วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569
ยังลงทุนได้...แม้โลกไม่สงบ
** ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 9-13 มีนาคม 2569 ว่า ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดการเงินโลกในขณะนี้ คือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยกระดับรุนแรงขึ้น หลังเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก
สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดย Krungthai CIO ได้ปรับการประเมินสถานการณ์ โดยยกระดับฉากทัศน์ที่เกิด ภาวะช็อกด้านพลังงาน (Energy Shock) ในระยะสั้นขึ้นเป็นกรณีฐานใหม่ (Base Case) แทนสมมติฐานเดิม เนื่องจากความตึงเครียดมีแนวโน้ม ยืดเยื้อและอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก Krungthai CIO มองว่า การปรับตัวลดลงของ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นโลก ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลว่า สงครามอาจผลักดันเงินเฟ้อให้เร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น แต่ Krungthai CIO ยังแนะนำ กลยุทธ์ “Stay Invested” หรือ การคงสัดส่วนการลงทุนในตลาด โดยไม่ตื่นตระหนกต่อความผันผวนระยะสั้น เนื่องจากข้อมูลในอดีตชี้ว่า ตลาดหุ้นมักปรับตัวลงแรงในช่วงแรกของความขัดแย้ง แต่มีแนวโน้มกลับมามีเสถียรภาพได้ หากสถานการณ์ไม่ลุกลามจนกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
ด้านกลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO แนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตสู่ความสมดุลมากขึ้น (Tactical Asset Allocation : Balance) เพื่อรับมือกับความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เน้นถือสินทรัพย์ที่มีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน พร้อมคงสัดส่วนการลงทุนในทองคำประมาณ 5-10% ของพอร์ต เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ที่สำคัญในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ขณะเดียวกันสามารถเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานจำกัด รวมถึง กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) เพื่อช่วยสร้างกระแสเงินสดจากเงินปันผลท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวน
นอกจากนี้ นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนไปยัง ตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีศักยภาพเติบโต เช่น เวียดนามและจีน เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ขณะเดียวกันควรระมัดระวังการลงทุนในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง เช่น อินเดีย ซึ่งอาจได้รับผล กระทบจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ ยังคงมุมมอง Neutral เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อเร่งตัว และส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกอาจล่าช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ Krungthai CIO มองว่า ทิศทางตลาดในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความชัดเจนในการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน รวมถึงท่าทีทางการทหารของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน นักลงทุนควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นตัวชี้สำคัญต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ระยะถัดไป
ขณะที่ฝ่ายวิจัยกรุงศรี ธงกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกนั้น เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและไม่แน่นอนสูงจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เข้าสู่สัปดาห์ที่สองและยังคงรุนแรงท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและเดินทางหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางตกถูกโจมตีหลายแห่ง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหลายประเทศในเอเชีย
ส่วนสหรัฐฯ เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยงแม้ผลกระทบจากปัญหาด้านอุปทานพลังงานอาจน้อยกว่าประเทศอื่น เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิรายใหญ่และมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR)_ที่ใหญ่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงย่อมกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในประเทศ อีกทั้งต้นทุนในการทำสงครามอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลและสร้างภาระทางการคลัง สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดส่งสัญญาณชะลอตัว โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลงเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 เดือน และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4% และ จีน ได้ลดเป้าหมายการเติบโตลงมาอยู่ที่ 4.5-5% และเตรียมกระตุ้นการบริโภคผ่านเงินอุดหนุนแลกซื้อสินค้าใหม่ พร้อมทั้งสร้างหลักประกันทางรายได้และสังคม รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง การลดเป้าครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนลำดับความสำคัญทางนโยบายจากการเติบโตที่มุ่งผลลัพธ์เชิงปริมาณเป็นหลักสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยืดหยุ่นในระยะยาวผ่านการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการสงวนพื้นที่ทางนโยบายบางส่วนไว้รับมือกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับไทยแม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบ ติดต่อกัน 11 เดือน แต่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนที่สูง (13% ของการนำเข้ารวม) และพึ่งพาแหล่งนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก (สัดส่วนราว 55%) หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 85-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นและอาจทำให้ GDP ลดลงจากกรณีฐานราว 0.2-0.3% แต่หากสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อจนกดดันให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 110-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นและอาจทำให้ GDP ลดลงจากกรณีฐานราว 0.6-0.9% (ดังตาราง) ทั้งนี้ ผลกระทบจะมากน้อยเพียงใดยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันสำรอง (ล่าสุดทางการระบุว่าอยู่ที่ 95 วัน) รวมทั้งมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน อาทิ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมัน เป็นต้น
** กระบองเพชร**

ระยะสร้างรัก(BrandNewLandscape)
มือปืนเปิดปากครั้งแรก กองทัพไม่มีเอี่ยวยิงสส.
ขู่ล้างตระกูลคาเมเนอี ยิวจ้องสุมไฟ รอทรัมป์ไฟเขียวถล่ม
อดีต44สส.คอพาดเขียง ศาลฯรับฟ้อง แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เท้งโวยลั่นประกาศสู้ยันฎีกา
เปิดจอจ้อข่าว กระแสแรงทั่วไทยเดินหน้าจัดเต็มเสิร์ฟข่าวเพื่อแฟนเช้าเสาร์ อาทิตย์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี