วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เมื่อวานนี้ รัฐสภาเริ่มประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 บรรยากาศไปอย่างคึกคัก
1. “หาเช้ากินค่ำ มองไม่เห็นอนาคต” - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า งบประมาณฉบับนี้เป็นงบประมาณที่มองไม่เห็นอนาคต เหมือนหาเช้ากินค่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างทำให้เก็บรายได้เพียงพอใช้หนี้เท่านั้น
“...ที่เรามองไม่เห็นอนาคตนั้น เกิดจากอะไรบ้าง
เริ่มต้นจากตัวโครงสร้างงบประมาณขนาดเศรษฐกิจ เพราะถ้าไปดูโครงสร้างงบประมาณ กลับพบว่าประเทศของเราได้เดินมาถึงจุดที่การจัดเก็บรายได้ทั้งหมดจะมีเพียงพอสำหรับงบประจำกับการใช้หนี้เท่านั้น
โครงสร้างงบประมาณปีนี้ เกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากการขาดดุลหรือการกู้ แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันนี้ ศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีและการหารายได้นั้น สามารถทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต ตัวเลขนี้น่ากลัว เพราะยิ่งเราไปดูการจัดเก็บภาษีโดยเฉพาะก็จะเห็นว่าสัดส่วนของภาษีเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ก็ยังคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 14.6 ซึ่งก็คือต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ สิ่งนี้ยังดำรงอยู่ทั้งๆ ที่ เรารู้ว่าความต้องการของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งความคาดหวังในเรื่องของระบบสวัสดิการนับวันมีแต่สูงขึ้น
... นี่คือความเป็นจริงว่า ประเทศของเราและงบประมาณของเรา ติดหล่มอยู่อย่างนี้ ต่อไป ถ้าเราไม่สะสางปัญหาซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก คือ มีงบประมาณที่บานปลายอยู่ตลอดเวลา หรือเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา และยังรอการสะสางอย่างจริงจัง เช่น งบบุคลากร เบี้ยบำนาญ 3.8 แสนล้านบาท เชื่อว่าไม่พอ เพราะช่วงปีที่ผ่านมาจ่ายเกิน 3.9 แสนล้านบาทแล้ว ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลในระบบของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม 9.4 หมื่นล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดใช้จริงทะลุแสนล้านบาทไปแล้ว ดังนั้น งบที่เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปีนี้ต้องเพิ่ม 2 แสนล้านบาท ตนยืนยันว่าไม่เพียงพอ
...คำแถลงของรัฐบาล รวมถึงเอกสารงบประมาณ ดูเหมือนรัฐบาลรู้หลักการสิ่งที่ต้องทำ ต้องใช้เช่น ทำงบที่แม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์แก้ปัญหาของประเทศ ทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ แต่เนื้อในของงบประมาณ ผมไม่เห็นการตั้งงบแบบมุ่งเป้า หรือเป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริง
ผมถึงบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์เราไม่เห็นอนาคต และเห็นด้วยกับอีกคำที่ สส. ฝากรัฐบาลที่พูดไว้คือ เป็นงบแบบหาเช้ากินค่ำ” – นายอภิสิทธิ์ระบุ
2. “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำอย่างทั่วถึง” -รองนายกฯ เอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อภิปรายแจกแจงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ประเด็นสำคัญ ระบุว่า
รัฐบาลกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 3,788,000 ล้านบาท เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั่วประเทศ
คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2570 จะขยายตัวในช่วง 1.7 - 2.7% โดยมี ค่ากลางที่ 2.2%โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนหลักจากการฟื้นตัวของการค้าโลกที่จะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน
เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อปี เพื่อรักษาเสถียรภาพและดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตยั่งยืน
รองนายกฯ เอกนิติ กล่าวว่า เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ รัฐบาลจึงดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยประมาณการรายได้สุทธิไว้ที่ 3,145,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากปีก่อน และจะมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 788,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าจะปรับลดขนาดการขาดดุลให้เหลือไม่เกิน 3% ภายในปี 2572 เพื่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
ด้านหนี้สาธารณะ ณ เดือนเมษายน 2569 มียอดคงค้างอยู่ที่ 12.78 ล้านล้านบาท
หรือคิดเป็น 66.66% ของ GDP ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ไม่เกิน 70%
สถานะเงินคงคลังปัจจุบัน ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 341,018.2 ล้านบาท
สำหรับวงเงินงบประมาณทั้งหมด ถูกจำแนกออกเป็น 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่
รายจ่ายประจำ 2,786,367.1 ล้านบาท คิดเป็น 73.6%
รายจ่ายลงทุน 789,171.5 ล้านบาท คิดเป็น 20.8%
รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 151,520 ล้านบาท คิดเป็น 4%
รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท คิดเป็น 1.9%
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตั้งงบประมาณในส่วนของงบกลางจำนวน 693,800 ล้านบาทคิดเป็น 18.3% เพื่อสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น รวมถึงการเยียวยาภัยพิบัติ และงบชำระหนี้ภาครัฐอีก 462,470.3 ล้านบาท คิดเป็น 12.2%
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้วางแผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณ โดยจัดสรรผ่านด้านต่างๆ ดังนี้
.jpeg)
.jpeg)
ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ได้รับจัดสรร 969,161.6 ล้านบาท คิดเป็น 25.4% มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 12.4 ล้านคน เบี้ยความพิการ 3.4 ล้านคน และเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด รวมถึงการดูแลที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย
ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ จัดสรร 676,320.2 ล้านบาท คิดเป็น 17.9% เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลอัจฉริยะ (AI Plus) และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน
ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ จัดสรร 611,194.5 ล้านบาท คิดเป็น 16.1% เน้นนโยบาย “เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) การคืนครูให้นักเรียน และการยกระดับทักษะแรงงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล
ด้านความมั่นคง จัดสรร 407,165.1 ล้านบาท คิดเป็น 10.7% มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และการรักษาความสงบเรียบร้อย
ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน จัดสรร 348,427.4 ล้านบาท คิดเป็น 9.2% เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวตั้งเป้ารายได้ 3 ล้านล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมทั้งทางบก ราง น้ำ และอากาศ รวมถึงการส่งเสริม SME
ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดสรร 137,507.8 ล้านบาท คิดเป็น 3.6% มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5
รองนายกฯ เอกนิติ ระบุว่า งบประมาณปี 2570 มุ่งเน้นนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่
“1.ด้านเศรษฐกิจ ชูโครงการ “คนตัวเล็ก Plus” ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และ “Digital AI Plus”เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่
2.ด้านความมั่นคง เน้นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการแก้ไขปัญหายาเสพติด
3.ด้านสังคม นโยบาย “การศึกษาเท่าเทียม Plus” เรียนฟรีมีงานทำ และ “สูงวัย Plus”ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
4.ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำผ่านนโยบาย “สีเขียว Plus” และบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ
5.ด้านการบริหารภาครัฐ ปฏิรูปกฎหมายและเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลด้วยนโยบาย “AI Plus” และ “Thailand Plus”
โดยรัฐบาลยึดหลักการจัดทำงบประมาณภายใต้หลัก 5T กลยุทธ์ “5T”
“1.Target: ตรงเป้าหมาย ตรงปัญหา
2.Transparent: โปร่งใส ตรวจสอบได้
3.Transition: ข้ามผ่านวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ
4.Transformation: เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านนวัตกรรม AI และดิจิทัล
5.Together: ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”
ดร.เอกนิติ ยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำอย่างทั่วถึง ภายใต้แรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์ภายในประเทศ รัฐบาลจึงดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลจะบริหารงบประมาณรายจ่ายนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายและกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด จะใช้จ่ายภาษีของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้ประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และยั่งยืน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
3. ประเทศไทย ไร้อนาคต จริงหรือ?
GDP ของไทย มูลค่าประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท (ประมาณ 5.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ขยายตัว 2.4%
ขณะที่ GDP ต่อหัวประชากร อยู่ที่ประมาณ 269,000 - 270,000 บาทต่อคนต่อปี
มุมมองของสถาบันจัดอันคับเครดิตระดับโลกที่มีต่อประเทศไทยล่าสุด (Sovereign Credit Rating) ปรากฏว่า มุมมองของ 3 สถาบันจัดอันดับหลัก ยังคงอยู่ในระดับ Investment Grade หรือระดับที่น่าลงทุน โดยไทยได้รับการประเมินความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน และกรอบนโยบายมหภาค ดังนี้
Moody’s: Baa1 แนวโน้ม “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)”
S&P Global: BBB+ แนวโน้ม “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)”
Fitch Ratings: BBB+ แนวโน้ม “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” (รอการประเมินล่าสุด)
อันดับเครดิตที่แข็งแกร่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของสถาบันจัดอันดับที่มีต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยที่ไทยเราออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ก็ไม่ถูกลดอันดับเครดิตแต่อย่างใด
ล่าสุด ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะได้รับสัญญาณเชิงบวกด้านอันดับเครดิตจาก Moody’s และ S&P ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยเศรษฐกิจไทยถูกมองว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงตั้งหลัก (Stabilisation phase) ความเชื่อมั่นของตลาดเริ่มฟื้นตัวได้
โดยในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569 ไทยได้รับสัญญาณเชิงบวกด้านอันดับเครดิต โดย Moody’s ปรับมุมมองจาก “Negative” เป็น “Stable” และคงอันดับที่ Baa1 จากการประเมินว่า ผลกระทบจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ และแรงส่งการลงทุนในประเทศกลับมา เห็นได้จากตัวเลขการอนุมัติสิทธิประโยชน์การลงทุนจาก BOI สะท้อนว่าความเสี่ยงในระยะสั้น ทั้งจากภายนอกและการเมืองคลี่คลายลง
ขณะที่ S&P คงอันดับไทยไว้ที่ BBB+ พร้อมมุมมอง “Stable” โดยเน้นปัจจัยความต่อเนื่องของนโยบาย เสถียรภาพด้านต่างประเทศ และความน่าเชื่อถือของกรอบนโยบายมหภาค
ในระยะปานกลาง S&P มองทิศทางเศรษฐกิจไทยดีขึ้นกลับไปที่ราว 2.5% ขาดดุลการคลังลดลงเหลือไม่ถึง 3% ของ GDP และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่องเฉลี่ยราว 2% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม จับตาการประเมินของ Fitch ล่าสุด ที่กำลังประเมินไทยอยู่
แม้ว่าประเทศไทยอาจผ่านช่วงฟื้นตัวของความเชื่อมั่นในสายตา Moody’s และ S&P มาได้แล้ว แต่การประเมินของ Fitch จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ไทยสามารถเปลี่ยน “ความเชื่อมั่นระยะสั้น” ให้กลายเป็น “ความน่าเชื่อถือระยะยาว” และช่วย “ลดต้นทุนการเงินของประเทศ” ได้หรือไม่ในระยะข้างหน้า
สรุป งบประมาณแผ่นดิน 2570 จะแค่หาเช้ากินค่ำ หรือสร้างอนาคตใหม่ให้ประเทศ? ในเมื่อโครงสร้างงบประมาณของไทยเป็นปัญหาสะสมมาทุกยุครัฐบาล ยากจะเปลี่ยนในเวลาไม่กี่ปี
คำตอบ จึงอยู่ที่การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งมีเครื่องมือที่ต้องสอดประสานการทำงานร่วมกันหลายส่วน ทั้งงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนกับเอกชน หรือการดึงดูดการลงทุนของเอกชนโดยตรง การส่งออก ท่องเที่ยว ฯลฯ
ซึ่งจะเห็นความพยายามขับเคลื่อนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เช่น ไทยแลนด์ฟาสต์พาส, การดึงเอกชนมาร่วมขับเคลื่อนประเทศผ่านการประชุม กรอ. ที่นายกฯอนุทินบอกว่าเหมือน “ครม.เศรษฐกิจพลัส”, การเดินสายเรียกความเชื่อมั่นของต่างประเทศในเวทีระดับนานาชาติ, หรือแม้แต่โครงการแลนด์บริดจ์ที่จะให้เอกชนลงทุน 1 ล้านล้านบาท ฯลฯ
สารส้ม

ญี่ปุ่นช็อค!‘แซมบ้า’ยิงทดเจ็บพลิกแซงเข้ารอบ
สุวรรณภูมิแจง ปมแอร์สาวซุกเฮโรอีน ระบบเอ็กซเรย์เน้นเครื่องตรวจระเบิดเป็นหลัก
พระสิริโฉมงดงาม 'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ' ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ ในพิธีรับเสด็จฯ ณ ฝรั่งเศส
สวยไม่แผ่ว แอน สิเรียม เช็กอินริมสระ อวดความฮอตในชุดว่ายน้ำ
แฟนคลับฮือฮา พี่เสก โลโซ ควง กานต์ เช็กอินบ้านบางบอน ร่วมเฟรม บิ๊กแป๊ะ-เฉลิม-วัน อยู่บำรุง สุดชื่นมื่น

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี