วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
มีคนพูดว่า “หนังสือเก่าควรอ่าน เหล้านานควรกิน” เพราะการเสพสองสิ่งในเวลาห่างกัน ได้อรรถรสและรสชาติต่างกัน
เมื่อสี่สิบปีก่อนอ่านหนังสือ “สี่แผ่นดิน” ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และหยิบมาอ่านใหม่ จึงได้ความรู้สึกและอรรถรสแตกต่างกันจริงๆ ในวัยนมแตกพานรู้สึกว่า สี่แผ่นดินให้ความรู้เรื่องจารีตประเพณีและความเป็นอยู่ในราชสำนักได้ดีมาก เมื่ออ่านในวัยตกกระเกิดความรู้สึกซาบซึ้งในขัตติยะมานะของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ แผ่นดินที่หนึ่ง จนถึงแผ่นดินที่สี่คือรัชกาลที่ ๘ ที่ทรงนำพาประเทศฝ่ามรสุมความเปลี่ยนแปลง ทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ
แผ่นดินที่หนึ่ง บรรยายความรุ่งเรืองในพระราชสำนัก การปฏิรูปการปกครองไปพร้อมๆ กับเสริมสร้างความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ เพื่อคานดุลนักล่าอาณานิคมที่จ่อจะผนวกประเทศไทยเข้าไปอยู่ในอาณัติ แผ่นดินสองตรงกับรัชกาลที่ ๖ ราชสำนักลดความสำคัญของสตรีฝ่ายในลง ข้าราชบริพารชายเริ่มทำตามราชนิยม ขุนน้ำขุนนางผู้ลากมากดีส่งบุตรหลานไปเรียนยุโรป กระทั่งเกิดสงครามโลก ทำให้ แม่พลอย รู้สึกถึงภาวะข้าวยากหมากแพง แต่ พ่อเปรม กลับเห่อเหิมการทหารไทยที่ส่งไปร่วมรบในสงคราม สิ้นแผ่นดินที่สอง ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ถาโถมเข้าสู่ครอบครัวของแม่พลอยเมื่อลูกชายสองคนที่เรียนในอังกฤษกับฝรั่งเศส มีพฤติกรรมต่างกันสุดขั้ว ตาอั้นผู้พี่นักเรียนฝรั่งเศส พูดถึงการปกครองที่ล้าหลังของไทย และหลงใหลคลั่งไคล้การปกครองแบบฝรั่ง ส่วนตาอ๊อต ลูกชายคนเล็กนักเรียนอังกฤษไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับความเป็นอยู่แบบฝรั่ง
ตาอั้นสำเร็จการศึกษาหนีบเมียฝรั่งกลับมาด้วยวัฒนธรรมฝรั่งและเมียตาน้ำข้าวที่ตาอั้นนำกลับมา ได้สร้างความเหินห่างและตึงเครียดในครอบครัว เมื่อตาอั้นพูดถึงความล้าหลังของระบอบกษัตริย์ ทำให้เกิดการโต้เถียงขัดแย้งกับ ตาอ้น พี่ชายคนโตซึ่งรับราชการทหารเป็นร้อยโท แม่พลอยเฝ้ามองความขัดแย้งของลูกๆด้วยความกังวล ไม่เข้าใจว่าทำไม คำว่า “ประชาธิปไตย”ถึงนำความแตกแยกมาสู่ครอบครัว ตลอดจนการรังเกียจเจ้าที่พลอยรักบูชาเทิดทูนมาตั้งแต่เป็นเด็ก แม่ประไพ ลูกสาวคนเล็กที่แม่พลอยหวังให้แต่งงานกับท่านชายน้อย ถูกตาอั้นนักเรียนฝรั่งเศสขัดขวางเพราะเหตุว่าเป็นเจ้า ตาอั้นให้เหตุผลว่า ถ้าแม่ประไพแต่งงานท่านชายน้อย ทำให้เขายุ่งยากลำบาก เพราะ ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงฯ ที่เขาเรียกว่า ผู้มีวาสนาใหม่ จะระแวงสงสัย หน้าที่การงานเขาก็พลอยตกต่ำไปด้วย ตาอั้นจึงรวบรัดให้แม่ประไพแต่งงานเสียกับ พ่อเสวีหนึ่งในคนสำคัญของผู้มีวาสนาใหม่
“ประชาธิปไตย” ทำให้แม่พลอยหัวใจสลาย เมื่อตาอ้นลูกชายคนโตที่เป็นทหารเข้าร่วมรบกับ คณะกอบกู้ชาติจนถูกจับกุม เมื่อผู้มีวาสนาใหม่ปราบปรามขบถสำเร็จ ตาอ้นถูกตัดสินประหารชีวิต ขังคุกบางขวางก่อนส่งไปเกาะตะรุเตาสร้างความทุกข์อย่างแสนสาหัสแก่แม่พลอยและตาอ๊อตลูกชายคนเล็ก ส่วนตาอั้นกับพ่อเสวีพอใจกับการปราบปรามฝ่ายกอบกู้ชาติ แม่พลอยทนทุกข์กับชะตากรรมของลูกชาย และชอกช้ำระกำทรวงที่ราชสำนักซึ่งแม่พลอยรักเทิดทูนถูกข่มเหงย่ำยี จนสิ้นแผ่นดินที่สาม เพราะพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ สละราชสมบัติ
ย่างเข้า แผ่นดินที่สี่ ยุวกษัตริย์ได้รับการสถาปนาเป็นรัชกาลที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี ท่ามกลางความยุ่งเหยิงเมื่อผู้มีวาสนาใหม่แย่งชิงอำนาจและราชสมบัติกันเอง ประกอบกับเกิดสงครามโลกครั้งใหม่ ที่ไทยถูกลากเข้าไปร่วมวงไพบูลย์ ท่ามกลางความทุกข์ระทม ยังมีสิ่งชโลมใจที่ทำให้ชีวิตแม่พลอยกระชุ่มกระชวยขึ้นมาบ้าง เมื่อแผ่นดินที่สี่เจริญวัยขึ้นและเสด็จนิวัติประเทศ แม่พลอยกับประชาชนนับแสนๆ คนเฝ้าฯรับเสด็จรัชกาลที่ ๘ ด้วยความหวังใหม่ เมื่อขบวนเสด็จผ่านประชาชนไชโยโห่ร้องด้วยความยินดีปรีดา แต่ความสุขของแม่พลอยอยู่ได้ไม่นาน ก็มีข่าวร้ายในหลวงรัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ แม่พลอยหัวใจสลายวิญญาณหลุดออกจากร่างในวันเดียวกัน
สี่แผ่นดินจบลงในวันรัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคต แต่การย่ำยีเจ้าเป็นเรื่องจริง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เขียนให้อ่านกันในรัชกาลที่ ๙ ดังบันทึกเรื่องการจับกุม กรมขุนชัยนาทนเรนทร พระราชโอรสรัชกาลที่ ๕ กล่าวหาว่า สมคบกันประทุษร้ายคณะรัฐบาล กรมขุนชัยนาทฯถูกจับกุมขณะพักอยู่กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ที่ จังหวัดลำปาง ซึ่งท่านเขียนว่า “ได้ยินเรื่องขัตติยะมานะมานานหนักหนา เพิ่งได้เห็นกับตาคราวนี้ เจ้าหน้าที่เชิญเสด็จประทับในรถไฟ ที่มีตำรวจติดอาวุธคุมหน้าคุมหลัง พระองค์ไม่ทรงสะทกสะท้านเลย”การจับกุมกรมขุนชัยนาทฯสร้างความโทมนัสแก่ พระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นอย่างยิ่ง เพราะกรมขุนชัยนาทเป็นพระราชบุตรบุญธรรมพระองค์ที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ชันษา 12 วัน พระพันวัสสาฯ ทรงตรัสว่า “ทำไมรังแกฉันอย่างนี้ มันจะมาเอาชีวิตฉัน มาทำกับลูกฉัน เห็นได้ว่าเทียวหารังแกฉัน”
กระบวนการล้มเจ้าย่ำยีสถาบันดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2475 จนกระทั่งถึงปี 2500 เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ ยึดอำนาจขับไล่ทรราชไปตายต่างประเทศจอมพลสฤษดิ์ ฟื้นฟูความสำคัญสถาบันกษัตริย์ เปลี่ยน วันชาติจาก 24 มิถุนายน มาเป็น วันที่ 5 ธันวาคม จัดงานเฉลิมพระชนมพรรษา จัดงานพระราชพิธีฉัตรมงคลและพระราชพิธีต่างๆ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ฯลฯ เสนอข่าวพระราชสำนักผ่านวิทยุ ทีวีทุกวัน จนเป็นประเพณีสืบทอดกันมาถึงทุกวันนี้เมื่อภัยคุกคามจากทรราชหมดไป ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ทรงทุ่มเทพระปรีชาสามารถพัฒนาประเทศเพื่อความอยู่ดีกินดีของพสกนิกรของพระองค์ท่าน
ภัยคุกคามสถาบันจากทรราชเงียบหายไปหลายทศวรรษ การใส่ร้ายโจมตีสถาบันหลงเหลืออยู่บ้างจากพวกตกค้างที่ร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ทหารป่าก็ล้มหายตายจากไปพร้อมกับการใส่ร้ายป้ายสีสถาบันฯตั้งแต่ปี 2524 จนกระทั่งประเทศไทยเข้าสู่ ประชาธิปไตยปฏิรูป ในต้นศตวรรษ 2540 เมื่อ นักธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ปรากฏตัวขึ้นมา พร้อมๆ กับพฤติการณ์ล้มเจ้าเหมือนก่อนปี 2475 ผู้มีวาสนารุ่นใหม่ เริ่มพูดถึงทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แนะนำฝรั่งให้เขียนหนังสือเรื่องกษัตริย์ผู้ไม่เคยแย้มพระสรวล ผู้มีวาสนาใหม่ใช้เครื่องบินประจำตำแหน่ง คล้ายๆ กับครั้งที่ นายปรีดียึดรถพระที่นั่งไปใช้จนพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ ทรงตรัสว่า “แม้แต่รถก็ไม่มีให้ใช้ หากแม่เราป่วยจะไปโรงพยาบาลได้อย่างไร ทำไมของคนอื่นจึงขาดไม่ได้ แต่ของเราขาดได้ ถ้าเช่นนั้นไฟไหม้ทำเนียบท่าช้าง ฉันต้องเอาวังให้อยู่หรือ.....”
มีการพูดถึงทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และแสดงเจตจำนงจะเข้ามาดูแลทรัพย์สินฯ เหมือนกับที่คณะผู้ก่อการฯแปลงทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นสมบัติส่วนตัว ดังที่มีหลักฐานปรากฏในการประชุมสภาผู้แทนฯในปี 2480 ว่า นายเลียง ไชกาล สส.จาก อุบลราชธานี ยื่นญัตติด่วนเรื่องคณะรัฐบาลยึดที่ดินส่วนพระมหากษัตริย์มาจัดสรรแบ่งขายกันเองในราคาถูก ทำให้ หลวงพิบูลสงคราม รมต.กลาโหมและ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ รมต.มหาดไทย และคณะผู้ก่อการอีก 19 คน ต้องคืนที่ดินทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้ก่อการยึดทรัพย์พระมหากษัตริย์เข้าห่อตัวเอง
หลังจากยึดอำนาจในปี 2475 มีการทำธงประจำตัวผู้ก่อการฯเป็นรูป ไก่กางปีกกว้างคล้ายครุฑ และออกคำสั่งให้โรงหนังฉายภาพตัวเองให้ประชาชนยืนทำความเคารพ ซึ่งคล้ายคลึงกับ ผู้มีวาสนาทุนสามานย์ ที่เดินทางด้วยรถไฟขบวนพิเศษ ให้ประชาชนโบกธงชาติพิมพ์คำว่า ทรงพระเจริญ
ภัยคุกคามสถาบันในยุคทุนสามานย์ยังคงทำกันหลายรูปแบบทั้งในและนอกประเทศ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ทั้งการก่อกวนทำลายที่ในรูปแบบไพร่โค่นอำมาตย์ วันนี้ประเทศไทยเข้าสู่ศักราชใหม่ ถ้านับจากสี่แผ่นดินของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็ถือว่าเป็นแผ่นดินที่หก เชื้อร้ายมุ่งทำลายสถาบันยังคงเหลือตกค้างอยู่ประปราย ถึงไม่มีศักยภาพในการทำลายล้าง แต่ก็ร้ายแรงพอฉุดรั้งประเทศไทยไว้ได้อันดับหนึ่ง

ดรามาเดนมนุษย์! วิมล ไทรนิ่มนวล ถามแรงถึง พีระพันธุ์ งานนี้มีสะดุ้ง?
UNSC วงแตก! เลื่อนลงมติคุ้มครองเดินเรือพาณิชย์ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นสัปดาห์หน้า
เปิดรายงานช็อกโลก! แฉกาสิโนกัมพูชาโยงเครือข่ายสแกม ละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง
วัดอ่างทองไอเดียล้ำ! ‘กลั่นขยะพลาสติกเป็นเบนซิน’ สู้น้ำมันแพง-ลดขยะชุมชนยั่งยืน
ดร.อานนท์ จวก ปิยบุตร ไหนบอกไม่เกี่ยวอะไรกับพรรคส้มแล้ว ทำไมยังดิ้น!!!

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี