วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569
คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม. อวดอ้างว่าการใช้หนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นผลงานที่เกิดขึ้นในยุคตนบริหาร กทม.
นั่นเป็นการกล่าวอ้างเพียงด้านเดียว
ความจริง เพราะถ้าเป็นคนอื่นเป็นผู้ว่าฯบริหาร กทม. กทม.อาจไม่ต้องจ่ายเยอะขนาดนั้น หากไม่ชักช้า จนต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มอีกหลายพันล้านบาท
หรือ ถ้าเดินตามแนวทางมาตรา 44 สมัยลุงตู่ผู้ว่าฯอัศวิน กทม.ก็ไม่ต้องจ่ายเลยสักบาท โดยราคาค่ารถไฟฟ้าก็ยังไม่ต่างจากวันนี้ (อาจถูกกว่า)
1. คน กทม.ไม่ได้ความจำสั้น
ก่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.สมัยที่แล้ว นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คุยโม้โอ้อวด กล่าวโจมตีผู้ว่าฯอัศวิน และแนวทางให้เจรจากับเอกชนของลุงตู่ มากมายขนาดไหน
1.1 คุยโม้โอ้อวดว่าตนเองมีแนวทางที่จะดำเนินการ ทำให้ราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าถูกลง ส่วนหนี้สินค่าเดินรถ ก็โม้แหลกว่ามีวิธีจัดการแน่นอน
จำได้ไหม... ก่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งที่แล้ว
นายชัชาติเที่ยวคุยโม้ไว้ว่า จะลดค่าโดยสารให้เหลือ 25-30 บาท
ภายหลังได้รับเลือกตั้ง อ้างว่าราคาดังกล่าวเป็น“ค่าเฉลี่ย” สำหรับการเดินทาง 8-11 สถานี ไม่ใช่ราคาเหมาตลอดสาย
สุดท้าย ค่าโดยสารก็ต้องปรับเพิ่มเป็นสูงสุดตลอดสายไม่เกิน 65 บาท ตามสัญญา และเป็นกทม.ยุคชัชชาติที่ปรับค่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายขึ้นอีกด้วย
1.2 ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงว่ามันมีสัญญาผูกพันกันอยู่ นายชัชชาติก็คุยโม้ว่าจะสะสาง
สุดท้าย สัญญาทั้งหลายก็มีสถานะถูกต้อง มีผลผูกพันอย่างที่ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง (Top News นำเสนอต่อเนื่อง แล้วความจริงก็เป็นไปตามนั้นทุกประการ)
ในที่สุด ก็ต้องจ่ายหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งมีดอกเบี้ยเพิ่มเติมมาอีกจำนวนมาก
2. ราคาที่ต้องจ่ายจากการบริหารของชัชชาติ
ปัญหามีมาก่อนยุคชัชชาติ แต่เพราะชัชชาติเลือกที่จะปฏิเสธแนวทางสมัยรัฐบาลลุงตู่ ผู้ว่าฯอัศวิน แล้วดำเนินการล่าช้า จึงเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ความจริง แนวทางการเจรจารถไฟฟ้าสายสีเขียวเดิมที่มีโมเดลแนวทางตามมาตรา 44 เกิดขึ้นไม่ใช่บีทีเอสเรียกร้องให้ขยายสัญญา แต่เพราะกทม.ติดหนี้มหาศาล แล้วต้องการให้การเดินรถไร้รอยต่อ (เสนอให้เจรจาต่อสัญญาเหมือนสายสีน้ำเงินที่ต่อสัญญาไปก่อนแล้ว)
ปรากฏว่า พอเปลี่ยนผู้ว่าฯ ช่วงเลือกตั้ง หลายฝ่ายก็ปั่นกระแสโจมตี บิดเบือน คุยโม้ว่าหนี้รถไฟฟ้าแก้ได้ไม่ต้องจ่าย ฯลฯ
สุดท้าย มีแต่คำโม้ คำโจมตี แล้วทิ้งให้ภาระดอกเบี้ยพอกพูนขึ้นทุกวัน
ดอกเบี้ยเพิ่มวันละ 4.5 ล้านบาท
หนี้ค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายเขียว เกิดขึ้นจากสัญญา ซึ่งศาลปกครองพิพากษาว่าชอบด้วยกฎหมาย
ความจริง กทม.รับผลประโยชน์จากสัญญาเหล่านั้นมาตลอด แต่พอต้องจ่ายหนี้ตามสัญญา ก็ยังพยายามอ้างว่าสัญญาอาจไม่ถูกต้อง
ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ร่วมกันชำระหนี้ค่าเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท
กทม.ยุคผู้ว่าฯชัชชาติ ก็ยังทอดเวลา ไม่ได้เข้าไปพูดคุยเจรจากับทางบีทีเอส เพื่อทุเลาหรือยุติดอกเบี้ยจากหนี้ค่าเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่เพิ่มขึ้นทุกวันๆ
.png)
.png)
.png)
.png)
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาชี้ขาด ให้ กทม.กับกรุงเทพธนาคม ผู้ร่วมกันชำระเงิน สำหรับหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และสำหรับหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงปี 2562-64 รวมประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท
ชี้ขาดแล้วว่า สัญญาว่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้งในส่วนต่อขยายหนึ่งและส่วนต่อขยายสอง มีสภาพบังคับสมบูรณ์ ไม่เป็นโมฆะ และไม่ฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรี ไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติร่วมลงทุนพ.ศ. 2535
เพราะฉะนั้น ในทางบริหาร ก็ต้องทำตามสัญญาดังกล่าว จ่ายค่าเดินรถให้เป็นปัจจุบันโดยไม่ชักช้าไม่ต้องรอให้เอกชนไปฟ้องศาลอีกด้วยซ้ำ เพราะจะเกิดดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่กว่าผู้ว่าฯชัชชาติจะดำเนินการ เวลาก็ผ่านไปช้านาน ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมาอีก
ขณะนั้น นายชัชชาติยังบอกว่า ในการจ่ายหนี้ให้บีทีเอสนั้น ต้องว่าไปตามคำสั่งศาลคดีแรกก่อน ส่วนคดีที่ค้างอยู่ในศาลฯ จะต้องหารือกันอีกครั้งว่าจะจ่ายหนี้อย่างไร โดยจะต้องดำเนินทีละขั้นตอน
ในความเป็นจริง เมื่อสัญญาดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดชี้ขาดแล้วว่า มีสภาพบังคับสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ ดังนั้น การเดินรถที่ทำตามสัญญาเดียวกัน ในช่วงระยะเวลาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อเอกชนเดินรถให้อย่างถูกต้องครบถ้วน กทม.ก็มีภาระจะต้องจ่ายค่าเดินรถเขาด้วย
ถ้าไม่จ่าย ยอดหนี้ค่าเดินรถค้างชำระเหล่านี้ ก็มีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกวัน
แต่ในที่สุด เมื่อจวนเจียนจะถูกดำเนินคดี ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ก็ต้องจ่ายหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวตามสัญญา รวมทั้งสิ้นเกือบ 6 หมื่นล้านบาท
.png)
.png)
3. ตอนนั้น ช่วงที่ผู้ว่าฯชัชชาติยังไม่ดำเนินการจ่ายหนี้สายสีเขียว
บีทีเอสถึงขนาดต้องขี้นป้ายชี้แจงต่อสังคมว่ายังมีการติดค้างหนี้อย่างไรบ้าง
ขึ้นข้อความบนป้ายโฆษณา และจอภาพ ในบริเวณพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ใช้ภาพพื้นหลังเป็นสีดำ และตัวหนังสือข้อความว่า “ติดหนี้....ต้องจ่าย” และให้ข้อมูลรายละเอียดการติดค้างค่าจ้างเดินรถสายสีเขียวอย่างไรบ้าง
ข้อความเหล่านั้น ทำให้ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้านำไปแชร์และส่งต่อรูปภาพ ตลอดพูดคุยถึงประเด็นนี้กันอย่างกว้างขวาง
ในสื่อ Top News ถึงขนาดมีการพูดถึงกรณีอดีตนายกอบจ.สงขลา ถูกศาลปราบโกงพิพากษาลงโทษจำคุก 9 ปี จากกรณีละเว้นไม่จ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ 2 คัน เป็นเงินจำนวน 50,850,000 บาท แก่เอกชน
กรณีดังกล่าว นายก อบจ.สงขลาก็อ้างว่า มีปมฮั้วประมูล มีปมเอกชนทำเอกสารปลอม แต่สุดท้าย ศาลชี้ว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คุก 9 ปี
เทียบกับกรณีผู้ว่าฯชัชชาติ ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายรายวันแก่เอกชน และกทม.ก็เสียหายรายวัน จากดอกเบี้ย
เพราะดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นวันละหลายล้านบาท
ในที่สุด ผู้ว่าฯชัชชาติก็มีการดำเนินการ จนกระทั่งจ่ายทั้งหมดในภายหลัง
4. ถอดบทเรียนกรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียว กับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
คนกทม. พึงสังวร... ทบทวนดูสิ่งที่นักการเมืองคุยโม้โอ้อวด โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้ง
ประเภทคุยโม้เกินอำนาจหน้าที่ผู้ว่าฯ พูดจาใหญ่โต ทำได้ทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ความจริง มันเกินอำนาจหน้าที่
ประเภทพูดจาเกทับบลัฟคนทำงานจริงที่รู้ข้อจำกัด คุยโม้ไม่สนใจข้อสัญญา ข้อกฎหมาย
นี่ก็เป็นเทคนิคการหาเสียง ดิสเครดิตคู่แข่ง พร้อมกับยกตัวเองขึ้นมาเสมือนว่าบริหารเก่งกว่า
ทั้งๆ ที่ ความจริง รู้แก่ใจว่าเรื่องนั้นทำไม่ได้จริง เพราะติดขัดสัญญา และข้อกฎหมาย
กรณีสายสีเขียว ที่นายชัชชาติเคยพูดจาช่วงหาเสียงสมัยที่แล้วไว้อย่างไร? แล้วผลลัพธ์การดำเนินการเป็นอย่างไร?
นี่น่าจะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำคัญเลยทีเดียว
สันติสุข มะโรงศรี

ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตร การแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ
อิหร่านเดือดจัด สหรัฐฯแบนวีซ่า สตาฟฟ์โค้ช-ผู้บริหารทีม ก่อนลุยฟุตบอลโลก
หมอวี ถามแรง ประเทศไทยรวยนักหรือ ให้สิทธิ์ฮอร์โมนข้ามเพศ
ประชาคมแพทย์ จี้แจงรายละเอียด-โปร่งใส หลังบรรจุยาฮอร์โมนข้ามเพศเข้าสิทธิบัตรทอง
ใครรีดเงิน พิพัฒน์ เดือนละ 5 ล้าน!? อินฟลูฯ ดังโพสต์ปริศนา อนุทิน-เจ้าตัวโผล่คอมเมนต์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี