อดีตผู้พิพากษา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อดีต สส.ประชาธิปัตย์หลายสมัย และอดีตสุดท้าย คือ แคนดิเดตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” หันหลังจากพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม เข้ารับตำแหน่งใหม่ข้ามห้วย “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี” ทำหน้าที่กว่าสองปีในฐานะ “กุนซือ” ข้างกาย“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาแต่วันนี้ “พีรพันธุ์” เตรียมรับบทบาทใหม่ในสายการเมืองเต็มขั้น กับหมวกอีกใบในฐานะ “ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ” หรือ “กุนซือ” ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ
- มาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐได้อย่างไร? : หลังจากที่ผมมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีโอกาสได้คุยกับ พล.อ.ประวิตร ซึ่งตอนนั้น พล.อ.ประวิตร ยังไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งได้มาพูดเปรยๆ ว่าอยากให้ผมมาช่วยงานที่พรรคหน่อย แต่เนื่องจากผมยังติดงานที่รับผิดชอบอีกหลายอย่างจึงไม่สามารถเข้าไปในขณะนั้นได้เพราะภารกิจงานที่ได้รับมอบหมายเยอะ หลายเรื่อง จึงยังไม่ได้เข้าไป แต่ที่ผ่านมามีการพูดคุยกับมาตลอด ที่สำคัญผมอยากอยู่ทำงานให้กับพรรคที่ตั้งใจทำงานให้กับชาติบ้านเมือง แต่ที่นี้มันก็ลำบากนะ มันอยู่ที่คนในพรรค แต่สำคัญคือคนที่มีบทบาท มีอำนาจในพรรคเขาเอาอย่างไร
“ผมรู้จักกับ พล.อ.ประวิตร มานาน ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเดียวกัน ก่อนรู้จัก พล.อ.ประยุทธ์ อีก เพราะตนรู้จัก พล.อ.ประยุทธ์ ตอนสมัย ศอฉ. ตอนเกิดเหตุการณ์แล้ว และตอนนั้นพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยังเป็น ผบ.ทบ. อยู่ รู้จักคุ้นเคยกันมานานแต่ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยเรื่องการเมือง ซึ่ง พล.อ.ประวิตร อยากให้ผมมาช่วยงานตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนหัวหน้าพรรคมาเป็น พล.อ.ประวิตรแต่ติดขัดปัญหาหลายเรื่อง แต่ที่ผ่านมาผมก็ได้เห็นความตั้งใจดูการทำงานของนายกฯ
ก็ได้เห็นว่านายกฯ ทำงานแบบไม่ได้มุ่งหวังทางการเมืองเลยรวมถึง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ ด้วย ทั้ง 3 ท่าน ไม่ได้มีความมุ่งหวังทางการเมืองแบบนักการเมืองที่เข้ามาสู่การเมือง เพื่อทำงานการเมือง เพื่อประโยชน์ต่างๆ แต่ในระบบการเมืองก็ต้องเป็นที่เข้าใจว่าต้องมีพรรคการเมือง แต่ทั้ง 3 ท่าน มีความตั้งใจที่จะทำงานให้ชาติ บ้านเมืองจริงๆ เพียงแต่ในระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยนี้มันต้องมีพรรคการเมือง มันจึงเกิดพรรคพลังประชารัฐ ขึ้นมา ผมได้เรียนรู้ว่าเขามีความตั้งใจและมุ่งมั่นจริงๆ”
ผมได้มีโอกาสคุยกับ พล.อ.ประวิตร โดยท่านมีความมุ่งหวังอยากให้พรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคการเมืองที่เป็นหลักของชาติบ้านเมืองต่อไป ไม่ใช่เฉพาะกิจที่มาแค่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น แต่อยากให้พัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เป็นสถาบันทางการเมือง แต่ทั้ง 3 ท่าน ก็ไม่ได้มีประสบการณ์ทางการเมือง เพียงแต่มีความตั้งใจดีและปรารถนาแบบนี้ และไม่มีใครที่จะมาช่วยจัดการให้เป็นสถาบันทางการเมืองตามที่ฝันไว้ได้ และก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ก็พูดไว้เหมือนกัน ว่าอยากทำให้พรรคพลังประชารัฐ เป็นสถาบันทางการเมือง จึงคิดว่าคงได้รับการถ่ายทอดมาจาก พล.อ.ประวิตร จึงคิดว่าผมต้องมาแล้ว เพราะ พล.อ.ประวิตร อยากให้มาช่วยกัน
- พูดได้หรือไม่ว่า ทั้ง 3 ป.ไม่เจนจัดทางการเมืองจึงชักชวนให้มาร่วมงานด้วย? : ไม่ถึงขนาดไม่เจนจัด การเมืองทั้ง 3 ท่านอาจจะเจนจัดมากกว่าผมก็ได้ แต่การวางระบบสร้างพรรคการเมือง แม้ว่าทั้ง 3 ท่านจะเข้าใจระบบการเมือง เชิงการเมือง แต่การจะตั้งพรรคการเมืองและพัฒนาให้เป็นสถาบันทางการเมือง ลำพังทั้ง 3 ท่านทำไม่ได้ มันจะต้องมีคนที่อยู่ในสายอาชีพที่จะต้องมาช่วยกันผลักดันเกิดขึ้นมา ซึ่งก็ท่านก็ต้องหาคนที่มีประสบการณ์ มีความมุ่งมั่นและมีความคิดเหมือนท่าน ต้องมีใจและมีสมองที่คิดเหมือนกัน ใจต้องตรงกันก่อน ซึ่งตรงนี้มันตรงกับผม
และผมก็พูดมาเสมอตั้งแต่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นเมื่อคุยกันแล้วมีความคิดตรงกันและคิดว่าเมื่อได้มีโอกาสช่วยท่าน อย่างน้อยเรายังได้ลงมือทำ ดีกว่านั่งคิดอยู่เฉยๆ แล้วไม่ได้ทำ “เหตุผลที่ผมเข้ามา” เพราะ 1.เห็นความตั้งใจจริงของทั้ง3 ท่านที่อยากทำให้พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคที่เป็นหลักของชาติบ้านเมือง เป็นสถาบันต่อไปในอนาคต ไม่ใช่เฉพาะกิจหรือชั่วคราว และอยากทำให้พรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคที่ประชาชนพึ่งหวังได้ เป็นหลักของบ้านเมืองต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้จึงคิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะเข้าไปช่วยเขาสร้าง
2.เมื่อเข้าไปแล้วก็จะพยายามดูแลให้พรรคมีโครงสร้างพรรคการเมืองที่ถูกต้อง เป็นพรรคที่เดินในระบบการเมืองที่เป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้ และวางระบบต่างๆ ให้มีความเป็นพรรคการเมืองมากขึ้น ตรงนี้ถือเป็นภารกิจที่จะต้องเข้าไปช่วยทำและ 3.สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้มีปัญหาหลายเรื่อง ตนอยู่การเมืองมาเกือบ 30 ปี ยังไม่เห็นมีช่วงเวลาไหนที่บ้านเมืองสงบเรียบร้อยเลย มีปัญหาตลอดเวลา ทั้ง 3 ท่านจึงอยากมีคนที่เข้าใจมุมการเมืองและสามารถพูดคุยกับฝ่ายการเมืองที่เป็นเสียงเดียวกันได้ ความคิดเดียวกันได้ที่จะมาช่วยแก้ไขสถานการณ์ต่างๆได้
- เท่าที่ดูพรรคพลังประชารัฐมีจุดอ่อนตรงไหนที่จะต้องเข้าไปเสริม? : ในมุมของผม พรรคพลังประชารัฐส่วนใหญ่เป็น สส.ใหม่ ขณะที่ สส. เดิมมีอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาผมมองว่าโครงสร้างความเป็นพรรคการเมืองของพรรคพลังประชารัฐยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการเทรน สส. รุ่นใหม่ให้เข้าใจระบบการเมือง กฎหมาย ระเบียบต่างๆ เพราะการเป็นผู้แทนมันต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ กติกา ซึ่งต้องวางหลักเกณฑ์กันให้ชัดเจน นอกจากนี้ต้องดึงศักยภาพของสส. ทั้งเก่าและใหม่ออกมาแต่ละคนถนัดอะไร ชอบงานอะไร และต้องสร้างงานในด้านนั้นขึ้นมาในพรรคและอาจจะต้องมีการเชิญบุคคลที่มีความรู้ด้านต่างๆ มาให้ความรู้กับ สส. เป็นการเสริมบทบาทให้ สส. เราด้วย
- ถ้ามองแล้วพรรคประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐ แตกต่างกันอย่างไรบ้างทั้งโครงสร้างและองค์ประกอบ? : ผมมองว่าพลังประชารัฐตอนนี้ก็เหมือนพรรคประชาธิปัตย์ตอนก่อร่างสร้างตัวใหม่ เพียงแต่ว่าคนที่อยู่ในพรรคช่วงเริ่มต้นมีความแตกต่างกันเท่านั้น มีประสบการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน
- มาอยู่พรรคพลังประชารัฐ ท่ามกลางสายตาที่มองว่าพรรคยังไม่มีความสงบ ยังมีกลุ่มก้อน ยังมีคลื่นใต้น้ำรอปะทุขึ้นมา? : ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมมองว่าไม่ว่าเขาจะเป็นใคร แต่เขาก็คือมนุษย์ เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ดังนั้นต้องช่วยกันทำงาน ใครจะคิดอย่างไรเราห้ามความคิดเขาไม่ได้ แต่เราต้องรู้ว่าเราเป็นอย่างไร และสิ่งสำคัญของพรรคการเมืองคือต้องเชิดชูชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชน ที่มารวมกันเป็นพรรคการเมืองก็เพราะสิ่งเหล่านี้ ถ้าคิดเหมือนกันก็ทำงานร่วมกันได้อยู่แล้ว
- กระแสสังคมอาจมองว่าที่พรรคพลังประชารัฐมีการเสริมทีมกันในขณะนี้ กำลังเป็นการจัดทัพทางการเมืองเพื่อรองรับการเลือกตั้งครั้งหน้า? : เราไปห้ามคนมองไม่ได้ แต่ยืนยันไม่มีการเตรียมการอะไร เรื่องนั้นเมื่อถึงเวลาก็ค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้มันยังไม่ใช่เวลานั้น ตอนนี้หน้าที่พวกเราต้องทำให้พรรคมีความพร้อมก่อน ถ้าพรรคไม่พร้อมพอเลือกตั้งก็จะมีปัญหา ดังนั้นต้องร่วมมือกัน
- อนาคตของพรรคพลังประชารัฐ หาก พล.อ.ประวิตร ไม่ไหวแล้ว อยากถอยออกมา เป็นไปได้หรือไม่ที่คุณพีระพันธุ์ จะเข้ามาสานต่อ เป็นหัวหน้าพรรคแทน? : พล.อ.ประวิตร ยังไหว ยังกำลังวังชาดี สติปัญหาท่านยังจำแม่นเฉียบแหลม ท่านยังเป็นหลักของพวกเราได้ต่อ
- มีโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐเต็มตัวหรือไม่ เพราะประชาชนชื่นชอบ หากไม่ลงหลักปักฐานกับพลังประชารัฐ อาจมีปัญหาต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้? : นายกฯ ก็บอกแล้วว่าจะลงกับพลังประชารัฐ แต่ไม่ได้แปลว่าท่านต้องสมัครสมาชิก เพราะอย่างทุกวันนี้ก็จะเห็นว่านายกฯ ก็ยังสามารถทำงานได้
- ที่บอกว่ามาทำงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ แล้วสนุก ได้เรียนรู้อะไรบ้าง? : ทั้ง 3 ท่าน ผมคิดว่าท่านวางระบบไว้ดี โดยพล.อ.ประวิตร ดูแลด้านการเมือง พล.อ.อนุพงษ์ ดูด้านข้าราชการ และพล.อ.ประยุทธ์ ดูแลบริหารบ้านเมือง เหมือนกับ 3 ประสานที่แบ่งงานกันทำ ซึ่งผมไม่เคยเห็นสถานการณ์แบบนี้ในวงการเมืองที่เคยอยู่มา ที่ คน 3 คนจะทำงานและเชื่อใจกันโดยสนิทใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับรูปแบบทางการเมือง ที่อยู่กันแบบเชื่อใจกันได้ และเชื่อว่าทั้ง 3 ท่านจะช่วยกันดูแลชาติบ้านเมืองได้ สัมผัสได้ว่าทั้ง 3 ท่านมีความรักชาติบ้านเมือง ไม่ใช่อยากมีอำนาจทางการเมือง
- ได้แจ้งกับ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงการมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐแล้ว นายกฯ ว่าอย่างไรบ้าง? : ผมได้บอกกับนายกฯ ว่าขออนุญาตไปช่วย พล.อ.ประวิตร ซึ่งนายกฯ บอกว่าดีแล้วไปช่วยพี่เขาหน่อย ดีแล้วพี่เขาจะได้มีคนที่รู้เรื่องการเมืองเยอะๆ ผมก็สบายใจ และได้ไปบอกกับพล.อ.อนุพงษ์ด้วย ซึ่งทั้ง 3 ท่านก็เห็นดีด้วย
“ทั้ง 3 ท่านไม่ได้เข้ามาเพื่อต้องการแสวงหาอำนาจทางการเมือง แต่มาเพราะเห็นชาติบ้านเมืองมีปัญหา ต้องปรับปรุงแก้ปัญหาอะไรเขาก็พยายามทำ สำหรับผมมาการเมือง ลาออกจากผู้พิพากษามา ผมไม่ได้คิดมาเล่น แต่ผมคิดว่าเรื่องบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องเล่น เป็นเรื่องงาน ต้องมาทำงานการเมือง เพราะบ้านเรามีปัญหาเยอะ ซึ่งเป็นปัญหาของบ้านเมือง ไม่ใช่ปัญหาทางการเมืองที่มาวางแผนเพื่อจะได้อำนาจ ได้เป็นรัฐมนตรีหรือวางแผนเป็นรัฐบาลกัน ไม่ใช่อย่างนั้น และยืนยันผมไม่ใช่ตัวแทนนายกฯ ที่เข้าไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ แต่ใครจะมองอย่างไรผมห้ามไม่ได้”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี