วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันนี้ 27 กรกฎาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์สมมติว่าหากเจ้าตัวป็น กกต. ในคดีฮั้วเลือก สว. 67 เหตุผลที่ผมจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกา สอย สว. ไม่น้อยกว่า 120 คน โดยมีข้อความทั้งหมดว่า "หากผมเป็นน กกต. ในคดี ฮั้วเลือก สว. เมื่อผมดูว่า
1.สว.ลำดับ 1-6 คะแนนทิ้งห่าง 4 ลำดับถัดไป
2. ไม่น้อยกว่า 8 จังหวัดที่มี สว. มากกว่า สส. จนผิดปกติ
3. ดู cctv โทรศัพท์มือถือ ภาพถ่าย วิดีโอคลิป เส้นเงิน ตั๋วเครื่องบิน โพย บัตรลงคะแนน เหตุการณ์ทั้งก่อน ขณะ และหลังโหวต แม้จะมีพยานบุคคลบางคนกลับคำให้การหรือให้การขัดแย้งกันบ้างตามสันดานของปุถุชนแต่ละคน แล้วผมเห็นว่า มีการทุจริตเลือก สว. จริง และจะส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาสอย สว. ออกจากตำแหน่ง ไม่น้อยกว่า 120 คน ครับ
วัส ติงสมิตร
27/7/6
.jpg)
(บทความฉบับเต็ม)
หากผมเป็น กกต. ในคดีฮั้วเลือก สว. 67: เหตุผลที่ผมจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกา "สอย" สว. ไม่น้อยกว่า 120 คน
ในการพิจารณาคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พ.ศ. 2567 หากมองผ่านมุมมองขององค์กรอิสระอย่าง กกต. การวินิจฉัยคดีระดับประวัติศาสตร์เช่นนี้ ไม่อาจพึ่งพาเพียงคำให้การของพยานบุคคลที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน หากแต่ต้องประเมินพยานหลักฐานแบบ "องค์รวม" (Totality of the Evidence)
ยิ่งเมื่อปรากฏพยานหลักฐานล่าสุดในงานเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – “เปิดหลักฐานคดี โกง สว. ภาค 2” เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารรัฐสภา ของคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ชี้ให้เห็นพฤติการณ์ผิดปกติอย่างร้ายแรง
ความจริงกำลังถูกผ่าเผย... ในงานดังกล่าว มีการเปิดเผยพยานบุคคลและหลักฐานชุดใหม่จากผู้สมัคร สว. ระดับประเทศ และ สว.สำรอง รวม 4 คน ซึ่งสะท้อนโครงสร้างการทุจริตอย่างเป็นระบบ
พยานบุคคลหลายรายได้เล่าถึงพฤติการณ์จริงที่เกิดขึ้นก่อนวันเลือกระดับประเทศ (26 มิ.ย. 67) ไม่ว่าจะเป็น:
สวัสดิการและการอำนวยความสะดวก: การออกตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัครเดินทางพร้อมกัน การจัดรถตู้รับ-ส่ง การพาไปล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนการเปิดห้องพักในโรงแรมหรู จ.ปทุมธานี และ จ.พระนครศรีอยุธยา
การบังคับทำโพยและการล็อกตัวจริง: การรวมตัวผู้สมัครเพื่อคัดลอกหมายเลขลงในเอกสาร สว. 3 การเรียกเก็บโทรศัพท์มือถือ ตลอดจนการยึดเอกสาร สว. 3 ไว้กับทีมงานเพื่อแลกกับป้ายคล้องคอและโพยก่อนเข้าสถานที่เลือก ณ เมืองทองธานี
สัญญาทาส "ใบลาออกล่วงหน้า": ผู้สมัครบางรายถูกกดดันให้เซ็น "ใบลาออกไว้ล่วงหน้าโดยไม่ลงวันที่" พร้อมมอบสำเนาบัตรประชาชน เพื่อแลกกับคำสัญญาว่าจะได้รับการสนับสนุนให้เป็น สว. ตัวจริง
การยื่นข้อเสนอทางการเงิน: มีการนำเงินสดใส่ซอง (ใบละ 1,000 บาท รวม 10,000 บาท) ไปมอบให้ผู้สมัครถึงหน้าห้องพักโรงแรม รวมถึงคำอ้างเรื่องการรับเงิน ณ สำนักงานใหญ่ของพรรคการเมืองใหญ่
สายตรง "ล็อกเก้าอี้เต็ม": คำใบ้สำคัญจากบทสนทนาก่อนวันเลือกระดับประเทศจริงถึง 6 วัน ที่ระบุชัดเจนว่า "ตัวจริงกลุ่ม 14 เต็มหมดแล้ว" ทั้งที่กระบวนการลงคะแนนยังไม่เริ่มต้นขึ้น!
คดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พ.ศ. 2567 จึงนับเป็นคดีประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยที่มีความสลับซับซ้อนที่สุดครั้งหนึ่ง เนื่องจากกระบวนการพิสูจน์ความจริงไม่ได้พึ่งพาเพียง "คำให้การของพยานบุคคล" อีกต่อไป หากแต่เป็นการบูรณาการพยานหลักฐานจากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน
การประเมินพยานหลักฐานในคดีประเภทนี้จำเป็นต้องมองแบบ "องค์รวม" (Totality of the Evidence) เพราะคดีทุจริตโครงสร้างมักไม่มี "หลักฐานมัดตัวเด็ด ๆ" (Smoking Gun) แต่ต้องใช้วิธีร้อยเรียงพยานหลักฐานจำนวนมากเข้าด้วยกันจนเกิดภาพที่สมบูรณ์

ตั้งแต่การออกค่าเดินทาง(รวมทั้งตั๋วเครื่องบิน) จองโรงแรม พาไปล่องเรือ การยึดเอกสาร สว. 3 การบังคับเซ็น "ใบลาออกล่วงหน้าโดยไม่ลงวันที่" ตลอดจนการยื่นข้อเสนอทางการเงินและการล็อกตัวจริงล่วงหน้า หากผมเป็น กกต. เมื่อนำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาร้อยเรียงเข้ากับหลักนิติวิทยาศาสตร์ ผมมี 3 เหตุผลหลัก ที่จะใช้วินิจฉัยคดีนี้:
1.คะแนนลำดับที่ 1–6 ทิ้งห่างอย่างผิดธรรมชาติ ผลการลงคะแนนในระดับประเทศปรากฏรูปแบบความผิดปกติเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัด โดยผู้ได้รับเลือกในลำดับที่ 1–6 ของแต่ละกลุ่มอาชีพ จะมีคะแนนทิ้งห่างผู้สมัครในลำดับที่ 7–10 อย่างเห็นได้ชัด รูปแบบคะแนนที่เกาะกลุ่มทิ้งห่างเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว แต่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในลักษณะเดียวกันเกือบทุกกลุ่มอาชีพ ทั่งประเทศ ครอบคลุมผู้ได้รับเลือกมากกว่า 120 คน ซึ่งในทางนิติวิทยาศาสตร์และสถิติ นี่คือ "สัญญาณการลงคะแนนแบบมีโพยสั่งการ" ที่เป็นไปไม่ได้เลยจะเกิดจากความบังเอิญของต่างคนต่างลงคะแนน
2. ไม่น้อยกว่า 8 จังหวัด มี สว. มากกว่า สส. จนผิดปกติ เมื่อตรวจสอบภูมิหลังและการกระจุกตัวของผู้ได้รับเลือก พบปรากฏการณ์ผิดปกติในเชิงพื้นที่อย่างรุนแรง มีอย่างน้อย 8 จังหวัดที่มีจำนวน สว. สอบผ่านเข้ารอบในสัดส่วน (และคะแนน) ที่สูงมากอย่างผิดปกติ เมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของจังหวัดนั้นๆ (เช่น บุรีรัมย์ อ่างทอง สิงห์บุรี ฯลฯ)
ปรากฏการณ์ "บ้านใหญ่เกณฑ์คน" นี้ สะท้อนถึงการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร (Network Formation) ข้ามพื้นที่อย่างเป็นระบบทั่วประเทศ เพื่อเกณฑ์คนและขนผู้สมัครเข้าสู่การเลือกระดับประเทศอย่างชัดเจน
3. พยานวัตถุและดิจิทัล: ปิดประตูความบังเอิญ ปิดช่องพยานกลับคำ สิ่งที่มัดแน่นที่สุดไม่ใช่เพียงแค่คำพูดคน แต่คือ พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics) และพยานวัตถุที่เกิดขึ้นทั้งก่อน ขณะ และหลังการลงคะแนน:
ภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) & วิดีโอคลิป: ยืนยันการรวมตัวในห้างสรรพสินค้า บนเรือท่องเที่ยว โรงแรมที่ใช้พักค้างคืนและรวมพล รวมทั้งในห้องประชุมของโรงแรมเพื่อกำหนดตัวคนเป็นประธานและรองประธานวุฒิสภา
ข้อมูลโทรศัพท์มือถือ & GPS: บันทึกพิกัดการเดินทางร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนตั้งแต่ออกจากสนามบิน จุดนัดพบ จนถึงการเข้าเมืองทองธานีอันเป็นสถานที่ลงคะแนนเลือกในระดับประเทศ
เส้นทางการเงิน & ตั๋วเดินทาง: หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบินให้กัน และการโอน/มอบเงินค่าใช้จ่าย
โอกาสที่คน 2 คน จะเขียนโพยหมายเลขตรงกันและเรียงลำดับทุกกลุ่มอาชีพเหมือนกันเป๊ะ มีเพียง 1 ใน 5,567 ล้านล้านล้าน (หายากยิ่งกว่าการหาเม็ดทรายเม็ดเดียวบนโลก) ซึ่งในทางปฏิบัติเท่ากับ "เป็นไปไม่ได้"
สิ่งที่พบในสื่อคือมีโพยตรงกันเป๊ะถึง 10 ใบ ซึ่งหากคิดตามหลักสถิติ โอกาสเกิดขึ้นยิ่งน้อยกว่าการค้นหาอะตอมเดี่ยวในจักรวาล จริงอยู่ว่าในชั้นสอบสวน พยานบุคคลบางคนอาจจะกลับคำให้การหรือขัดแย้งกันบ้างตามนิสัยของของปุถุชนคนเห็นแก่อามิสสินจ้าง หรือด้วยความกลัวจากการช่มขู่ แต่พยานวัตถุ ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และเส้นทางดิจิทัลเหล่านี้ ไม่เคยโกหก และไม่อาจถูกเปลี่ยนแปลงได้ตามอารมณ์ของมนุษย์
บทสรุป: คำวินิจฉัยในฐานะ กกต. [ ลำดับคะแนนผิดปกติ + การกระจุกตัวของพื้นที่ + พยานดิจิทัล/พยานวัตถุ/พยานบุคคล ]
[ มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตจริง 】 (มาตรา 62)
[ ยื่นศาลฎีกา ➔ สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ & สอย สว. ออกไม่น้อยกว่า 120 คน ]
จากพยานหลักฐานทั้งหมดเมื่อนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ทั้งรูปแบบคะแนน + ความผิดปกติของพื้นที่ + พยานวัตถุ พยานบุคคล และหลักฐานดิจิทัลอันแน่นหนา หากผมเป็น กกต. ผมเห็นว่ามี "หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" มีการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมจริง ตาม พ.ร.ป. สว.ฯ มาตรา 62 และผมจะตัดสินใจ ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเพื่อ "สอย" สว. ออกจากตำแหน่งไม่น้อยกว่า 120 คน เพื่อปกป้องความสุจริตหรือเที่ยงธรรม และรักษาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญครับ
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 27/7/69 #เลือกตั้งสว67 #สว2567 #ฮั้วเลือกสว #นิติวิทยาศาสตร์ #กฎหมายน่ารู้ #สถิติและคณิตศาสตร์ #ศาลฎีกา #กระบวนการยุติธรรม #ilaw #ข่าวการเมือง #วัสติงสมิตร"
หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"ใส่เสื้อสีเหลืองทั้งชาย-หญิง โทนสี-สไตล์เดียวกันเข้าห้องลงคะแนนเป็นสิบเป็นร้อยพร้อมเพรียงกัน นั่งรวมกลุ่มเดียวกัน สนิทสนมใกล้ชิดกัน กระซิบกระทราบกันได้ นี่มันบังเอิญหรือ"
"นี่ แสดงว่า ท่านปราศจากข้อสงสัยจริงๆนะครับ กกต.ขอแค่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ แต่ยังไม่ยอมเชื่อ คงจะเชื่อฟังแต่บุรีรัมย์"
"1ใน 5,567ล้าน ทำได้ต้องให้ศาลรองรับ การเลือกตั้งที่สุดของโลก ครับ"
"คน2คน กาเหมือนกันแป๊ะ แต่เลือกตั้งสวชุดนี้ เหมือนกันแป๊ะจำนวนเท่าไหร่ #เปิดคะแนน ให้ดูหน่อย!"
"หนูก็ติดตามเรื่องนี้ค่ะอาจารย์"
"เห็นต่างครับ ถ้า สอยเกินครึ่ง รีเซ็ต เลือกตั้ง หรือ สรรหาใหม่ ดีกว่า ไม่เอา กกต มหาดไทย มาดูแลการเลือกตั้ง อาจจะเป็น องค์กรอิสระอื่นๆ ที่มี ผู้มีประสบการณ์ในการจัดเลือกตั้ง เช่น ดร.โคทม อารียา มาดูแล ครับ"
"สาธุ สาธุ สาธุ ครับ"
"ขอให้โดนครับ คนที่กระทำผิด"
"ขออนุญาตแชร์ครับ"
"ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เป็นบรรทัดฐานที่ดีของนักกฎหมาย ที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรม มาอย่าง เที่ยงตรง"
"แชร์ช้าไปนิดครับ อาจารย์ เช้าต้องไปถวายพระพร......................."
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี