วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เชื่อหรือไม่ว่า “การมีส่วนร่วมตามหลักธรรมาภิบาล”มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาป่าไม้ได้
หากพูดถึงเรื่องป่าไม้ เรากำลังพูดถึงชาวบ้านที่ดำรงชีพด้วยการเข้าไปหาอาหารในป่า แต่ต้องย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย แถมมีคดีบุกรุกพื้นที่ป่าติดตัว บางคดีต่อสู้ยาวนานมากกว่า 10 ปี และบางคดีก็ยังไม่จบสิ้น ซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านมักจะลงเอยด้วยการบุกรุกพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต และสมการนี้เอง รัฐมักเป็นผู้ได้เปรียบอยู่เสมอ !
เมื่อความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารได้เพิ่มศักยภาพรองรับความต้องการของผู้บริโภค ส่งผลให้เกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือพืชเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งก็เป็นการปลูกเพื่อขายมากกว่าเพื่อดำรงชีพ ทำให้พื้นที่ป่าถูกรุกล้ำเพราะต้องใช้พื้นที่ในการเพิ่มปริมาณผลผลิต และสมการนี้เอง ชุมชนท้องถิ่นมักเป็นจำเลยอยู่เสมอ !
รัฐพยายามทำให้เห็นว่า “ป่า” เป็นเรื่องของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เห็นได้จากสัมปทานป่าไม้ ทำเหมืองแร่ส่งเสริมพืชพาณิชย์ รวมไปถึงการท่องเที่ยวและแคมเปญเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมมูลค่าการท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ป่าตามความหมายของรัฐจะไม่มี “ชุมชน” หรือ “คน” เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น ความหมายของ “ป่า” จึงเป็นพื้นที่ต้องห้ามที่มีเพียงรัฐเท่านั้นที่เข้าไปได้
มาถึงตรงนี้ หลายคนสงสัยว่า “หลักธรรมาภิบาล”สามารถแก้ปัญหาเชิงซ้อนระหว่างคนกับป่าได้จริงหรือไม่คำตอบคือ ได้ เพียงแต่เราต้องเข้าใจก่อนว่าหลักธรรมาภิบาลหรือ Good Governance คือการมีส่วนร่วมของสาธารณชนที่เข้ามาช่วยสร้างความโปร่งใส สามารถตรวจสอบบนพื้นฐานข้อมูล โดยต้องมีความชอบธรรมและยุติธรรมเพื่อสร้างกลไกธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นได้จริง
เราไปดูกรณีศึกษาจากป่าชุมชนแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ป่าชุมชนแม่แบบที่นำกลไก ธรรมาภิบาลเข้ามาบริหารจัดการ โดยเดิมทีแม่ทา เป็นพื้นที่ทับซ้อนที่มีปัญหาระหว่างรัฐ ผู้ถือครองโฉนดที่ดินและมีอำนาจผูกขาด กับชุมชนแม่ทา คนพื้นเมืองที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานมากกว่า 300 ปี ซึ่งใช้ชีวิตและหากินบนพื้นที่มายาวนานกว่ากฎหมายป่าไม้เสียด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ดี ทรัพยากรที่ค่อยๆ หมดไป เพราะนโยบายเศรษฐกิจจากรัฐที่พยายามส่งเสริมการค้า มองว่าทรัพยากรและที่ดินคือความมั่งคั่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติ ทำให้ชาวบ้านต้องเปลี่ยนวิถีเกษตรเป็นเชิงการค้ามากขึ้นมีการขยายพื้นที่ทำกินและแย่งชิงทรัพยากร ขณะเดียวกันที่ดินก็ถูกขายให้กับนายทุน ซ้ำร้ายพื้นที่แม่ทากำลังจะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ปี พ.ศ.2525 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านหลายครัวเรือน
ธรรมาภิบาลจึงเข้าไปคืนอำนาจการจัดการให้กับชุมชนท้องถิ่น โดยเกิดจากความร่วมมือของคนในพื้นที่เอง เริ่มจากการจัดตั้งผู้นำและแกนนำบริหารจัดการ นำเอาภูมิความรู้และงานวิชาการเข้ามาเป็นแรงจูงใจที่ช่วยขับเคลื่อนในด้านถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินและการดูแลทรัพยากรทางธรรมชาติ มีแผนการจัดการป่าชุมชนที่มาจากการสำรวจความต้องการของคนในพื้นที่ มีระบบสารสนเทศในการจัดเก็บข้อมูลของป่าและบริการทางนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม รวมไปถึงกลไกบริหารจัดการที่มีชุมชนเป็นคณะกรรมการและติดตามผลดำเนินการมากกว่า 50 ปี
ชุมชนแม่ทาใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดสรรที่ดิน โดยประยุกต์ข้อมูลที่มีร่วมกับงานวิชาการและกฎหมายเพื่อต่อรองอำนาจรัฐ อาศัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย, ส่วนที่ 12 สิทธิชุมชน มาตรา 66 ระบุถึงสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นสิทธิดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่น, และ มาตรา 67 บัญญัติไว้ว่าสิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐ และชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรทางธรรมชาติร่วมกัน
เราจะเห็นมิติของ “คน” เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้น มีบริการข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับพูดคุย หรือต่อยอดการทำงาน โดยที่ชาวบ้านเองก็สามารถเข้ามาตรวจสอบได้ด้วย ส่วนการแก้ไขปัญหาก็ไม่ได้มาจากคนที่ไม่รู้ปัญหามาดำเนินการแก้ไขซึ่งเป็นรูปแบบ Top-Down Approach แต่มาจากเสียงของชาวบ้านที่เจอกับปัญหาจริงๆ ซึ่งตอบกับความต้องการของพวกเขาเองแล้วสะท้อนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แต่ก่อนเราจะเห็นว่าน้ำหนักอำนาจสั่งการตกอยู่ที่รัฐ แต่แม่ทาพยายามใช้กลไกธรรมาภิบาลเพื่อดึงอำนาจรัฐให้สมดุลกับอำนาจประชาชน นำมาสู่การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนเพื่อการสะท้อนและแก้ไขปัญหา บริบทของคนจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับป่ามากขึ้น และจะเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าพวกเขาในฐานะชาวบ้านที่คุ้นชินกับทรัพยากรจะไม่เข้ามาแก้ไขและบริหารจัดการพื้นที่ป่าแห่งนี้ซะเอง
แม่ทา กลายเป็นต้นแบบการจัดการป่าชุมชนให้กับหลายๆ พื้นที่ในการบริหารจัดการพื้นที่ทำกินสัมพันธ์กับทรัพยากรป่าไม้ เช่นเดียวกับ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่านที่อดีตเป็นเคยเป็นพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีการทำลายพื้นที่ป่าเพื่อการเพาะปลูก ใช้สารเคมีในระดับที่รุนแรงซึ่งปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำน่าน ต้นน้ำสำคัญที่ไหลบรรจบเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่เราใช้อุปโภค-บริโภค
สันติสุข จังหวัดน่าน กำลังฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและทรัพยากรทางธรรมชาติให้กลับคืนมาเหมือนเดิม โดยมีชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการป่าไม้ ทั้งนี้ ปัจจุบันอยู่ในช่วงระดมทุนภายใต้ โครงการต้นไม้ของเรา (Tree for All: T4A) เพื่อเป็นทุนให้เกษตรกรมีความมั่นใจหันมาดูแลฟื้นฟูพื้นที่ป่า โดยผู้บริจาค 100 บาท แลกมากับกล้าไม้และการติดตามผลตลอดระยะเวลา 3 ปี ซึ่งเกษตรกรจะเป็นผู้เลือกกล้าไม้ลงดินให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ลดปลูกข้าวโพดเพื่อปศุสัตว์ หรือพืชเชิงเดี่ยวอื่นๆ ในอนาคต (สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://taejai.com/th/d/tree-for-all/)
นอกจากมิติแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้แล้ว หลักธรรมาภิบาลยังเป็นหลักการที่สามารถนำมาใช้กับมิติอื่นๆ ได้อีกมากมาย เหมือนกับมิติป่าไม้ ที่ช่วยเพิ่มอำนาจการจัดการพื้นที่ป่าให้แก่ประชาชน สร้างดุลอำนาจต่อรองกับรัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขยายขอบข่ายการทำงานต้านโกงได้อีกด้วย
..................................................
อ้างอิง
[1] การจัดการความรู้ของชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงในที่ดินและลดพฤติกรรมทำงานสิ่งแวดล้อมของคนในชุมชน: กรณีศึกษา ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดใหม่ (นพรัตน์ ดวงแก้วเดือน, ธงชัย ภูวนาถวิจิตร,
และ ชรินทร์ มั่งคั่ง)
[2] www.recoftc.org/thailand
วรรณภณ หอมจันทร์ Hand Social Enterprise

หญิงชราวัย 70 ขับกระบะย้อนศร ถนนเลนหลักรังสิต ไรเดอร์ขี่จยย.ตามช่วยชีวิต
ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E เรียกค่าเสียหายผู้โดยสารหัวฟาดกระจก ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว
รวบล่ามคู่ใจบอสจีน ฟันเฟืองสำคัญเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ
นันทิวัฒน์เตือนรัฐ! เบรกสัมพันธ์คนข้างบ้าน หวั่นไทยเสียเปรียบ
โฆษกกรมราชทัณฑ์ เผย หมิงเฉิน ซัน อาการดีขึ้น ย้ายออกจาก ICU ตรึงเข้ม 24 ชม. ป้องหลบหนี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี