วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ศึกชิงประธาน ส.อ.ท.เดือดพลั่ก ถึงขั้นตั้งขบวนการซื้อเสียงเพื่อครองอำนาจ
** สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หนึ่งองค์กรภาคเอกชนในภาคอุตสาหกรรมที่ให้ที่สุดในประเทศไทย กำลังจะถึงเวลาเปลี่ยนผู้นำองค์กรอีกครั้ง ซึ่งในวันที่ 30 มีนาคมนี้ จะมีการประชุมสามัญประจำปี 2569 ใน ซึ่งมีวาระสำคัญคือการตั้งคณะกรรมการ ส.อ.ท.วาระปี 2569-2571 หลังจากนั้น คณะกรรมการ ฯ ก็จะทำการเลือก ประธานสภาอุตสาหกรรมคนใหม่ ขึ้นแทนนาย เกรียงไกร เธียรนุกุล ซึ่งครบวาระในเดือน มี.ค.2569 หลังจากทำหน้าที่มา 4 ปี รวม 2 วาระ
ที่ผ่านมาการขึ้นครองตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. จะสลับสับเปลี่ยนกันระหว่าง ตัวแทนที่มาจากกลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และ กลุ่มที่ได้แรงสนับสนุนจากกลุ่ม SME และครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้งท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการช่วงชิงกันทั้ง 2 กลุ่ม โดยผู้ที่ประกาศตัวลงชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.ครั้งนี้มี 2 คน ประกอบด้วย 1.นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีสไพพ์ฟิตติ้ง อินดัสตรี จำกัด 2.นายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท. และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG
การเลือกประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ในครั้งนี้ ทำให้บรรยากาศใน ส.อ.ท. เดือดระอุ สมาชิก ส.อ.ท.จำนวนไม่น้อยถึงกับมีการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ความวุ่นวายใน ส.อ.ท. เมื่อครั้งการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 ที่มีความขัดแย้งรุนแรงและมีการฟ้องร้องเป็นคดีความ
เชื่อว่าตอนนี้สังคมภายนอกองค์กร ส.อ.ท.และ ภายใน ส.อ.ท.เองคงจะได้รับรู้กระแสข่าวที่มีการเผยแพร่ในสื่อออนไลน์หลายสำนักแล้วว่าขณะนี้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงขบวนการ "ซื้อเสียงครั้งมโหฬาร" ในการเลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ปี 2569 ถึงขั้นว่าพบหลักฐานที่เป็นเส้นทางการเงิน เชื่อมโยงเครือข่ายอิทธิพลและคนในองค์กร ส.อ.ท.
สมาชิก ส.อ.ท.รายหนึ่ง เปิดเผยว่า พบพฤติการณ์ที่น่าตกใจ โดยมีการใช้ "อำนาจเหนือกว่า" เข้าบีบบังคับบริษัทในเครือข่ายและดีลเลอร์ (Supply Chain & Dealer) หลายร้อยบริษัทให้จำใจสมัครสมาชิก ส.อ.ท. โดยยื่นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่า หากไม่ร่วมมือ อาจถูกระงับสิทธิ์หรือหลักประกันในการต่ออายุสัญญาทางธุรกิจ รวมทั้งจะมีการจ่ายค่าสมาชิกให้ฟรี เพื่อแลกกับเงื่อนไขเดียวคือ ต้องระบุชื่อบุคคลที่กำหนด (นอมินี) ให้เป็นผู้แทนใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อการันตีว่าคะแนนเสียงจะตกอยู่ในกำมือของกลุ่มอำนาจที่วางแผนไว้
ขยายความในส่วนนี้ว่ากันว่ากลุ่มทุนที่ใช้”อำนาจเหนือกว่า”เป็นกลุ่มทุขนาดใหญ่ที่ลงทุนในหลายอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ นอกเหนือจากกิจการที่บ่งบอกตัวตนที่ชัดเจนของ”กลุ่มทุน”นั้น ในธุรกิจอื่นก็จะใช้การลงทุนผ่านบริษัทในเครือที่เกิดจากการ”ร่วมทุน” แม้แต่ในอุตสาหกรรมยายนต์ก็มี และลงทุนอยู่ในบริษัทรถยนต์เบอร์หนึ่งของไทย(สัญชาติญี่ปุ่น)ด้วย แต่เน้นการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์...และตอนนี้ที่ถูกบีบบังคับหนักมากจนร้องกันลั่นก็คือ บริษัทคนไทย ที่เป็น Suppliers ชิ้นส่วนยานยนต์ หรือแม้แต่บริษัทญี่ปุ่นด้วยกันที่เล็กกว่าก็ไม่รอด และ ไม่เพียงเท่านั้นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ก็ยังโดนกับเขาด้วย...น่าแปลกใจนะครับเพราะเรื่องนี้ถือว่าผิดกฎหมาย Compliance ของญี่ปุ่น ซึ่ง”หมุนตามทุน”ก็มั่นใจว่า บริษัทแม่ของค่ายรถยนต์รายนี้ยึดถือเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด...ตอนนี้บริษัทญี่ปุ่นที่ถูกบังคับให้เข้าไปอยู่ในวงจร”ชิงอำนาจ”ครั้งนี้ต่างก็อึดอัดและลำบากใจเป้นอย่างมาก เพราะเกรงว่าบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นจะเสียชื่อและได้ชื่อว่าทำผิดกฎหมาย
นอกจากนี้จากการแจ้งเบาะแสจำนวนมาก พบหลักฐานสำคัญคือ "เส้นทางการเงิน" ที่โยงใยกันอย่างเป็นระบบ โดยพบว่ามีการทำงานร่วมกันระหว่าง : เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน/รับสมัครสมาชิกที่กุมข้อมูล กับ กลุ่มอิทธิพลกว้างขวางที่แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้ง "หน่วยเจรจา" ที่เดินสายบีบบังคับดีลเลอร์ตามเขตต่างๆ และ "หน่วยจ่ายเงิน" ที่พบชื่อพนักงานหลายระดับ รวมถึงเครือญาติพนักงานเข้ามาเกี่ยวข้อง
แหล่งข่าวรายหนึ่ง ใน ส.อ.ท. ระบุว่า หากแผนผัง “เส้นทางการเงิน” นี้ถูกตีแผ่ จะกลายเป็นข่าวช็อกระดับชาติ ไม่ต่างจากการแฉขบวนการฟอกเงินเทาหรือสแกมเมอร์ที่ผ่านมา และเชื่อว่าผู้บริหารระดับสูงบางรายอาจมีส่วนรู้เห็นกับปฏิบัติการครั้งนี้
“ศึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตำแหน่ง แต่มันคือการเดิมพันด้วย "เกียรติภูมิและศักดิ์ศรี" ของสภาอุตสาหกรรมฯ ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน หากปล่อยให้กระบวนการ "สมาชิกนอมินี" และการทุจริตเข้าครอบงำ องค์กรจะสูญเสียอำนาจการต่อรองกับภาครัฐและเวทีต่างชาติไปอย่างสิ้นเชิง “ แหล่งข่าวระบุ
ในอดีตที่ผ่านมาในช่วงก่อนการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา สมาชิกที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีบริษัทลูกกระจายอยู่ทั่วประเทศ จะกำหนดท่าทีในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ปตท. เครือสหพัฒน์ เครือซีพี และ SCG ซึ่งการเลือกตั้งในอดีตจะมีการหารือกับบิ๊กคอร์ปเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียง และ ในรอบ 20 ปี ที่ผ่านมา มีการแข่งขันชิงประธาน ส.อ.ท.อย่างต่อเนื่อง และทุกครั้งที่มีผลการแข่งขันออกมามีผู้แพ้จะลดบทบาทในองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ต้องสูญเสียคนเก่งไป
“หมุนตามทุน”...อยากจะย้ำตรงนี้ว่า ส.อ.ท.ถือเป็นองค์กรของภาคธุรกิจที่รวมตัวสมาชิกในภาคการผลิต มีบทบาทในการนำเสนอความเห็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและธุรกิจต่อรัฐบาล ในระดับเดียวกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งเป็น 1 ใน 3 องค์กรของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) …และตอนนี้เท่าที่รู้มาขบวนการนี้ไมได้หวังแต่แค่อำนาจใน ส.อ.ท.เท่านั้น...สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็คือเป้าหมายต่อไปด้วยเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ได้มีการวางคนของตนเอาไว้แล้วด้วย...**
** กระบองเพชร**

ตร.เบตงปิดคดี! 2 ทรชนดักซุ่มตี 'ป๋าโกวิท' สารภาพดักรอข้างทางหวังชิงทอง
เป็นภัยต่อความมั่นคง รวบ 3 เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยว สูติบัตรทิพย์ ให้ จีน-เมียนมา พบพิรุธกว่า 50 ราย
อัษฎางค์ เปิดข้อมูล 'รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ' สะท้อนแสงของประวัติศาสตร์กว่า 100 ปีของราชสำนักไทย
ปิดฉาก 34 ปี สายการบินต้นทุนต่ำสหรัฐฯ ประกาศปิดกิจการ เทตั๋วผู้โดยสาร-ลอยแพพนักงาน
นักเขียนซีไรต์ ฉะ 'พรรคส้ม-ไอซ์' สร้างความแตกแยกระหว่างรุ่น แต่ยังหาเสียงกับคนแก่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี