538.jpg
หมอวีย้ำชัด! เบาหวานไม่ใช่แค่โรคที่ป้องกันได้ แต่หายได้ ถ้าใช้วิถีชีวิตที่ถูกต้อง

หมอวีย้ำชัด! เบาหวานไม่ใช่แค่โรคที่ป้องกันได้ แต่หายได้ ถ้าใช้วิถีชีวิตที่ถูกต้อง

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกันแขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต และประสาทศัลยแพทย์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า "เบาหวานไม่ใช่แค่โรคที่ป้องกันได้ แต่ยังเป็นโรคที่หายได้ด้วยสำหรับหลายคน ถ้าใช้วิถีชีวิตที่ถูกต้อง"

บทที่ 23 (จากหนังสือ ก่อนจะป่วย คัมภีร์เวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อสุขภาพยั่งยืน)


เบาหวานชนิดที่ 2 — หายได้จริง ๆ ถ้าตั้งใจ มีประโยคหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยมากในคลินิกครับ "หมอ พ่อผมเป็นเบาหวาน แม่ผมก็เป็น งั้นผมก็คงต้องเป็นใช่ไหมครับ?" ผมเข้าใจว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น เพราะมันดูสมเหตุสมผลดี แต่คำตอบที่ถูกต้องคือ  "ไม่จำเป็นครับ" พันธุกรรมเปรียบเสมือนปืน แต่วิถีชีวิตของคุณเองคือคนตัดสินใจที่จะลั่นไกปืนนั้นหรือไม่? และสำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 วิทยาศาสตร์บอกชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเบาหวานไม่ใช่แค่โรคที่ป้องกันได้ แต่ยังเป็นโรคที่หายได้ด้วยสำหรับหลายคน ถ้าใช้วิถีชีวิตที่ถูกต้อง

เบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร?

ลองนึกภาพว่าอินซูลินเป็นลูกกุญแจ และเซลล์ในร่างกายเป็นบ้านที่มีประตูล็อคอยู่ครับ กลูโคสหรือน้ำตาลในเลือดคือแขกที่ต้องการเข้าบ้าน อินซูลินทำหน้าที่เปิดประตูให้กลูโคสเข้าไปในเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน ในเบาหวานชนิดที่ 2 เปรียบเหมือนประตูยังมีรูกุญแจอยู่พร้อม ร่างกายยังผลิตกุญแจได้ แต่กุญแจหรืออินซูลินใช้การไม่ได้ดีเหมือนเดิม เพราะกลอนประตูสึกหรอหรือเป็นสนิม ทำให้กลูโคสเข้าบ้าน (เซลล์) ไม่ได้ก็เลยวนเวียนอยู่ในกระแสเลือดสูงขึ้นเรื่อย ๆ

สภาวะนี้เรียกว่า การดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance — ภาวะที่เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินน้อยลง ทำให้ตับอ่อนต้องสร้างอินซูลินมากขึ้นเพื่อให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ)
ในระยะแรก ตับอ่อนพยายามชดเชยโดยผลิตอินซูลินมากขึ้น ร่างกายทำได้สักพักจนตับอ่อนเหนื่อยล้าและเริ่มผลิตได้น้อยลง นั่นคือตอนที่น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นจนเป็นเบาหวานชัดเจน
ตัวเลขที่น่าตกใจ

ประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานประมาณ 4.8 ล้านคน และมีผู้ที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน หรือ Prediabetes อีกประมาณ 10 ล้านคน รวมแล้วราว 15 ล้านคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือป่วยแล้ว¹
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือผู้ป่วยเบาหวานในไทยประมาณครึ่งหนึ่งยังไม่รู้ตัวว่าเป็นโรค เพราะในระยะแรกไม่มีอาการให้รู้สึก

และในขณะที่ร่างกายไม่แสดงอาการ น้ำตาลที่สูงอยู่เงียบ ๆ นั้นกำลังทำลายหลอดเลือดเล็ก ๆ ในไต ตา และเส้นประสาท รวมถึงหลอดเลือดใหญ่ที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมองทีละนิด
ภาวะก่อนเบาหวาน Prediabetes — สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก

ก่อนเป็นเบาหวานเต็มตัว ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเป็นปีหรือหลายปี ผ่านภาวะที่เรียกว่า Prediabetes (ก่อนเบาหวาน — ภาวะที่น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวาน)

ค่าน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงอยู่ที่ 100-125 mg/dL หรือ น้ำตาลสะสม (HbA1c) ที่ 5.7-6.4% คือสัญญาณว่าอยู่ในโซนก่อนเบาหวานแล้ว 

ข่าวดีคือ Diabetes Prevention Program ซึ่งเป็นการศึกษาขนาดใหญ่ในสหรัฐที่ติดตามผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คน พบว่าการเปลี่ยนวิถีชีวิตในกลุ่ม Prediabetes สามารถลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวานได้ถึง 58% ซึ่งมากกว่ายารักษาเบาหวานที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ยาMetformin ด้วยซ้ำที่ลดได้เพียง 31%² นั่นหมายความว่าถ้าอยู่ในโซน Prediabetes ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการลงมือทำอะไรบางอย่าง เบาหวานหายได้! Diabetic Remission — คำที่เปลี่ยนความหมายของเบาหวาน นี่คือส่วนที่ผมตื่นเต้นที่สุดในบทนี้ครับ เพราะมันเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องเบาหวานไปโดยสิ้นเชิง

ในอดีต แพทย์บอกคนไข้เบาหวานว่า "โรคนี้รักษาไม่หาย มีแต่ควบคุม" คนไข้เบาหวานจำเป็นต้องยอมรับชะตากรรมกินยาตลอดชีวิต ซึ่งก็เป็นความจริงในแง่หนึ่ง แต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
ปัจจุบัน American Diabetes Association ยอมรับแนวคิดที่เรียกว่า Remission แล้ว (การหายจากโรค — ภาวะที่น้ำตาลในเลือดกลับมาอยู่ในระดับปกติโดยไม่ต้องใช้ยา และคงอยู่นานอย่างน้อย 3 เดือน) สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2³

งานวิจัยที่โด่งดังมากชื่อว่า DiRECT Trial ซึ่งตีพิมพ์ใน The Lancet ปี 2018 ศึกษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยในช่วงหกปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกรับการรักษาตามมาตรฐาน กลุ่มที่สองเข้าโปรแกรมจัดการน้ำหนักอย่างเข้มข้น

ผลหลังหนึ่งปีพบว่า 46% ของกลุ่มที่ลดน้ำหนักเข้าสู่ภาวะ Remission โดยน้ำตาลกลับมาปกติโดยไม่ต้องใช้ยาเลย และในกลุ่มที่ลดน้ำหนักได้มากกว่า 15 กิโลกรัม ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 86%⁴
86% ครับ ไม่ใช่ตัวเลขเล็กน้อย

แต่ต้องพูดให้ครบว่า Remission ไม่ได้หมายความว่าหายขาดตลอดชีวิต ถ้ากลับไปมีวิถีชีวิตแบบเดิม น้ำตาลก็จะกลับมาสูงอีก และ Remission ที่ดีที่สุดมักเกิดในคนที่เป็นเบาหวานมาไม่นาน ยิ่งเป็นมานานยิ่งตับอ่อนเสียหายมากยิ่งยาก แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เฉย ๆ น้ำหนักตัว — ตัวแปรที่ส่งผลมากที่สุด

ผมจะพูดตรง ๆ ครับ สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักคือยาที่ทรงพลังที่สุดที่มีอยู่ในมือ ทุกกิโลกรัมที่ลดได้ ลดน้ำตาลในเลือดได้พอสมควร ทุก 10 กิโลกรัมที่ลดได้ HbA1c มักลดลงประมาณ 1%⁵ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีความหมายทางคลินิกอย่างมาก ไขมันที่สะสมในช่องท้องและในตับโดยเฉพาะคือสาเหตุสำคัญของการดื้ออินซูลิน เมื่อลดไขมันส่วนนี้ลง เซลล์เริ่มตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น เหมือนการทำความสะอาดกลอนประตูที่เป็นสนิมออกนั่นเอง อาหารสำหรับเบาหวาน — ไม่ต้องอดอาหาร แต่ต้องฉลาดเลือก

ความเชื่อผิด ๆ ที่พบบ่อยมากคือคนเป็นเบาหวานต้องอดข้าวและผลไม้ทุกชนิด ซึ่งไม่ถูกต้องและทำให้ชีวิตแย่ลงโดยไม่จำเป็นครับ

สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ "กินอะไร" แต่คือ "น้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นแค่ไหนหลังกิน" ซึ่งวัดได้ด้วยแนวคิดที่เรียกว่า Glycemic Index (ดัชนีน้ำตาล — ตัวเลขที่บอกว่าอาหารชนิดหนึ่งทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นเร็วแค่ไหนเมื่อเทียบกับกลูโคสบริสุทธิ์) และ Glycemic Load (ภาระน้ำตาล — ค่าที่คำนึงถึงทั้งดัชนีน้ำตาลและปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารนั้น ๆ) ยังจำกันได้ผมเคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว

อาหารที่น้ำตาลพุ่งช้า ได้แก่ ผักทุกชนิด ถั่วและเมล็ดพืช ปลาและโปรตีนไม่ติดมัน ข้าวกล้องและธัญพืชไม่ขัดสี มันเทศ และผลไม้รสไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แตงโม และแอปเปิล
อาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งเร็วและควรจำกัด ได้แก่ ข้าวขาวขัดสีปริมาณมาก น้ำผลไม้ทุกชนิดคั้นสดเพราะไม่มีใยอาหาร เครื่องดื่มหวาน ขนมหวาน และอาหารแป้งขัดสี
 

กล่องความรู้: เคล็ดลับลดน้ำตาลโดยไม่ต้องลดข้าว

ถ้าเลิกข้าวไม่ได้จริง ๆ มีวิธีทำให้น้ำตาลพุ่งช้าลงโดยไม่ต้องเปลี่ยนเมนูครับ กินผักก่อน แล้วค่อยกินข้าวและเนื้อสัตว์ งานวิจัยพบว่าการกินผักก่อนทำให้น้ำตาลในเลือดหลังอาหารต่ำกว่ากินข้าวก่อนถึง 40%⁶ เพราะใยอาหารในผักสร้างชั้นป้องกันในลำไส้ที่ชะลอการดูดซึมน้ำตาล หุงข้าวแล้วพักให้เย็นก่อนกิน ข้าวที่ผ่านการทำให้เย็นแล้วอุ่นซ้ำจะมีปริมาณ Resistant Starch (แป้งที่ต้านทานการย่อย ทำหน้าที่เหมือนใยอาหาร) มากขึ้น ทำให้น้ำตาลพุ่งน้อยลง กินข้าวกับโปรตีนและไขมันดีเสมอ อย่ากินข้าวล้วน ๆ เพราะโปรตีนและไขมันดีชะลอการดูดซึมน้ำตาล
เดินหลังอาหาร 10-15 นาที กล้ามเนื้อที่ทำงานดูดซึมกลูโคสออกจากเลือดโดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ทำให้น้ำตาลหลังอาหารต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

การออกกำลังกาย — เปิดประตูเซลล์โดยไม่ต้องใช้กุญแจ

ในบทที่ 11 เราพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ขอขยายความสำหรับเบาหวานโดยเฉพาะ เพราะกลไกของมันน่าสนใจมากครับ

เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวระหว่างออกกำลังกาย มันเปิดช่องทางพิเศษที่เรียกว่า GLUT-4 (โปรตีนขนส่งกลูโคสที่เคลื่อนตัวมาที่ผิวเซลล์กล้ามเนื้อเมื่อมีการหดตัว ทำให้กลูโคสเข้าสู่เซลล์ได้โดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน) เปรียบเหมือนการเปิดประตูบ้านจากข้างใน โดยไม่ต้องใช้กุญแจจากข้างนอก

ผลของการออกกำลังกายต่อความไวอินซูลินนั้นอยู่ได้นาน 24-48 ชั่วโมงหลังออกกำลังกาย และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมไม่ควรหยุดออกกำลังกายเกินสองวันติดต่อกัน เพราะ "ยา" ก็จะหมดฤทธิ์
การผสมระหว่าง Aerobic Exercise และ Resistance Training ได้ผลดีกว่าทำแบบใดแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยงานวิจัยพบว่าลด HbA1c ได้มากกว่าชัดเจน⁷ Intermittent Fasting กับเบาหวาน

จากที่พูดถึงในบทที่ 6 งานวิจัยใน Cell Metabolism ปี 2018 พบว่า Time-Restricted Eating (กินอาหารในช่วงเวลา 6-8 ชั่วโมง) ในกลุ่มชายที่มีภาวะ Prediabetes ปรับปรุงความไวต่ออินซูลินได้อย่างมีนัยสำคัญแม้น้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลง⁸

แต่ต้องพูดให้ครบครับ สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาหรืออินซูลิน การทำ IF ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนอย่างเคร่งครัด เพราะถ้ายังกินยาในปริมาณเดิมแต่ลดมื้ออาหาร น้ำตาลอาจต่ำเกินจนเป็นอันตรายซึ่งผมเคยเจอมาแล้ว

การนอนหลับ — ตัวแปรที่คนเบาหวานมักมองข้าม
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PNAS พบว่าการนอนหลับไม่ครบโดยเฉพาะในช่วงหลับลึก Slow-Wave Sleep ทำให้ความไวต่ออินซูลินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นแม้ไม่ได้กินอาหารเพิ่ม⁹

ผมเคยมีคนไข้ที่น้ำตาลควบคุมได้ดีมาตลอด แต่พอเปิดกิจการร้านอาหารที่ต้องนอนดึกตี 2-3 ทุกคืน น้ำตาลก็พุ่งขึ้นโดยไม่ได้เปลี่ยนอาหารหรือยาอะไรเลย นั่นคือผลของการนอนน้อยต่อระบบเผาผลาญ แพทย์พยาบาล ตำรวจ และยามรักษาความปลอดภัยจึงเป็นเบาหวานกันมากไงครับ

ยา — ใช้อย่างฉลาด ไม่ใช่กลัว

ผมต้องพูดถึงยาด้วยครับ เพราะบางคนกลัวยาเบาหวานมากเกินไปจนไม่ยอมทาน ยา Metformin ซึ่งเป็นยาเบาหวานที่ใช้กันมากที่สุดในโลก มีประวัติความปลอดภัยยาวนานกว่า 60 ปี ราคาถูก และมีหลักฐานว่าลดความเสี่ยงโรคหัวใจด้วย บางงานวิจัยยังพบว่าอาจมีผลชะลอการแก่ชราในระดับเซลล์อีกด้วย ยาใหม่อย่าง GLP-1 agonists เช่น Semaglutide และ SGLT-2 inhibitors นอกจากลดน้ำตาลแล้วยังมีหลักฐานว่าลดความเสี่ยงโรคหัวใจและไตเสื่อมด้วย ซึ่งทำให้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจสูง
ยาไม่ใช่ความล้มเหลว ยาคือเครื่องมือครับ และเครื่องมือที่ดีควรใช้ร่วมกับวิถีชีวิตที่ดี ไม่ใช่แทนที่มัน

คืนนั้นที่ผมจำได้

ผมเคยดูแลคนไข้ชายอายุ 52 ปีที่เป็นเบาหวานมาสิบปีและมีโรคแทรกซ้อนหลายอย่างครับ เขาบอกผมว่า "ถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่ตอนอายุสี่สิบ ผมคงทำทุกอย่างต่างออกไปหมดเลย"ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อทำให้ใครรู้สึกผิดครับ แต่เล่าเพราะอยากให้คุณรู้ว่าคำพูดนั้นมันหนักมากสำหรับผม และมันเป็นแรงผลักที่ทำให้ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ถ้าคุณกำลังอ่านบทนี้อยู่ และน้ำตาลของคุณสูงกว่าที่ควร ไม่ว่าจะ Prediabetes หรือเบาหวานแล้วก็ตาม วันนี้คือวันที่ดีที่สุดที่จะเริ่มทำบางอย่างครับเพราะสิบปีต่อจากนี้ คุณจะมองย้อนกลับมาวันนี้แน่นอน คำถามคือจะมองกลับมาแล้วรู้สึกอย่างไร

สรุปบทที่ 23

เบาหวานชนิดที่ 2 ไม่ใช่แค่โรคที่ป้องกันได้ แต่ยังเป็นโรคที่หายได้ด้วย (Remission) สำหรับหลายคน โดยเฉพาะถ้าเริ่มลงมือเร็ว Prediabetes คือหน้าต่างโอกาสทองที่ถ้าเปลี่ยนวิถีชีวิตจะลดความเสี่ยงเป็นเบาหวานได้ถึง 58% การลดน้ำหนัก กินอาหาร Glycemic Load ต่ำ ออกกำลังกาย นอนหลับให้พอ และจัดการความเครียดคือหัวใจของการรักษา พันธุกรรมให้ปืน แต่วิถีชีวิตคือคนลั่นไก ซึ่งเรามีปืนแต่เราไม่ลั่นก็ได้ใช่มั้ยครับ?
ทำได้เลยวันนี้

หนึ่ง — ถ้ายังไม่เคยตรวจน้ำตาลในเลือด ให้แจ้งแพทย์ขอตรวจ HbA1c ในการตรวจสุขภาพครั้งหน้า เพราะรู้ค่าก่อนดีกว่ารู้ทีหลัง
สอง — มื้อถัดไปลองกินผักก่อน แล้วค่อยกินข้าว แค่นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ส่งผลต่อน้ำตาลในเลือดได้จริง
สาม — หลังอาหารเย็นนี้ เดินออกไปข้างนอกสัก 10-15 นาที กล้ามเนื้อที่ทำงานจะดูดซึมกลูโคสออกจากเลือดทันทีครับ

เอกสารอ้างอิงบทที่ 23
1. International Diabetes Federation. IDF Diabetes Atlas. 10th ed. Brussels: IDF; 2021.
2. Knowler WC, Barrett-Connor E, Fowler SE, et al. Reduction in the incidence of type 2 diabetes with lifestyle intervention or metformin. New England Journal of Medicine. 2002;346(6):393–403.
3. ElSayed NA, Aleppo G, Aroda VR, et al. 2. Classification and diagnosis of diabetes: standards of care in diabetes—2023. Diabetes Care. 2023;46(Suppl 1):S19–S40.
4. Lean ME, Leslie WS, Barnes AC, et al. Primary care-led weight management for remission of type 2 diabetes (DiRECT): an open-label, cluster-randomised trial. Lancet. 2018;391(10120):541–551.
5. Wing RR, Lang W, Wadden TA, et al. Benefits of modest weight loss in improving cardiovascular risk factors in overweight and obese individuals with type 2 diabetes. Diabetes Care. 2011;34(7):1481–1486.
6. Imai S, Fukui M, Kajiyama S. Effect of eating vegetables before carbohydrates on glucose excursions in patients with type 2 diabetes. Journal of Clinical Biochemistry and Nutrition. 2014;54(1):7–11.
7. Colberg SR, Sigal RJ, Yardley JE, et al. Physical activity/exercise and diabetes: a position statement of the American Diabetes Association. Diabetes Care. 2016;39(11):2065–2079.
8. Sutton EF, Beyl R, Early KS, Cefalu WT, Ravussin E, Peterson CM. Early time-restricted feeding improves insulin sensitivity, blood pressure, and oxidative stress even without weight loss in men with prediabetes. Cell Metabolism. 2018;27(6):1212–1221.
9. Tasali E, Leproult R, Ehrmann DA, Van Cauter E. Slow-wave sleep and the risk of type 2 diabetes in humans. Proceedings of the National Academy of Sciences. 2008;105(3):1044–1049. 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top