วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569
เมื่อช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศนโยบายล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐ ที่จะไม่เก็บภาษี ค่าทิป และค่าล่วงเวลา
นโยบายนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้ใช้แรงงาน หรือที่เรียก Blue Collar ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ไม่ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว แต่มักจะใส่เสื้อสีน้ำเงินเวลาทำงาน
ประธานาธิบดี ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า นโยบายนี้มาจากการที่มีคนรุ่นหนุ่มสาวคนหนึ่ง ได้ถามประธานาธิบดี ทรัมป์ ว่า รัฐบาลสหรัฐจะยกเลิกการเก็บภาษี ค่าทิป ได้หรือไม่? ประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้ฟังคำถามแล้วถึงพูดว่า คุณถามอีกทีซิ เมื่อได้รับฟังคำถามซ้ำ ประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้พูดว่า เป็นแนวความคิดที่ดีมาก และนำมาใช้เป็นนโยบายของรัฐบาล
ประธานาธิบดี ทรัมป์ ยังได้ขยายความการยกเลิกเก็บภาษี เงินค่าล่วงเวลาในการทำงาน ของผู้ที่ทำงานอีกด้วย และถือเป็นแคมเปญ หรือนโยบายหลักในการหาเสียงกับประชาชน ที่แม้ยังไม่ได้อยู่ในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่ยังอยู่ในช่วงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐบางส่วน
การที่ประธานาธิบดี ทรัมป์รับฟังความคิดถึงของประชาชน และนำมาใช้เป็นนโยบายของรัฐบาล ถือว่าเป็นความกล้าหาญ แต่อีกด้านหนึ่ง ต้องยอมรับว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดี ทรัมป์ เริ่มลดลงจากนโยบายที่ใช้ความรุนแรงหลายๆ เรื่อง จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่หวังจะดึงคะแนนเสียงกลับคืนมาได้บ้าง
หากพิจารณาถึงค่าทิปในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ส่วนใหญ่จะหมายถึงการให้ค่าทิปแก่ พนักงานเสิร์ฟอาหาร หรือที่เรียกกันว่า บริกร ถือว่าอัตราค่าทิปในสหรัฐค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศซึ่งสูงถึงประมาณ 30% ของค่าอาหาร ในขณะที่ค่าแรงของพนักงานเสิร์ฟจะค่อนข้างต่ำมาก เพราะถือว่า ค่าแรงส่วนหนึ่งมาจากรายได้จากค่าทิป นั่นเอง
ดังนั้น ในประเทศสหรัฐหากลูกค้าจ่ายค่าทิปน้อย หลายครั้งที่พนักงานเสิร์ฟจะถามลูกค้าอย่างตรงไปตรงมาว่า การให้บริการมีปัญหาอะไร? คุณไม่พอใจอะไรถึงให้ค่าทิปน้อยเกินไป?
นักเรียนไทยที่เคยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในสหรัฐเล่ากันว่า หากลูกค้ามีเชื้อสายแขกบางประเทศที่ดูท่าทางแล้วค่อนข้างมั่นใจได้ว่า จะจ่ายค่าทิปน้อย หรืออาจไม่ให้เลย เมื่อเรียกเก็บเงิน พนักงานเสิร์ฟจะบวกค่าบริการหรือ ServiceCharge ไว้ล่วงหน้าโดยไม่คาดหวังจะได้ค่าทิป
ในประเทศไทยไม่มีประเพณีที่ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราการจ่ายค่าทิป หากจะให้ ถือว่าเป็นความพอใจของผู้ใช้บริการ แต่ตามร้านขนาดใหญ่ที่มีมาตรฐาน โรงแรมจะเรียกเก็บค่าบริการ หรือ Service Charge 10% ของค่าอาหาร
ค่าล่วงเวลา (Over Time) ค่าทิป (Tip) และค่าบริการ (Service Charge) ตามกฎหมายแรงงานไทย ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ประกอบกับกฎหมายประมวลรัษฎากร มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแง่ของ “สถานะเงิน และสถานะของผู้จ่าย”
ค่าล่วงเวลา (Over Time) คือ เงินที่นายจ้างจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน นอกเวลาทำงานปกติ ซึ่งถือเป็นสิทธิตามกฎหมายที่ลูกจ้างต้องได้รับหากทำงานเกินเวลา โดยคิดคำนวณตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งล่าสุดมีข้อกำหนดพิเศษ ที่กำหนดให้ผู้ทำงานในกลุ่มรักษาความปลอดภัยตามกฎกระทรวงใหม่ (เริ่มใช้ 24 เมษายน 2569) ให้ได้รับค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.25 เท่า ในวันปกติ และ 2.5 เท่า ในวันหยุด หากทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยชั่วโมงสูงสุด ทำล่วงเวลาได้ไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากนายจ้างที่ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา มีความผิดมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
ค่าทิป (Tip) คือ เงินพิเศษที่ลูกค้ามอบให้ด้วยความสมัครใจ เพื่อแสดงความพึงพอใจต่อการบริการ
ค่าบริการ (Service Charge) คือ ค่าธรรมเนียมการบริการที่ผู้ประกอบการ/ร้านค้าเป็นผู้กำหนด เรียกเก็บเพิ่มจากราคาอาหารหรือบริการโดยตรง โดยมักระบุไว้ในเมนูหรือป้ายหน้าร้านชัดเจน (อัตราโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 10%) เป็นการบังคับจ่ายตามข้อตกลงในการใช้บริการ ลูกค้าต้องจ่ายรวมไปในใบเสร็จ
เงินทั้งสองประเภท ค่าทิป และค่าบริการ ไม่ถือเป็นค่าจ้าง เนื่องจากเป็นเงินที่ลูกค้าเป็นผู้มอบให้ ไม่ใช่เงินที่นายจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1406-1414/2529 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2253/2526 กรณีค่าบริการ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2024/2525 กรณีค่าทิป)
ภาษีทั้งสองประเภทนี้ ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีในบริบทรายละเอียดที่ต่างกัน แต่ไม่ถือเป็นค่าจ้างที่นายจ้างจะนำมาหักกลบลบจากค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน ทั้งทิปมือ (ทิปเงินสด) ซึ่งลูกค้าให้พนักงานโดยตรง ถือเป็นรายได้ของพนักงานรายบุคคล และทิปรวมในรูปแบบค่าบริการ (Service Charge) แม้นายจ้างจะเป็นคนเก็บและนำมาแบ่งให้ลูกจ้างภายหลัง ก็ยังคงมีลักษณะเป็นเงินของลูกค้า ไม่ใช่เงินของนายจ้าง จึงไม่ถือเป็นค่าจ้าง ซึ่งทิปรวมในรูปแบบค่าบริการ (Service Charge) ยังถือเป็นสิทธิของลูกจ้างที่จะได้รับจากนายจ้างตามระเบียบ/ข้อบังคับของสถานประกอบการนายจ้างด้วย
ในประเทศไทยได้มีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงบางคนถึงกับแสดงตนว่า หากร้านไหนไม่มีป้ายติดแสดงให้เห็นชัดเจนตั้งแต่ก่อนใช้บริการว่า จะเรียกเก็บค่าบริการ (Service Charge) จะไม่ยอมจ่ายโดยเด็ดขาด เพราะถือว่าไม่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ทีแรก ซึ่งได้สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ที่ตามไปทานด้วยพอสมควร
นโยบายของประธานาธิบดี ทรัมป์ คงนำมาใช้กับประเทศไทยไม่ได้ เพราะมีบริบทที่แตกต่างกัน
แม้แต่การใช้นโยบายไม่เก็บภาษีค่าทิปและค่าล่วงเวลาของประธานาธิบดี ทรัมป์ ในประเทศสหรัฐเอง อาจเป็นเรื่องยากเช่นกัน เพราะรายได้จากค่าทิปและค่าล่วงเวลา นับว่าเป็นแหล่งรายได้ใหญ่ ที่มีฐานภาษีสูง นอกจากจะสร้างความหวือหวาในการสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
rujira_bunnag@yahoo.com
Twitter : @RujiraBunnag

ไปรษณีย์ตราดแตก ยอดส่งทุเรียนพุ่งหลังสงกรานต์วันละพันกล่อง คาดคึกคักยาวถึงกรกฎาคม
ชายแดนใต้อย่าลืมสตูล! ชวน ขอรัฐบาลให้ความสำคัญ ติง สมช.อย่าเห็นว่าสงบแล้วมองข้าม
พรุ่งนี้ ดีเซล ลด 1.50 บาท น้ำมันชนิดอื่นคงเดิม
เท้งโอดครวญหนักมาก ไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘ผู้แทนราษฎร’
ผู้ว่าฯเลย รุดพิสูจน์ปลาแข้ตุ่มพอง คาดแค่ติดเชื้อปรสิต ผลตรวจน้ำโขงปกติ รอแล็บยันสาเหตุ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี