วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569
.jpg)
** หลายคนเคยถามว่าทำไม...แวดวงการเงิน...จึงได้เกาะติดเรื่องโครงสร้างภาษี “อัตราเดียว”มากจังเลย...อันนี้ต้องตอบว่าไม่ได้เกาะติดครับ แต่เรียกว่า “หมกมุ่น”เลยดีกว่า...เท่าที่จำได้เมื่อเดือนตุลาคม 2564 สมัยที่กระทรวงการคลังได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสินค้าบุหรี่ซิกาแรต สู่โครงสร้างภาษี “อัตราเดียว” แต่สุดท้ายได้มีการตัดสินใจ “คงโครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตรา” ที่มีการใช้มาแล้วถึงตอนนั้น 4 ปีต่อไปเอาเข้าจริงไม่ได้มีการปรับโครงสร้างอะไรแค่มีการขึ้นภาษีบุหรี่อีกเท่านั้น...ในครั้งนั้น กรมสรรพสามิตคาดการณ์ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นไว้ชัดเจน โดยเฉพาะใน 2 มิติหลัก ได้แก่ รายได้ของรัฐ และการกำหนดราคาสินค้าในตลาด ในด้านรายได้ มีการประมาณการณ์ว่า การปรับโครงสร้างภาษีในครั้งนั้นจะทำให้รายได้จากภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500–4,500 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของภาระภาษีต่อซองจะช่วยให้รายได้รวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น...!! ผลลัพธ์ที่ได้ 4 ปีผ่านไป รายได้ภาษีกลับลดลงจาก 6.4 หมื่นล้านบาทต่อปี เหลือเพียง 4.7 หมื่นล้านบาทต่อปี หายไปถึง 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี....ในอีกมุมหนึ่ง ยังมีการให้เหตุผลว่าโครงสร้างภาษีใหม่จะทำให้ผู้ประกอบการมี “อิสระด้านราคา หรือ pricing freedom” มากขึ้น สะท้อนว่านโยบายนี้ไม่ได้แทรกแซงราคา แต่ตั้งใจเปิดพื้นที่ให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทในการกำหนดราคามากขึ้น...ผลลัพธ์ที่ได้...ปัจจุบันบุหรี่ไทยและบุหรี่นอกขายกระจุกตัวกันอยู่แค่ช่วงราคา 70-72 บาท แทบไม่แตกต่างอะไรกับช่วงปี 2560-2564 เลยที่บุหรี่ทั้งตลาดลงไปแย่งกันขายที่ 60 บาทราคาเดียว...พูดไม่ผิดหรอกว่านี่เองคือการบิดเบือนกลไกตลาดภายใต้โครงสร้างภาษี 2 อัตรา ที่นอกจากจะสร้างช่องว่างราคาในตลาดในช่วง 70-100 บาทแล้ว ยังทำให้การคาดการณ์ด้านรายได้และการตอบสนองของตลาด ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค แทบจะเป็นไปไม่ได้...เอาเข้าจริง ถ้าเป้าหมายของรัฐคือการสร้างความอิสระในการกำหนดราคา และการสร้างรายได้ การปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นอัตราเดียวน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด...แต่เรื่องการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่แม้มีการศึกษามาอย่างดีจากหลายหน่วยงาน แต่ยังคงมีความพยายามสร้างแรงต้านด้วยการเชื่อมโยงโครงสร้างภาษีอัตราเดียวกับการเติบโตของบุหรี่เถื่อน สร้างความหนักใจให้กับ ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ที่กล้าแสดงจุดยืนสนับสนุนอัตราเดียว....ช่างน่าแปลกใจเพราะบุหรี่เถื่อนเริ่มเติบโตกันจริงๆ จังๆ ก็ในปี 2564 ที่ยังคงโครงสร้างภาษี 2 อัตราไว้ โดยสัดส่วนบุหรี่เถื่อนมีการเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 25% ในปีล่าสุด ในขณะที่บุหรี่ไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักตั้งแต่หลังจากมีการใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตราในเดือนกันยายน 2560 แล้ว แม้ขณะนั้นยังไม่มีเรื่องบุหรี่เถื่อนเข้ามารุกหนักเช่นตอนนี้...แวดวงการเงิน...คิดว่าจริงแล้วการใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตราเป็นจุดเริ่มต้นของความหายนะของนโยบายภาษียาสูบที่ใช้มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเรื่องรายได้ สาธารณสุข กลไกตลาด และบุหรี่เถื่อน...!! ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง...คงอยากพาประเทศไทยสู่สากลสักที...จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก มีเพียง 31 จาก 178 ประเทศที่ยังคงใช้โครงสร้างภาษีแบบหลายอัตราอาทิ บังกลาเทศ เบลารุส อินโดนีเซีย จอร์แดน เมียนมา ปากีสถาน อียิปต์ ลาว อินเดีย เคนยา มอลโดวา เนปาล ศรีลังกา และไม่มีใครเป็นสมาชิก OECD เลย เมื่อพิจารณาเฉพาะประเทศที่ใช้เทียร์ตามราคาเช่นไทยแล้ว จะมีแค่ 7 ประเทศในโลกเท่านั้น ได้แก่ บังกลาเทศ เบลารุส อินโดนีเซีย จอร์แดน โมซัมบิก เมียนมา และปากีสถาน...แนวทางการกำหนดโครงสร้างภาษีขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายของกระทรวงการคลัง ว่าจะเลือกให้ประเทศไทยเคลื่อนไปสู่มาตรฐานสากลที่เน้นความเรียบง่าย มีประสิทธิภาพ และคาดการณ์ได้ หรือจะยังคงอยู่กับโครงสร้างภาษีแบบหลายอัตราที่ไม่มีใครใช้กันแล้ว....**
** อนันตเดช พงษ์พันธุ์**


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี