วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันนี้ 4 มีนาคม 2569 นับเป็นวันที่ห้าที่สหรัฐอเมริกากับอิสราเอลร่วมมือกันปฏิบัติการทำสงครามรุกรานอิหร่าน หายนะของประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นแล้ว นั่นคือ“สงครามเศรษฐกิจ”ที่จะกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองโลกกว่า 8 พันล้านคน อันเนื่องมาจากอิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ”อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 มีนาคม วานนี้ พร้อมทั้งจะเผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน
การตอบโต้สหรัฐอเมริกากับอิสราเอลของอิหร่านครั้งนี้มองในอีกด้านหนึ่งก็สาสมกับความ“ชั่วร้ายป่าเถื่อน”ที่สองประเทศนี้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น“ซาตานร้าย”กระทำต่ออิหร่าน ในช่วงวาระก่อนวันนอรูซ (วันขึ้นปีใหม่ของอิหร่าน) และวันที่สิบของเดือนรอมฎอน อันถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมการรุกราน และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ดังแถลงการณ์ของสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านในประเทศไทย ที่ได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ว่า
“สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 2 วรรค 4 และกฎหมายระหว่างประเทศ โดยได้ก่ออาชญากรรมต่อประชาชาติอิหร่านและกระทำการอันป่าเถื่อนอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งเป็นการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของประเทศอิหร่าน การกระทำของสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์นั้นปราศจากฐานทางกฎหมายหรือข้ออ้างที่สมเหตุสมผลใดๆ รองรับ ทั้งยังถือเป็นการกระทำอันเป็นการรุกราน และอาชญากรรมแห่งการรุกราน”
น่าเศร้าก็ตรงที่ การปฏิบัติการโจมตีเยี่ยงโจรของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลครั้งนี้ ไม่เพียงแต่”อยาตอลเลาะห์ อาลีคาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จะถูกสังหารเสียชีวิตพร้อมกับผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีกเกือบ 40 คนเท่านั้น หากแต่เด็กนักเรียนหญิงตัวน้อยๆ ผู้บริสุทธิ์ยังต้องประสบเคราะห์กรรมเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนนับร้อยคน เช่น ที่แถลงการณ์ดังกล่าวของสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านในประเทศไทยระบุไว้อย่างมีนัยสำคัญว่า
“ในช่วงชั่วโมงแรกของปฏิบัติการรุกราน โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบ (Minab) ได้ตกเป็นเป้าหมายและถูกทำลาย ส่งผลให้เด็กหญิงผู้บริสุทธิ์เกือบ 200 คนต้องพลีชีพ (Martyrdom) การรุกรานครั้งนี้ถูกบงการขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาทางการทูต ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า การเจรจาดังกล่าวเป็นเพียงปฏิบัติการลวงโลกเช่นเดียวกับรอบที่ผ่านมา และการตัดสินใจโจมตีอิหร่านได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ระหว่างการเยือนสหรัฐอเมริกาของเนทันยาฮู ในขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอ้างนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” แต่การรุกรานครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าอิสราเอล คือ ลำดับความสำคัญสูงสุดของเขา และเขามีเจตนาที่จะสังเวยเลือดเนื้อของทหารอเมริกันเพื่อเป้าหมายอันชั่วร้ายของระบอบไซออนิสต์”
และที่สำคัญการปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ก็คือการตอบโต้การรุกรานที่อิหร่านอ้างว่า “เป็นสิทธิทางกฎหมายและสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่าน”ภายใต้ข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งในแถลงการณ์ของสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านในประเทศไทยได้กล่าวไว้ว่า
“สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดในการรุกรานครั้งนี้คือ ปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักการและรากฐานทางศีลธรรมที่สังคมมนุษย์ยอมรับอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และเป็นการละเมิดกฎเกณฑ์พื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง, การลอบสังหารผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้สร้างบาดแผลลึกในหัวใจของประชาชาติอิหร่าน กองทัพอิหร่านได้เตรียมพร้อมด้วยสรรพกำลังและขีดความสามารถทั้งหมดเพื่อเผชิญหน้ากับการรุกรานอันเป็นอาชญากรรมนี้ และเพื่อขับไล่ความชั่วร้ายของศัตรู ซึ่งจะมีการตอบโต้อย่างสาสมต่อความมุ่งร้ายของศัตรูอย่างแน่นอน”
การปิด“ช่องแคบฮอร์มุซ”ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันดิบทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกครั้งนี้ พล.อ.อิบราฮิมจับบารี ที่ปรึกษาผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ในฐานะโฆษก “IRCG” ประกาศว่า “ช่องแคบฮอร์มุซปิดแล้ว และหากใครก็ตามที่ปรารถนาจะผ่านไป วีรบุรุษของเราในกองกำลังเรือของ IRGC และกองทัพจะจุดไฟเผาเรือเหล่านั้น อย่ามาที่ภูมิภาคนี้,ชาวอเมริกันหิวกระหายน้ำมันในภูมิภาคนี้ อิหร่านจะโจมตีท่อส่งน้ำมันของพวกเขาในภูมิภาค และจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันจากพื้นที่นี้”
อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าเห็นผลทันตา หลังจากอิหร่านประกาศปิด“ช่องแคบฮอร์มุซ” ส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที หรือแม้แต่ในบ้านเรา ซึ่งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 มีนาคมวานนี้ “ปั๊มน้ำมันเชลล์”ได้ปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นลิตรละ 4.20 บาท และหลังจากนั้น“ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์”ก็ได้ประกาศปรับขึ้นราคาเช่นกัน โดยที่น้ำมันดีเซลขึ้น 1.80 บาท/ลิตร ยกเว้นน้ำมันพาวเวอร์ ดีเซล เทครอน ดี และกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์ปรับขึ้น 0.90 บาท/ลิตร ยกเว้นน้ำมันเบนซิน โกลด์ 95 เทครอน
ในระยะยาวนับจากนี้ไป โดยที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า“สงคราม”จะสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น ก็อย่างที่เกริ่นไว้ในตอนต้น คือ“สงครามเศรษฐกิจ”ที่จะกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองโลกกว่า 8 พันล้านคน อันเนื่องมาจากการปิด“ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่ปริมาณน้ำมันจากการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็นประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลกในแต่ละวัน และนอกจากน้ำมัน ก็ยังมีการส่งออกก๊าซ LNG ผ่านเส้นทางนี้อีกกว่า 1 ใน 5 ของโลก โดยส่วนใหญ่จากประเทศกาตาร์
ไล่เลียงลงไป 7 ประเทศที่ส่งออกน้ำมันและ“ก๊าซ LNG” ผ่าน“ช่องแคบฮอร์มุซ”ในแต่ละวัน ก็ประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย: ประมาณ 5.3 - 6.3 ล้านบาร์เรล (7.2 - 8.6 แสนตัน), อิรัก: ประมาณ 3.2 - 3.7 ล้านบาร์เรล (4.4 - 5.0 แสนตัน), คูเวต: ประมาณ 2.4 ล้านบาร์เรล (3.3 แสนตัน), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): ประมาณ 1.8 - 3.4 ล้านบาร์เรล (2.5 - 4.6 แสนตัน), อิหร่าน: ประมาณ 1.5 - 1.9 ล้านบาร์เรล (2.0 - 2.6 แสนตัน), กาตาร์: ประมาณ 1.5ล้านบาร์เรล (2.0 แสนตัน) และบาห์เรน: ประมาณ 0.18ล้านบาร์เรล (2.5 หมื่นตัน) โดยจุดหมายปลายทางประมาณกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ส่งไปยังตลาดในเอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
สำหรับสหรัฐอเมริกา แม้จะใช้น้ำมันผ่านจากช่องแคบแห่งนี้เพียง 7 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลโดยตรงให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯต้องพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ยังจะส่งผลกระทบไปยังต้นทุนการผลิตและขนส่งสินค้า อันจะทำให้เกิด“อัตราเงินเฟ้อ”ตามมาทั้งโลก
ประการที่สำคัญ จะมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและสินค้าอุปโภคของสหรัฐฯ เช่น ต้นทุนปุ๋ยและอาหาร โดยที่อิหร่านเป็นผู้ส่งออกยูเรียรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก การปิดช่องแคบ“ฮอร์มุซ”จะส่งผลให้ราคาปุ๋ยสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนเกษตรกรในสหรัฐฯ และอาจนำไปสู่ราคาอาหารที่แพงขึ้นในระยะยาว รวมทั้งอุตสาหกรรมการผลิต โดยที่ภาคส่วนอย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อาจเผชิญกับการชะงักงันของชิ้นส่วนที่ต้องขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือหลักในภูมิภาค และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เบี้ยประกันภัยสำหรับการเดินเรือในบริเวณอ่าวเปอร์เซียอาจะพุ่งสูงไม่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการเดินเรือของบริษัทสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ
สุดท้ายแล้ว“โดนัลด์ ทรัมป์”หรือ“ทรัมป์บ้า”ผู้กระหายสงครามนั่นแหละ ที่จะต้องพบจุดจบก่อน โดยทั้งสมาชิกสภาล่างและสภาสูงต่างเห็นว่า“ทรัมป์ได้เปิดฉากสงครามที่ไม่จำเป็น โง่เขลา และผิดกฎหมายต่ออิหร่าน” ทั้งนี้ สภาคองเกรสสหรัฐฯ มีกำหนดลงคะแนนเสียงในสัปดาห์นี้เกี่ยวกับญัตติที่พยายามจำกัดอำนาจของทรัมป์ ขณะที่ชาวอเมริกันก็ได้ออกมาประท้วงเช่นกัน ด้วยเห็นว่า การโจมตีอิหร่านอย่างไม่มีเหตุผลและผิดกฎหมายของทรัมป์ เป็นการก่อสงครามที่อาจนำไปสู่“ความตายและความหายนะ”มหาศาล
ถ้าโลกนี้ไม่มี“โดนัลด์ ทรัมป์” อะไรๆ ก็คงจะดีขึ้น และน่าอยู่กว่านี้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

โรนัลโด้ อยู่ไม่ได้แล้ว! ขนครอบครัวหนีออกจากซาอุฯ มุ่งหน้ามาดริด
ครูชัยยศ พ้นมลทิน หลังคดีถึงที่สุด ศาลยกฟ้องคดีทุจริตอาหารกลางวัน
โซเชียลแห่แชร์ ทรัมป์ มีแผลผื่นแดงหนารอบลำคอ แพทย์ประจำตัวแจงไม่ใช่โรคร้ายแรง
อนุทิน สั่งด่วน! ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท 15 วัน
ทั่วโลกจับตา! เปิดตัวเต็ง ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่าน คนใหม่ หลังสิ้นสุดยุคคาเมเนอี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี