วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569
วันนี้ 4 มีนาคม 2569 นับเป็นวันที่ห้าที่สหรัฐอเมริกากับอิสราเอลร่วมมือกันปฏิบัติการทำสงครามรุกรานอิหร่าน หายนะของประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นแล้ว นั่นคือ“สงครามเศรษฐกิจ”ที่จะกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองโลกกว่า 8 พันล้านคน อันเนื่องมาจากอิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ”อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 มีนาคม วานนี้ พร้อมทั้งจะเผาเรือทุกลำที่แล่นผ่าน
การตอบโต้สหรัฐอเมริกากับอิสราเอลของอิหร่านครั้งนี้มองในอีกด้านหนึ่งก็สาสมกับความ“ชั่วร้ายป่าเถื่อน”ที่สองประเทศนี้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น“ซาตานร้าย”กระทำต่ออิหร่าน ในช่วงวาระก่อนวันนอรูซ (วันขึ้นปีใหม่ของอิหร่าน) และวันที่สิบของเดือนรอมฎอน อันถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมการรุกราน และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ดังแถลงการณ์ของสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านในประเทศไทย ที่ได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ว่า
“สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ 2 วรรค 4 และกฎหมายระหว่างประเทศ โดยได้ก่ออาชญากรรมต่อประชาชาติอิหร่านและกระทำการอันป่าเถื่อนอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งเป็นการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของประเทศอิหร่าน การกระทำของสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์นั้นปราศจากฐานทางกฎหมายหรือข้ออ้างที่สมเหตุสมผลใดๆ รองรับ ทั้งยังถือเป็นการกระทำอันเป็นการรุกราน และอาชญากรรมแห่งการรุกราน”
น่าเศร้าก็ตรงที่ การปฏิบัติการโจมตีเยี่ยงโจรของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลครั้งนี้ ไม่เพียงแต่”อยาตอลเลาะห์ อาลีคาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จะถูกสังหารเสียชีวิตพร้อมกับผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีกเกือบ 40 คนเท่านั้น หากแต่เด็กนักเรียนหญิงตัวน้อยๆ ผู้บริสุทธิ์ยังต้องประสบเคราะห์กรรมเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนนับร้อยคน เช่น ที่แถลงการณ์ดังกล่าวของสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านในประเทศไทยระบุไว้อย่างมีนัยสำคัญว่า
“ในช่วงชั่วโมงแรกของปฏิบัติการรุกราน โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบ (Minab) ได้ตกเป็นเป้าหมายและถูกทำลาย ส่งผลให้เด็กหญิงผู้บริสุทธิ์เกือบ 200 คนต้องพลีชีพ (Martyrdom) การรุกรานครั้งนี้ถูกบงการขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาทางการทูต ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า การเจรจาดังกล่าวเป็นเพียงปฏิบัติการลวงโลกเช่นเดียวกับรอบที่ผ่านมา และการตัดสินใจโจมตีอิหร่านได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ระหว่างการเยือนสหรัฐอเมริกาของเนทันยาฮู ในขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอ้างนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” แต่การรุกรานครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าอิสราเอล คือ ลำดับความสำคัญสูงสุดของเขา และเขามีเจตนาที่จะสังเวยเลือดเนื้อของทหารอเมริกันเพื่อเป้าหมายอันชั่วร้ายของระบอบไซออนิสต์”
และที่สำคัญการปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ก็คือการตอบโต้การรุกรานที่อิหร่านอ้างว่า “เป็นสิทธิทางกฎหมายและสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่าน”ภายใต้ข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งในแถลงการณ์ของสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านในประเทศไทยได้กล่าวไว้ว่า
“สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดในการรุกรานครั้งนี้คือ ปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักการและรากฐานทางศีลธรรมที่สังคมมนุษย์ยอมรับอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และเป็นการละเมิดกฎเกณฑ์พื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง, การลอบสังหารผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้สร้างบาดแผลลึกในหัวใจของประชาชาติอิหร่าน กองทัพอิหร่านได้เตรียมพร้อมด้วยสรรพกำลังและขีดความสามารถทั้งหมดเพื่อเผชิญหน้ากับการรุกรานอันเป็นอาชญากรรมนี้ และเพื่อขับไล่ความชั่วร้ายของศัตรู ซึ่งจะมีการตอบโต้อย่างสาสมต่อความมุ่งร้ายของศัตรูอย่างแน่นอน”
การปิด“ช่องแคบฮอร์มุซ”ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันดิบทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกครั้งนี้ พล.อ.อิบราฮิมจับบารี ที่ปรึกษาผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ในฐานะโฆษก “IRCG” ประกาศว่า “ช่องแคบฮอร์มุซปิดแล้ว และหากใครก็ตามที่ปรารถนาจะผ่านไป วีรบุรุษของเราในกองกำลังเรือของ IRGC และกองทัพจะจุดไฟเผาเรือเหล่านั้น อย่ามาที่ภูมิภาคนี้,ชาวอเมริกันหิวกระหายน้ำมันในภูมิภาคนี้ อิหร่านจะโจมตีท่อส่งน้ำมันของพวกเขาในภูมิภาค และจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันจากพื้นที่นี้”
อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าเห็นผลทันตา หลังจากอิหร่านประกาศปิด“ช่องแคบฮอร์มุซ” ส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที หรือแม้แต่ในบ้านเรา ซึ่งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 มีนาคมวานนี้ “ปั๊มน้ำมันเชลล์”ได้ปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นลิตรละ 4.20 บาท และหลังจากนั้น“ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์”ก็ได้ประกาศปรับขึ้นราคาเช่นกัน โดยที่น้ำมันดีเซลขึ้น 1.80 บาท/ลิตร ยกเว้นน้ำมันพาวเวอร์ ดีเซล เทครอน ดี และกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์ปรับขึ้น 0.90 บาท/ลิตร ยกเว้นน้ำมันเบนซิน โกลด์ 95 เทครอน
ในระยะยาวนับจากนี้ไป โดยที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า“สงคราม”จะสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น ก็อย่างที่เกริ่นไว้ในตอนต้น คือ“สงครามเศรษฐกิจ”ที่จะกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองโลกกว่า 8 พันล้านคน อันเนื่องมาจากการปิด“ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่ปริมาณน้ำมันจากการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบนี้ คิดเป็นประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลกในแต่ละวัน และนอกจากน้ำมัน ก็ยังมีการส่งออกก๊าซ LNG ผ่านเส้นทางนี้อีกกว่า 1 ใน 5 ของโลก โดยส่วนใหญ่จากประเทศกาตาร์
ไล่เรียงลงไป 7 ประเทศที่ส่งออกน้ำมันและ“ก๊าซ LNG” ผ่าน“ช่องแคบฮอร์มุซ”ในแต่ละวัน ก็ประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย: ประมาณ 5.3 - 6.3 ล้านบาร์เรล (7.2 - 8.6 แสนตัน), อิรัก: ประมาณ 3.2 - 3.7 ล้านบาร์เรล (4.4 - 5.0 แสนตัน), คูเวต: ประมาณ 2.4 ล้านบาร์เรล (3.3 แสนตัน), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): ประมาณ 1.8 - 3.4 ล้านบาร์เรล (2.5 - 4.6 แสนตัน), อิหร่าน: ประมาณ 1.5 - 1.9 ล้านบาร์เรล (2.0 - 2.6 แสนตัน), กาตาร์: ประมาณ 1.5ล้านบาร์เรล (2.0 แสนตัน) และบาห์เรน: ประมาณ 0.18ล้านบาร์เรล (2.5 หมื่นตัน) โดยจุดหมายปลายทางประมาณกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ส่งไปยังตลาดในเอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
สำหรับสหรัฐอเมริกา แม้จะใช้น้ำมันผ่านจากช่องแคบแห่งนี้เพียง 7 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลโดยตรงให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯต้องพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ยังจะส่งผลกระทบไปยังต้นทุนการผลิตและขนส่งสินค้า อันจะทำให้เกิด“อัตราเงินเฟ้อ”ตามมาทั้งโลก
ประการที่สำคัญ จะมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและสินค้าอุปโภคของสหรัฐฯ เช่น ต้นทุนปุ๋ยและอาหาร โดยที่อิหร่านเป็นผู้ส่งออกยูเรียรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก การปิดช่องแคบ“ฮอร์มุซ”จะส่งผลให้ราคาปุ๋ยสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนเกษตรกรในสหรัฐฯ และอาจนำไปสู่ราคาอาหารที่แพงขึ้นในระยะยาว รวมทั้งอุตสาหกรรมการผลิต โดยที่ภาคส่วนอย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อาจเผชิญกับการชะงักงันของชิ้นส่วนที่ต้องขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือหลักในภูมิภาค และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เบี้ยประกันภัยสำหรับการเดินเรือในบริเวณอ่าวเปอร์เซียอาจจะพุ่งสูงไม่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการเดินเรือของบริษัทสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ
สุดท้ายแล้ว“โดนัลด์ ทรัมป์”หรือ“ทรัมป์บ้า”ผู้กระหายสงครามนั่นแหละ ที่จะต้องพบจุดจบก่อน โดยทั้งสมาชิกสภาล่างและสภาสูงต่างเห็นว่า“ทรัมป์ได้เปิดฉากสงครามที่ไม่จำเป็น โง่เขลา และผิดกฎหมายต่ออิหร่าน” ทั้งนี้ สภาคองเกรสสหรัฐฯ มีกำหนดลงคะแนนเสียงในสัปดาห์นี้เกี่ยวกับญัตติที่พยายามจำกัดอำนาจของทรัมป์ ขณะที่ชาวอเมริกันก็ได้ออกมาประท้วงเช่นกัน ด้วยเห็นว่า การโจมตีอิหร่านอย่างไม่มีเหตุผลและผิดกฎหมายของทรัมป์ เป็นการก่อสงครามที่อาจนำไปสู่“ความตายและความหายนะ”มหาศาล
ถ้าโลกนี้ไม่มี“โดนัลด์ ทรัมป์” อะไรๆ ก็คงจะดีขึ้น และน่าอยู่กว่านี้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

สกสค.ตรึงราคาสินค้า ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลดภาระผู้ปกครอง
เธอมาได้ทันเวลาพอดี!! คลิป จนท.กระโดดตัวปลิวกลางสายฝน ดีใจช่วยบรรเทาดับไฟป่าได้
หนุ่มซิ่ง จยย.ฝ่าไม้กั้น ล้มคารางรถไฟ พลเมืองดีช่วยทันเสี้ยววินาที
ญี่ปุ่น ยกเลิกเตือนสึนามิแล้ว แต่ยังเสี่ยง Mega-quake หลังแผ่นดินไหว 7.7
อัษฎางค์ ชำแหละช็อต ถุย นายกฯ เดิมพันแบรนด์ จริงใจ หรือ วุฒิภาวะ ถูกกัดเซาะ?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี