“ทักษิณ”ก็เคยถูกสั่งยึดทรัพย์มาแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท จากการขายหุ้น“ชินคอร์ป”ให้แก่“กองทุนเทมาเส็ก”ของสิงคโปร์
ท้ายที่สุดแล้ว นอกจากตนเองและวงศ์ตระกูลจะเสื่อมเสียชื่อเสียง ทรัพย์สินเงินทองที่โกงมาจากคดีทุจริตก็ต้องหมด และแม้แต่พรรคเพื่อไทยที่สร้างมากับมือตั้งแต่เริ่มต้นจากพรรคไทยรักไทยก็จะต้องแตกเป็นเสี่ยง ไม่เหลืออะไรสักอย่าง เรียกว่ามาตัวเปล่าก็ต้องกลับไปแบบตัวเปล่า
สำคัญที่สุด ตามภาษาพระท่านว่า “กลฺยาณการีกลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ-ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ดีผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ชั่ว” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

โรนัลโด้ อยู่ไม่ได้แล้ว! ขนครอบครัวหนีออกจากซาอุฯ มุ่งหน้ามาดริด
ครูชัยยศ พ้นมลทิน หลังคดีถึงที่สุด ศาลยกฟ้องคดีทุจริตอาหารกลางวัน
โซเชียลแห่แชร์ ทรัมป์ มีแผลผื่นแดงหนารอบลำคอ แพทย์ประจำตัวแจงไม่ใช่โรคร้ายแรง
อนุทิน สั่งด่วน! ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท 15 วัน
ทั่วโลกจับตา! เปิดตัวเต็ง ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่าน คนใหม่ หลังสิ้นสุดยุคคาเมเนอี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี