วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันนี้ 9 มีนาคม เข้าสัปดาห์ที่สองของสงครามรุกรานอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ที่เปิดฉากมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ปลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งนิยามของสงครามนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือความตายและความสูญเสีย
เพราะสงครามคือความขัดแย้งของมนุษย์ที่ไม่สามารถแก้ไขด้วยสันติวิธี จึงต้องใช้ความรุนแรงและการทำลายล้างเข้าประหัตประหารกัน ซึ่งถ้าจะว่าไปก็ไม่ต่างจาก“เดรัจฉาน” ดังหลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่หมายถึงสัตว์ที่ไปโดยส่วนขวางหรือไม่ตั้งตรงอย่างมนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในอบายภูมิ ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้
สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลซึ่งเป็น“หมาหมู่”รุกรานอิหร่าน ด้วยข้ออ้างเพื่อต้องการ“การเปลี่ยนระบอบการปกครอง”ของอิหร่าน โดยกล่าวหาใส่ร้ายว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามร้ายแรง หวังสร้างอาวุธนิวเคลียร์ สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย บ่อนทำลายความมั่นคงประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยเหตุนี้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและอิสราเอลในวันแรก จึงมุ่งสังหาร “อยาตอลเลาะห์อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมกับผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีกเกือบ 40 คนเสียชีวิต
เป็นการ“เด็ดหัว” หวังจะถอนรากถอนโคน พร้อมกันการปลุกระดมของสหรัฐฯให้ประชาชนชาวอิหร่านลุกขึ้นมาโค่นล้ม“ระบอบสาธารณรัฐอิสลาม”ของอิหร่าน แล้วฟื้นการปกครอง“ระบอบกษัตริย์”ขึ้นมาใหม่เหมือนในอดีตก่อนที่“ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี”กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิหร่านและราชวงศ์ปาห์ลาวีจะถูกโค่นล้มภายใต้การนำของ“อยาตอลเลาะห์ โคไมนี”ในปี พ.ศ. 2522 และจากนี้ไปเมื่อสหรัฐฯคิดว่าสามารถเปลี่ยนระบอบของอิหร่านได้ ก็จะถ่ายมอบอำนาจให้“เจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี”อดีตมกุฎราชกุมาร โอรสของกษัตริย์ชาห์ที่ลี้ภัยอยู่ในยุโรปแต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯขึ้นมาเป็นกษัตริย์“หุ่นเชิด”ของสหรัฐฯ
อันที่จริงเป้าหมายภายใต้ข้ออ้างของสหรัฐฯที่ไม่ต่างจาก“ซาตานในคราบนักบุญ” ก็คือเพื่อต้องการเข้าไปควบคุมยึดครองทรัพยากรและอุตสาหกรรมน้ำมันในอิหร่าน เหมือนที่เคยทำกับประเทศอิรัก สมัย“ซัดดัม ฮุสเซน”ในปี 2546 โดยกล่าวหาว่าอิรักมีอาวุธชีวภาพและอาวุธนิวเคลียร์จึงส่งกองทัพสหรัฐฯเข้าไปกำจัดและโค่นล้ม“ระบอบซัดดัม”ซึ่งหลังจากโค่นล้มลงได้จากนั้นในเวลาต่อมาอุตสาหกรรมน้ำมันก็ตกอยู่ในมือของสหรัฐฯและ“บรรษัทตะวันตก”
มีตัวอย่างล่าสุดให้เห็น ก็คือ กรณีสหรัฐฯส่งกำลังทหารบุกเข้าไปจับตัว “นิโกลัส มาดูโร” อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภริยาในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ในข้อหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้ายาเสพติดโดยตรงและเป็นผู้นำที่ไม่ชอบธรรม ซึ่งที่แท้แล้วก็เพื่อต้องการ“ยึดอุตสาหกรรมน้ำมัน”ของเวเนซุเอลา โดยที่เวเนซุเอลา มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกถึง 303 พันล้านบาร์เรล หรือ 3.03 แสนล้านบาร์เรล
ขณะที่อิหร่านซึ่งไม่ยอมศิโรราบให้แก่สหรัฐฯ เหมือนกับกลุ่มประเทศอาหรับ โดยเฉพาะกลุ่มประทศ “GCC” อันประกอบด้วย บาห์เรน, คูเวต, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยที่อิหร่านมีปริมาณน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับสามของโลกถึง 209 พันล้านบาร์เรล รองจากซาอุดีอาระเบียที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับสอง จำนวน 267 พันล้านบาร์เรล อิหร่านก็เลยต้องกลายเป็นศัตรูของสหรัฐฯไปโดยปริยาย
เมื่อน้ำมันคือหัวใจของพลังงานหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้“ซาตานในคราบนักบุญ”อย่างสหรัฐฯ จึงไม่อาจปล่อยมือตะวันออกกลางที่เป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันโลก เพราะเมื่อยึดครองอิหร่านได้ ก็ถือว่ายึดครองประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันในตะวันออกกลางไว้ได้ทั้งหมด ซึ่งนอกจากซาอุดีอาระเบีย ในอีก 3 ประเทศอาหรับที่อยู่ใต้อาณัติของสหรัฐฯ ก็เป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบในลำดับต้นๆของโลก คือ อิรัก ลำดับห้า มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบ 145 พันล้านบาร์เรล, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลำดับหก มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบ 113 พันล้านบาร์เรล และลิเบีย ลำดับเก้ามีปริมาณสำรองน้ำมันดิบ 48 พันล้านบาร์เรล
ดูการกระทำของสหรัฐฯแล้วก็ไม่ต่างจาก“โจร” เมื่อหน้ามืดตามัวคิดอะไรไม่ออก ก็ใช้วิธีการอย่างโจรคือ“ปล้น”ไม่เลือกหน้า ด้วยเหตุที่เวลานี้ สถานะทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯตกต่ำยิ่งกว่า“ขอทานข้างถนน” ทั้งนี้ จากตัวเลขเมื่อเดือนตุลาคมปลายปีที่แล้ว หนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกาเข้าขั้นวิกฤต ยอดพุ่งทะลุถึง 38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับประมาณ 1.2 พันล้านล้านบาท คิดเป็นกว่า 122 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งสูงกว่าขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศสหรัฐฯ
ทำให้ทุกวันนี้สหรัฐฯมีภาระดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายสูงเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 32 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศไทยที่มีวงเงินงบประมาณปีละประมาณ 3 ล้านล้านบาท ถึง 10 เท่า และส่งผลทำให้สหรัฐฯต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อมาโปะหนี้เก่าอย่างต่อเนื่องทุกปี
การทำลายล้างอิหร่านที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกในครั้งนี้ ยังเท่ากับเป็นการเปิดศึกกับจีนไปในตัวด้วยเนื่องจากอิหร่านซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับสามของกลุ่ม“OPEC”และติดอันดับ1 ใน 10 ของโลกตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ปรากฏว่าอิหร่านทำสถิติผลิตน้ำมันดิบสูงสุดในรอบหลายปี หรือประมาณ 3.2 – 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันและจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน เฉลี่ยมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จึงเท่ากับว่าจีนเป็นผู้พยุงเศรษฐกิจหลักของอิหร่านในด้านพลังงานน้ำมัน
โชคร้ายของพลเมืองโลกในวันนี้ เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เจ้าของฉายา “ทรัมป์บ้า”ที่“บ้าอำนาจ” และต้องการจะเป็นเจ้าผู้ครอบครองโลกนี้ กับ“เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เจ้าของฉายา“นักมายากล” ซึ่งต้องการเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในตะวันออกกลาง เหนือประเทศอาหรับและเปอร์เซีย อันเปรียบเหมือน“ปีศาจร้าย 2 ตัว”มาร่วม“เสพสังวาสอำนาจ”กัน ก็เลยกระทำการอันป่าเถื่อน ด้วยการใช้แสนยานุภาพทางทหารที่เหนือกว่า และมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองโดยที่ประเทศอื่นห้ามมี เข้าทำลายล้างอิหร่าน
น่าเศร้าก็ตรงที่ สหรัฐฯและอิสราเอล มิได้คำนึงถึงการสังหารหมู่เด็กนักเรียนหญิง ด้วยการทิ้งระเบิดถล่มโรงเรียนสตรี“ชะญาเรห์ ตอยเยเบห์” ในเมืองมินาบ ทางตอนใต้ของอิหร่าน เสียชีวิตอีกเกือบ 200 คนในวันแรกที่เปิดฉากสงครามรุกรานอิหร่าน นับเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติ ต่อการกระทำอันป่าเถื่อนเยี่ยง“เดรัจฉาน”ที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดแจ้ง
อย่างไรก็ดี “สงครามหมาหมู่”ซึ่งยืดเยื้อเข้าสัปดาห์ที่สอง สหรัฐฯกับอิสราเอลก็ยังไม่สามารถพิชิตอิหร่านให้พ่ายแพ้ลงได้อย่างง่ายดาย และที่สุดแล้ว“ปีศาจร้าย 2 ตัว”นี้ นอกจากจะกำลังทำลายประเทศของตนเอง พร้อมกับการทำลายอิหร่านและประเทศในตะวันออกกลาง โดยใช้ชีวิตผู้คนพลเรือนที่บริสุทธิ์เป็นเครื่องสังเวยนั้น ย่อมต้องไม่ตายดี
สำคัญที่สุด“สัตว์เดรัจฉาน” กับ “มนุษย์” นั้น แยกแยะและเห็นได้จากพฤติกรรมและการกระทำซึ่งสมควรต้องประณามและสาปแช่ง !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

จับตาพรุ่งนี้!!! CIB แถลงผลปฏิบัติการ ตัดวงจรเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ
ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก
สะกดทุกสายตา ปู ไปรยา นั่งฟรอนต์โรว์ชมแฟชั่นโชว์ กระทบไหล่คนดัง
เอาแล้วไง! 'แบงก์กรุงเทพ' ออกกฎ 'บัญชี e-Saving' มีต่ำกว่า 2,000 ถอนเงินจากบัญชีไม่ได้
เลขาฯ กฤษฎีกา ชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ปัดคุยแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี