วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและเศรษฐกิจโดยจะดำเนินการ “โครงการไทยช่วยไทย”ลดค่าครองชีพให้ประชาชนในลำดับแรก คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณมากกว่า 1 แสนล้านบาท และดำเนินโครงการอื่นๆ ตามลำดับความสำคัญต่อไป ซึ่งอาจรวมไปถึงโครงการแลนด์บริดจ์
การที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด ถือเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่สามารถทำได้ในกรณีที่มีเหตุเร่งด่วน หรือมีเหตุวิกฤต ซึ่งจะมีผลใช้บังคับทันทีเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ แต่รัฐบาลจะต้องนำพระราชกำหนดนี้เข้าสู่รัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบหากรัฐสภาไม่ให้ความเห็นชอบพระราชกำหนดจะตกไป และไม่มีผลกระทบต่อการดำเนิน ที่ได้กระทำไปก่อนหน้านี้แล้ว
รัฐบาลคาดหวังว่า โครงการไทยช่วยไทย จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้กว่า 43 ล้านคนมีผลช่วยสนับสนุน GDP ปี 2569 ให้เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8
แผนการกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้เป็นการกู้เงินผ่านกลไกหลักของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) โดยแหล่งที่มาของเงินกู้โดยปกติจะประกอบด้วย แหล่งเงินกู้ภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งรัฐบาลจะใช้วิธีการออกตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล(Government Bond), ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N), หรือการทำสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงินภายในประเทศเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
ปัจจุบันมี พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กำหนด “เพดานหนี้สาธารณะ” ไว้ชัดเจน ทำให้ขยับเพดานได้ไม่เกิน 70% ของ GDP เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลกู้เงินจนเกินตัว
ในสมัยอดีต โดยเฉพาะในปี 2540 ยุควิกฤตการณ์การเงินและวิกฤตต้มยำกุ้ง รัฐบาลในยุค พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้กู้เงินฉุกเฉินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กว่า 17,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาพยุงค่าเงินบาทและฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเงินซึ่งเกิดจากผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจทำให้ไทยเกือบล้มละลาย
รัฐบาลในอดีต มักกู้เงินเพื่อสร้างสิ่งอำนวยประโยชน์สาธารณะ ที่เห็นชัดเจน เช่น สร้างทางรถไฟ เขื่อน หรือโรงไฟฟ้า แต่ปัจจุบันจะเป็นการกู้เงินเพื่อนำมาใส่ในงบประมาณแผ่นดิน (ชดเชยการขาดดุล) เพื่อให้รัฐบาลมีเงินไปใช้จ่ายในนโยบายต่างๆ รวมถึงการเยียวยาฉุกเฉิน
ปัจจุบันโครงสร้างหนี้สาธารณะของรัฐบาลไทย มากกว่า ร้อยละ 98% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด จะพึ่งพาแหล่งเงินกู้ในประเทศเป็นหลัก เม็ดเงินเกือบทั้งหมดมาจากสภาพคล่องภายในประเทศ โดยการออกพันธบัตรให้สถาบันการเงินและประชาชนคนไทยเป็นผู้ซื้อเป็นการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ฝ่ายค้านและนักวิชาการบางคน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า พระราชกำหนดกู้เงินครั้งนี้ จะเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากไม่ใช่กรณีฉุกเฉินเร่งด่วนที่จำเป็นต้องออกพระราชกำหนด ในขณะที่รัฐบาลยังมีทางเลือกอื่นที่สามารถหาเงินมาใช้จ่ายในขณะนี้โดยไม่จำเป็นต้องเร่งออกเป็นพระราชกำหนด
ที่สำคัญคือ ในอดีตรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤตโควิด ในขณะนั้น GPD ของประเทศติดลบ แต่ในภาวะปัจจุบัน GDP ของประเทศไม่ได้ติดลบ จึงเป็นประเด็นสำคัญ ที่ต้องพิจารณาว่า ประเทศไทยกำลังยังอยู่ในวิกฤตที่จะต้องมีพระราชกำหนดกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท จริงหรือไม่ ?
แม้ว่าฝ่ายค้าน หรือนักวิชาการจะแสดงความคิดเห็นทักท้วงอย่างมากมาย พระราชกำหนดนี้จะต้องนำเสนอสู่รัฐสภา และในที่สุดจะได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลปัจจุบันสามารถคุมเสียงได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
ความเสถียรภาพวินัยทางการเงินของรัฐบาลที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ อาจถือได้ว่าเป็นการ “กินทุนเก่า”หากรัฐบาลกู้มาแล้วไม่สามารถกระตุ้นให้ GDPโตได้มากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ในระยะยาวเสถียรภาพนี้จะค่อยๆ ลดลง และภาระจะตกไปอยู่ที่ภาษีของประชาชนแน่นอน
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
rujira_bunnag@yahoo.com
Twitter : @RujiraBunnag

ทภ.2 แจงปมทหารเขมรรัวปืน 11 นัด แนวชายแดนโอร์เสม็ด คาดฝีมือทหารขาดวินัย
'มิลลิ' ออกโรงขอโทษ ปมกดไลก์ 'มายด์-พาย' ยันไม่สนับสนุนความรุนแรง
รัสเซีย รู้ทัน ทรัมป์ แฉยับวางแผนคุมตลาดพลังงานโลก จ้องฮุบเส้นทางขนส่งทั้งหมด
อนุทิน เปิดทำเนียบฯ ถก CEO ยักษ์ใหญ่ ศุกร์นี้! ผุดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย
ใครว่า Gen Z ไม่อึด? ดู 2 หนุ่มปราจีนฯ ลุยงานหนักยันเช้า อาสาช่วยวาดกำแพงพ่อหลวงด้วยใจ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี