วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ทำความรู้จักเทคนิคการเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ และ CT-scan ซึ่งเป็นเทคนิค “การวินิจฉัยโรคด้วยภาพ” หรือ “Diagnosis imaging” เพื่อช่วยในการตรวจวินิจฉัยโรคในการหาสาเหตุความผิดปกติในสัตว์เลี้ยงกันไปแล้ว วันนี้ผมยังมีเรื่องน่าสนใจจาก อ.สพ.ญ.ดร.ชุติมน ธนบูรณ์นิพัทธ์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาฝากอีกเช่นเคย นั่นคือ การสร้างภาพเหมือนจริงโดยใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มสูงหรือ MRI ครับ
การตรวจ Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI เป็นการตรวจโดยใช้เครื่องมือสร้างภาพอวัยวะในร่างกาย โดยอาศัยหลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุ จากนั้นนำสัญญาณที่ได้มาประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ในการตรวจวินิจฉัยรอยโรคของสัตว์ป่วย เพื่อนำมาใช้ในการรักษาและติดตามผลการรักษา
ข้อบ่งชี้ และข้อดีในการตรวจวินิจฉัยโดย MRI
1. ภาพจาก MRI มีความละเอียดสูงช่วยให้สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อต่างๆ ได้ชัดเจน
2. ใช้ได้ดีกับส่วนที่ไม่ใช่กระดูก คือ เนื้อเยื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง และไขสันหลัง และเส้นประสาทในร่างกาย (CT-scan ดูภาพกระดูกได้ดีกว่า)
3. ใช้ตรวจหาความผิดปกติของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นยึดกระดูกและกล้ามเนื้อได้ดี
4. สามารถตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือดเลือดได้โดยไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี ดังนั้นสัตว์ป่วยไม่ต้องรับความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของสารทึบรังสีดังเช่นการตรวจ CT-scan
5. สัตว์ป่วยไม่ต้องได้รับความเสี่ยงจากรังสีเอกซ์เหมือนการตรวจ CT-scan
6. สามารถใช้เทคนิคการตรวจพิเศษหลายชนิด ร่วมกับคอมพิวเตอร์ในการตรวจหาความผิดปกติ อาทิการตรวจสำหรับสัตว์ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือด การตรวจหาระดับชีวเคมี เพื่อแยกชนิดของก้อนเนื้อ หรือมะเร็ง เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตามสัตว์ป่วยต้องได้รับการวางยาสลบขณะทำการตรวจเช่นเดียวกันกับการตรวจ CT-scan ดังนั้นต้องมีการเตรียมตัวสัตว์เพื่อตรวจความพร้อมก่อนวางยา เช่น ตรวจการทำงานของตับ และไต ต้องมีการงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง มีการให้สารน้ำ เป็นต้น
และนอกจากการเตรียมตัวสัตว์ก่อนวางยาแล้วยังมีข้อพึงระวัง คือควรหลีกเลี่ยงการตรวจ MRI ในสัตว์ที่มีโลหะฝังอยู่ในร่างกาย เช่น สัตว์ที่รับการผ่าตัดดามกระดูก, สัตว์ที่ได้รับการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้เป็นจังหวะ เรื่องจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากเครื่องตรวจ MRI จะส่งผลต่อการทำงานของเครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจด้วยครับ
จะเห็นว่า เทคนิคการวินิจฉัยโรคด้วยภาพทั้งหมดที่กล่าวมานั้น มีข้อบ่งชี้และสิ่งที่ต้องพึงระวังในการใช้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นในการเลือกที่ใช้เทคนิคใดนั้น สัตวแพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป โดยอาศัยองค์ประกอบหลายด้าน ตามความจำเป็นและความเหมาะสมของสัตว์แต่ละตัว เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำ เหมาะสม และช่วยสนับสนุนการรักษาให้มากที่สุดครับ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แผ่นดินไหวขนาด 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน สะเทือนไกลถึงปากีสถาน-อินเดีย
โซเชียลลุกเป็นไฟ ลิซ่า ลลิษา - เดียร์น่า ล่องเรือสุดหรู แท็กทีมแซ่บดีกรีความฮอตพุ่งปรี๊ด
ดีเซลทะลุ 50.54 บาท กบน. มีมติปรับขึ้นลิตรละ 2.80 บาท
เปิดภาพ เสือดาวหนีไฟป่า พักพิงถ้ำริมน้ำปิง เขตอมก๋อย สั่งเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังใกล้ชิด
รัฐบาลฝรั่งเศสออกเงินกู้ฉุกเฉินสูงถึง 50,000 ยูโร ช่วยธุรกิจขนาดเล็กฝ่าวิกฤตราคาน้ำมัน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี