วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569
533.jpg
วัส ติงสมิตร ยกคดี อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ฟ้องกลับผู้ร้องเรียน เป็นบทเรียน ฟ้องปิดปาก

วัส ติงสมิตร ยกคดี อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ฟ้องกลับผู้ร้องเรียน เป็นบทเรียน ฟ้องปิดปาก

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.31 น.

วันนี้ 1 สิงหาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุใสในศาลฎีกา โพสต์บทวิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีคดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตที่ศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา  โดยมีข้อความว่า "เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทุจริต “ฟ้องกลับ” ผู้ร้องเรียน: จากคดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต สู่บทเรียน Anti-SLAPP ของไทยและต่างประเทศ

ตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนเมื่อวานนี้ว่า ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ให้ "ยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง" คดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตยื่นฟ้องเจ้าของที่ดินในความผิดฐานแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท โดยไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้อง อาจดูเผิน ๆ เป็นเพียงคดีความขัดแย้งระหว่างบุคคล


วัส ติงสมิตร

แต่ในทางกฎหมาย คดีนี้มีความหมายลึกซึ้งและยิ่งใหญ่กว่านั้นมากครับ! เพราะสิ่งที่ศาลกำลังพิจารณา ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำถามที่ว่า “จำเลยแจ้งความเท็จหรือไม่?” หากแต่ตั้งคำถามสำคัญก่อนหน้านั้นว่า:

“การที่โจทก์นำคดีอาญามาฟ้องผู้ที่เคยร้องเรียนเรื่องทุจริตนั้น เป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต หรือเป็นการใช้ศาลเป็นเครื่องมือเพื่อตอบโต้ผู้ร้องเรียนกันแน่?” คำถามนี้คือหัวใจของแนวคิดการป้องกัน “คดีฟ้องปิดปาก” ( Anti-SLAPP : Strategic Lawsuits Against Public Participation) เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นอาวุธข่มขู่ประชาชน นักข่าว นักกิจกรรม หรือผู้เปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้ต้องหวาดกลัวจนเงียบเสียงลง และสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่แนวทางนี้ผ่าน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ประกอบกับ คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 (ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 เดือนเดียวกัน) ซึ่งกำหนดแนวทางให้ศาลคัดกรองคดีฟ้องปิดปากได้ตั้งแต่ต้นกระบวนการ!

คดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต: ศาลไม่ได้ตัดสินว่า “สินบน 1 ล้านบาทมีจริงหรือไม่” ข้อเท็จจริงตามข่าวระบุว่า อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินจำนวน 1 ล้านบาทจากเจ้าของที่ดินเพื่อแลกกับการแก้ไขเอกสารครอบครอง ต่อมาเจ้าของที่ดินได้นำเรื่องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ฝ่ายอดีตปลัดจังหวัดจึงนำคดีมาฟ้องกลับเจ้าของที่ดินในข้อหาแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท ทว่า... ศาลอาญาพิเคราะห์คำฟ้องและพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้วเห็นว่า “มีข้อบ่งชี้ว่าการฟ้องคดีเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต” จึงอาศัยอำนาจตาม มาตรา 161/1 พิพากษายกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจคำฟ้อง โดยไม่ต้องเสียเวลาเข้าสู่การไต่สวนมูลฟ้อง 
ประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องครับ:

ไม่ได้หมายความว่า ศาลได้พิพากษาว่าเจ้าของที่ดินพูดความจริงเรื่องเจ้าพนักงานเรียกเงิน 1 ล้านบาท

ไม่ได้หมายความว่า ศาลตัดสินว่าอดีตปลัดจังหวัดมีความผิดฐานรับสินบนแล้ว

แต่หมายความว่า การใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์มีลักษณะไม่สุจริตอย่างชัดแจ้ง จนศาลไม่อาจปล่อยให้คดีเดินหน้าไปสร้างภาระแก่จำเลยได้
ความแตกต่างระหว่างสองเรื่องนี้สำคัญมากครับ! เพราะการตัดสินว่า “ใครพูดความจริง” เป็นเรื่องของเนื้อหาคดี ส่วนการตัดสินว่า “โจทก์ใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่” เป็นเรื่องของกระบวนวิธีพิจารณาเพื่อปกป้องความยุติธรรม

มาตรา 161/1: อำนาจศาลในการ “หยุดคดี” ก่อนจำเลยถูกลากเข้าสู่สงครามชั้นศาล หัวใจของมาตรา 161/1 ป.วิ.อ. คือการยอมรับหลักการที่ว่า “ไม่ใช่ทุกคดีที่ยื่นฟ้อง ศาลจะต้องปล่อยให้เดินไปจนถึงการพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ” หากเป็นคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ และปรากฏพยานหลักฐานเบื้องต้นว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต มุ่งหวังผลอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้องได้ทันทีตั้งแต่ด่านแรก
แนวคิดนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อมี คำแนะนำของประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2569 ซึ่งวางพฤติการณ์ชี้วัดไว้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น:

1. การฟ้องคดีในลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร

2. การฟ้องคดีเพื่อกดดันให้จำเลยกระทำหรือเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์อันมิชอบ

3. การจงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง หรือปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญต่อศาล

พูดง่าย ๆ คือ “ศาลไม่ได้ตรวจเพียงว่าฟ้องได้หรือไม่... แต่เริ่มตรวจลึกไปถึงว่า ฟ้องไปเพื่ออะไร!” ส่องกลไก Anti-SLAPP ในต่างประเทศ: เขารับมือกันอย่างไร? คำว่า SLAPP ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคดีที่โจทก์แพ้ในท้ายที่สุด แต่หมายถึงคดีที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้าง "สงครามจิตวิทยาและสงครามการเงิน" [????] เพื่อให้จำเลยเหนื่อยล้า เสียค่าใช้จ่าย และเกิดความหวาดกลัวจนยอมถอย (Chilling Effect) หลายประเทศจึงพัฒนามาตรการ Anti-SLAPP ไว้อย่างดุดัน:

[????????] สหรัฐอเมริกา (รัฐแคลิฟอร์เนีย): ระบบ Special Motion to Strike ตาม California Code of Civil Procedure §425.16 เปิดทางให้จำเลยยื่นคำร้องพิเศษเพื่อตัดคดี หากคดีนั้นเกิดจากการใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นหรือยื่นเรื่องร้องเรียนต่อรัฐ

• ขั้นที่ 1: จำเลยแสดงว่า ตนทำกิจกรรมที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

• ขั้นที่ 2 (ผลักภาระ): ภาระตกไปอยู่กับโจทก์ทันที! โจทก์ต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีโอกาสชนะคดีอย่างมีนัยสำคัญ (Probability of prevailing) มิฉะนั้นศาลจะยกฟ้องทันที พร้อมสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทนายความแทนจำเลยทั้งหมด!

วัส ติงสมิตร

[????????] แคนาดา (รัฐออนแทริโอ): การชั่งน้ำหนักประโยชน์สาธารณะ ตาม Protection of Public Participation Act, 2015 ศาลไม่เพียงดูว่าโจทก์มีโอกาสชนะหรือไม่ แต่ยังใช้ "Public Interest Balancing Test" ชั่งน้ำหนักว่า:“ความเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ มีน้ำหนักมากพอที่จะก้าวข้ามประโยชน์สาธารณะในการคุ้มครองเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นหรือไม่?” 

[????????] อังกฤษ: คุ้มครองผู้เปิดโปง "อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ" กฎหมาย Economic Crime and Corporate Transparency Act 2023 เน้นตัดคดี SLAPP ที่มุ่งทำลายสมาธิหรือปิดปากผู้เปิดเผยข้อมูลการทุจริตและความผิดทางเศรษฐกิจ โดยมีระบบคุ้มครองภาระค่าใช้จ่ายของจำเลยอย่างเข้มงวด

[????????] สหภาพยุโรป: มาตรฐานระดับภูมิภาค (Directive 2024/1069) EU มอง Anti-SLAPP เป็นการคุ้มครองกระบวนการประชาธิปไตย โดยมีมาตรการครบลูป ตั้งแต่การยกฟ้องในระยะแรก (Early dismissal) การสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าใช้จ่าย (Security for costs) ไปจนถึงการลงโทษโจทก์ที่ใช้กระบวนการศาลในทางมิชอบ (Penalties) [????????]

[????????] แล้ว Anti-SLAPP ของไทย อยู่จุดไหนในปัจจุบัน? เมื่อนำระบบสากลมาเปรียบเทียบกับมาตรา 161/1 จะพบว่า ประเทศไทย (ซึ่งยังไม่มีกฎหมาย Anti-SLAPP เต็มรูปแบบ) มีแนวคิดพื้นฐาน Anti-SLAPP ที่ใกล้เคียงกับสากลอย่างมาก แต่มีจุดเน้นที่ต่างกันเล็กน้อย:

ระบบสากล (Global Anti-SLAPP): เน้นที่ "สถานะของกิจกรรมสาธารณะ" ที่จำเลยกำลังทำ (เช่น ปกป้องสิ่งแวดล้อม / เปิดโปงโกง)

ระบบไทย (Thai Anti-SLAPP Framework): เน้นที่ "ความสุจริตของผู้ฟ้อง" (พิจารณาว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริต บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือมุ่งกลั่นแกล้งหรือไม่) อย่างไรก็ตาม ทั้งสองระบบมีเป้าหมายเดียวกัน คือ "ไม่ยอมให้ศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาระเพื่อบังคับให้อีกฝ่ายถอย"  นอกจากนี้ เมื่อมองขนานไปกับ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่เพิ่มมาตรการคุ้มครองและช่วยเหลือผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต (Whistleblowers) ยิ่งแสดงให้เห็นว่า โครงสร้างกฎหมายไทยกำลังถูกเชื่อมโยงเพื่อปกป้องภาคประชาชนอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ข้อควรระวัง: Anti-SLAPP ต้องไม่กลายเป็น "เกราะป้องกันคนไม่สุจริต" สิ่งที่ต้องพึงระวังคือ เราต้องไม่ตึงเครียดจนตีความ Anti-SLAPP ว่า "ใครถูกกล่าวหาทุจริตแล้วมาฟ้องกลับ จะต้องถูกยกฟ้องทั้งหมด" เพราะนั่นจะทำให้หลักการกลับด้าน และเปิดช่องให้คนกล่าวหาเท็จใช้เป็นเกราะป้องกันตัว Anti-SLAPP ที่สมบูรณ์แบบต้องสร้าง ความสมดุล (Balance):

ผู้เสียหายจริง: ต้องยังคงมีสิทธิเข้าถึงศาลเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม

ผู้ร้องเรียนสุจริต: ต้องได้รับการคุ้มครองจากการถูกฟ้องกลั่นแกล้ง

บทสรุป: จาก “สิทธิฟ้อง” สู่ “ความรับผิดชอบในการใช้สิทธิ” บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากคดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมและวงการกฎหมาย ในอดีต เราอาจเคยคิดว่า “ใครมีสิทธิฟ้อง ก็ฟ้องไป แล้วค่อยไปสู้กันในศาล”

แต่บรรทัดฐานใหม่กำลังบอกเราว่า: “สิทธิในการฟ้องคดี ไม่ได้แปลว่ามีสิทธิใช้กระบวนการศาลอย่างไรก็ได้ หากฟ้องโดยไม่สุจริต ศาลมีหน้าที่ต้องหยุดคดีทันทีเพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นอาวุธ” ในสังคมประชาธิปไตย การปราบปรามทุจริตจะสำเร็จได้ ประชาชนต้องกล้าพูด กล้าร้องเรียน โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะกลายเป็นจำเลยเสียเอง คดีอดีตปลัดภูเก็ตจึงนับเป็นหนึ่งในคดีประวัติศาสตร์ ที่ช่วยขีดเส้นแบ่งระหว่าง “การใช้ศาลเพื่อแสวงหาความยุติธรรม” กับ “การใช้ศาลเป็นอาวุธเพื่อทำให้สังคมเงียบ” ในประเทศไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ! 

วัส ติงสมิตร นักวิชการอิสระ 1/8/69 (ผู้ที่สนใจสามารถอ่านบทความเรื่อง “เมื่อ “การฟ้องคดี” กลายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชน: ทำความรู้จักกฎหมาย Anti-SLAPP และพัฒนาการล่าสุดของไทย” ของผู้เขียนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เพิ่มเติมได้ครับ) #AntiSLAPP #คดีฟ้องปิดปาก #มาตรา161_1 #กฎหมายอาญา #คำแนะนำประธานศาลฎีกา2569 #ศาลอาญา #ศาลยกฟ้อง #คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส #Whistleblower #สิทธิมนุษยชน #กระบวนการยุติธรรมไทย #วิเคราะห์กฎหมาย # วัสติงสมิตร"

วัส ติงสมิตร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top