คอลัมน์ : Insight คริปโต

มีทรัพย์สิน 100 ล้าน แต่ถ้าพรุ่งนี้ต้องใช้เงิน 5 ล้าน…คุณมีไหม
เวลาพูดว่าใครสักคน “รวย” เรามักนึกถึงตัวเลขก่อนเสมอ บ้านราคาเท่าไร มีหุ้นกี่ล้าน ธุรกิจมีมูลค่ากี่ร้อยล้าน หรือพอร์ตคริปโตเคยขึ้นไปถึงเท่าไร แต่มีคำถามหนึ่งที่เราไม่ค่อยถามกันคือ ถ้าพรุ่งนี้ต้องใช้เงินจริงๆ เราเปลี่ยนทรัพย์สินเหล่านั้นกลับมาเป็นเงินได้เท่าไร และเร็วแค่ไหน?
คนคนหนึ่งอาจมีบ้านมูลค่า 30 ล้านบาท มีที่ดินอีก 20 ล้านบาท และถือหุ้นมูลค่า 10 ล้านบาท บนกระดาษเขามีทรัพย์สิน 60 ล้านบาท แต่ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วต้องการเงิน 5 ล้านบาทภายในหนึ่งสัปดาห์ เขาอาจไม่ได้มี “เงิน 5 ล้านบาท” อยู่จริงในเวลานั้น บ้านต้องใช้เวลาขาย ที่ดินอาจต้องยอมลดราคา หุ้นอาจกำลังอยู่ในช่วงตลาดลง ส่วนธุรกิจที่บอกว่ามีมูลค่า 100 ล้านบาท ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีใครยื่นเช็ค 100 ล้านบาทให้เราในวันพรุ่งนี้
เรื่องเดียวกันเกิดขึ้นกับคนที่ถือหุ้นจำนวนมาก เจ้าของบริษัทอาจมีหุ้นที่ตลาดประเมินว่ามูลค่า 1,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่าเขามีเงินสด 1,000 ล้านบาทอยู่ในบัญชี เพราะราคาหุ้นที่เราเห็นบนหน้าจอ เป็นราคาที่มีการซื้อขายกันในปริมาณหนึ่ง ณ เวลานั้น หากเจ้าของพยายามขายหุ้นจำนวนมากพร้อมกัน ราคาที่ขายได้จริงอาจลดลงอย่างมาก และยิ่งเป็นวันที่ทุกคนต้องการขายพร้อมกัน ความแตกต่างระหว่าง “มูลค่าที่เห็น” กับ “เงินที่ใช้ได้จริง” จะยิ่งชัดเจน
ตลาดหุ้นสามารถทำให้เรารู้สึกรวยขึ้นภายในไม่กี่เดือน อสังหาริมทรัพย์สามารถทำให้ Net Worth เพิ่มหลายล้านโดยที่เราไม่ได้ทำอะไร และคริปโตก็สามารถทำให้พอร์ตจากหนึ่งล้านกลายเป็นห้าล้านได้ภายในเวลาไม่นาน แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ขาย เงินห้าล้านนั้นยังเป็นเพียงสิ่งที่ตลาด “ประเมินให้” ณ เวลานั้น ไม่ใช่เงินห้าล้านที่ถูกล็อกไว้ให้เราแน่นอน เมื่อสภาพตลาดเปลี่ยน ตัวเลขเหล่านั้นก็เปลี่ยนได้ทันที
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนมีทรัพย์สินมาก แต่กลับใช้ชีวิตด้วยความกังวลตลอดเวลา ขณะที่บางคนมี Net Worth น้อยกว่า แต่รู้สึกมั่นคงกว่ามาก เพราะสุดท้าย ความมั่งคั่งไม่ได้อยู่แค่ว่าเรามีอะไร แต่อยู่ที่ว่าในวันที่จำเป็น เราเข้าถึงสิ่งที่เรามีได้หรือเปล่า
สิ่งที่น่ากลัวกว่าการไม่มีเงิน คือมีเงินอยู่ตรงหน้า…แต่เอื้อมไม่ถึง
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนธรรมดา แม้แต่ประเทศที่มีเงินสำรองมหาศาลก็ต้องเผชิญกับคำถามแบบเดียวกัน เพราะคำว่า “เป็นเจ้าของ” กับคำว่า “สามารถเข้าถึง” ไม่ได้หมายถึงเรื่องเดียวกันเสมอไป ประเทศหนึ่งอาจมีเงินสำรองอยู่ในพันธบัตรต่างประเทศ ฝากไว้กับสถาบันการเงินในอีกประเทศ หรือถือสินทรัพย์ที่ต้องอาศัยระบบของคนอื่นในการซื้อขายและโอนเงิน
ในเวลาปกติ เราแทบไม่รู้สึกถึงความเสี่ยงนี้เลย ทุกอย่างทำงานตามปกติ ถอนเงินได้ โอนได้ ซื้อขายได้ แต่เมื่อการเมือง กฎหมาย หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเปลี่ยน กติกาก็สามารถเปลี่ยนตามไปด้วย นั่นทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจมากว่า ถ้าทรัพย์สินของเราอยู่ในระบบที่คนอื่นสามารถจำกัดการเข้าถึงได้ วันหนึ่งมันยังเป็น “ของเรา” เต็มร้อยหรือไม่?
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่สินทรัพย์เก่าแก่อย่างทองคำกลับมาถูกพูดถึงในมุมที่ต่างออกไป ทองคำ ไม่ได้จ่ายดอกเบี้ย ไม่ได้สร้างรายได้ และไม่ได้สะดวกเท่าเงินดิจิทัล แต่ถ้าทองก้อนนั้นอยู่กับเรา มันไม่มีบริษัทที่ต้องจ่ายเงินคืนให้ ไม่มีรัฐบาลอื่นเป็นผู้ออก และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนตัวเลขบนหน้าจอจาก “ใช้ได้” เป็น “ใช้ไม่ได้” ได้ง่ายๆ
ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรถอนเงินทั้งหมดออกจากธนาคาร หรือเอาทุกอย่างไปซื้อทอง แต่กำลังบอกว่า ความเสี่ยงของทรัพย์สินไม่ได้มีแค่เรื่องราคาขึ้นหรือลง บางครั้งสิ่งที่สำคัญพอๆ กันคือ เงินนั้นขายง่ายแค่ไหน? ต้องพึ่งใครบ้าง? และในวันที่เราต้องใช้จริง เราสามารถเข้าถึงมันได้หรือไม่?
เมื่อกลับมามองชีวิตของเราเอง ก็ไม่ต่างกันมากนัก ถ้าเงินทั้งหมดอยู่ในธุรกิจเดียว วันที่ธุรกิจมีปัญหา ทั้งรายได้และทรัพย์สินของเราอาจมีปัญหาพร้อมกันถ้าทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ เราอาจมี Net Worth สูงมาก แต่ไม่มีเงินสดเพียงพอในวันที่ต้องใช้เงินเร่งด่วน หรือถ้าพอร์ตลงทุนขึ้นจาก 3 ล้านเป็น 10 ล้านบาท แล้วเราเริ่มเพิ่ม Lifestyle ตามตัวเลข 10 ล้านบาททันที เราอาจกำลังใช้ชีวิตด้วยเงินที่ยังไม่เคยกลายเป็นเงินจริงเลย
บางครั้งคนจึงไม่ได้มีปัญหาการเงินเพราะ “มีเงินน้อย” แต่เพราะ เข้าใจผิดระหว่าง “มูลค่า” กับ “สภาพคล่อง” และระหว่าง “เป็นเจ้าของ” กับ “เข้าถึงได้”
บางทีความรวยจริงๆ ไม่ใช่การมีมากที่สุด แต่คือวันที่ชีวิตมีปัญหา เรายังมีสิทธิ์เลือก
ลองเปลี่ยนคำถามจาก “ตอนนี้เรามีทรัพย์สินเท่าไร?” มาเป็น “ถ้าพรุ่งนี้ชีวิตไม่เป็นไปตามแผน เรามีทางเลือกกี่ทาง?” คำถามนี้อาจสะท้อนฐานะทางการเงินจริงของเราได้มากกว่า Net Worth เสียอีก
คนหนึ่งอาจมีทรัพย์สิน 100 ล้านบาท แต่ทุกอย่างผูกอยู่กับธุรกิจเดียว มีหนี้สูง ไม่มีเงินสดสำรอง และมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนมหาศาล อีกคนอาจมีทรัพย์สินเพียง 20 ล้านบาท แต่ไม่มีหนี้ มีเงินสำรอง มีสินทรัพย์หลายประเภท และสามารถหยุดทำงานได้สองปีโดยชีวิตไม่พัง ใครกันแน่ที่มีอิสระมากกว่า?
เราใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตพยายามเพิ่มตัวเลข แต่ไม่ค่อยถามว่าตัวเลขเหล่านั้นเพิ่ม “ทางเลือก” ให้ชีวิตเราหรือเปล่า บ้านที่ใหญ่ขึ้นอาจทำให้เราดูรวยขึ้น แต่ถ้าต้องแลกกับหนี้ที่ทำให้เราหยุดทำงานไม่ได้ บ้านหลังนั้นกำลังเพิ่มความมั่งคั่ง หรือกำลังลดอิสระของเรา? ธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นอาจมีมูลค่ามากขึ้น แต่ถ้าเจ้าของไม่สามารถหยุดพักหนึ่งเดือนได้โดยทุกอย่างเริ่มมีปัญหา ธุรกิจนั้นเป็นสินทรัพย์ของเขา หรือเขากลายเป็นสินทรัพย์ของธุรกิจกันแน่?
แม้แต่เรื่องงานก็คล้ายกัน คนที่มีเงินเดือนสูงมาก แต่ไม่มีเงินสำรองและมีทักษะที่สร้างรายได้เพียงทางเดียว อาจมีทางเลือกน้อยกว่าคนที่ได้เงินเดือนน้อยกว่า แต่มีรายได้หลายทาง มีเงินสำรอง และสามารถเดินออกจากงานที่ไม่เหมาะกับตัวเองได้
ท้ายที่สุด ทุกอย่างกลับมาที่คำเดียวคือ “ทางเลือก”เงินสดให้ทางเลือก การไม่มีหนี้เกินตัวให้ทางเลือก สินทรัพย์ที่ขายได้ง่ายให้ทางเลือก รายได้หลายทางให้ทางเลือก และการไม่ฝากความมั่งคั่งทั้งหมดไว้กับสินทรัพย์ ธุรกิจ หรือระบบเพียงอย่างเดียว ก็ให้ทางเลือกเช่นกัน
นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องกลัวความเสี่ยงจนไม่กล้าลงทุนหรือทำธุรกิจ ในทางกลับกัน คนที่มีฐานการเงินแข็งแรงอาจกล้าเสี่ยงได้มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะรู้ว่า ถ้าสิ่งหนึ่งไม่เป็นไปตามแผน ชีวิตยังไม่จบ
บางทีนิยามของคำว่า “รวย” ที่เราคุ้นเคยอาจไม่ครบตั้งแต่แรก ความรวยอาจไม่ใช่การมีบ้านแพงที่สุด พอร์ตใหญ่ที่สุด หรือ Net Worth สูงที่สุด แต่อาจเป็นการตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเลือกสิ่งที่เราไม่อยากเลือก เพียงเพราะเรื่องเงิน เราสามารถปฏิเสธงานที่ไม่ใช่ ออกจากธุรกิจที่ไม่เหมาะ รับมือกับเหตุฉุกเฉิน หรือรอให้ตลาดกลับมา โดยไม่จำเป็นต้องรีบขายสินทรัพย์ในวันที่ทุกคนกำลังหนี
เพราะเงินที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่เงินที่ทำให้ตัวเลขของเราดูใหญ่ขึ้น แต่อาจเป็นเงินที่ซื้อ “เวลา อิสระ และสิทธิ์ในการเลือก” ให้กับชีวิต ถ้าวันนี้เราลบตัวเลข Net Worth ทั้งหมดออกไป แล้วเหลือเพียงคำถามว่า “ถ้าไม่มีรายได้เข้ามาตั้งแต่พรุ่งนี้ เรายังสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้นานแค่ไหน?” คำตอบนั้นจะทำให้เรายังรู้สึกว่าตัวเองรวยอยู่หรือเปล่า?
ยาส์ชีลา ปูรี

