วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569
รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันประเทศไทยยังมีสต๊อกน้ำมัน ที่ซื้อมาก่อนเกิดสงครามใช้ได้ 90 วัน ที่เกิดความโกลาหลรถยนต์หาที่เติมน้ำมันไม่ได้ เพราะประชาชนตื่นกลัวน้ำมันขึ้นราคาตุนน้ำมันไว้เกินความจำเป็น
“เปรียบเหมือนตู้เอทีเอ็ม ธนาคารใส่เงินไว้สองล้านบาท แต่ลูกค้าแห่กันไปกดเงินหกล้านบาท ธนาคารเอาเงินไปเติมไม่ทัน”นายอนุทินกล่าว หลังจากคณะบริหารสถานการณ์ตะวันออกกลางแถลงว่าได้เตรียมน้ำมันไว้สำหรับปั๊มทั่วประเทศ 77 ล้านลิตรต่อวันแต่ความต้องการน้ำมันเกิดเพิ่มขึ้นเป็น 84 ล้านลิตรจึงเกิดปรากฏการณ์น้ำมันขาดปั๊ม
ในการแถลงข่าวประจำวัน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า สำรวจสต๊อกน้ำมันพบว่ายังมีพอใช้ได้ 101 วัน
ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมัน 6 โรง มีกำลังการผลิต 175 ล้านลิตร/วัน กลั่นน้ำมันสำเร็จรูป เบนซิน 32-33 ล้านลิตร/วัน ดีเซล 75-80 ล้านลิตร/วัน น้ำมันเครื่องบิน 25 ล้านลิตร/วัน น้ำมันเตา 13 ล้านลิตร/วัน และอีกส่วนเป็น LPG 6-7 ล้านกก./วัน
นายสราวุธระบุว่า ต้นตอของปัญหาเกิดจากความผิดปกติในการส่งน้ำมันให้กลุ่ม“จ๊อบเบอร์”หรือผู้ค้าคนกลาง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไม่ได้รับน้ำมันตามแผน รถขนส่งและโรงงานต่างๆจึงต้องหันมาแย่งเติมน้ำมันที่สถานีบริการทั่วไปแทน ส่งผลให้น้ำมันที่เตรียมไว้สำหรับภาคครัวเรือนถูกดึงไปใช้จนหมดอย่างรวดเร็วในบางจุด
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความว่า “อย่าหลงประเด็น เวลานี้ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤต ประชาชนต้องเข้าคิวเติมน้ำมัน
ปั๊มอ้างว่าน้ำมันหมดไม่มีน้ำมันให้เติม ต้องมีคนกักตุนแน่นอน แต่ไม่ใช่คนธรรมดาที่มีสถานที่เก็บ ต้องเป็นคลังขนาดใหญ่ที่หวังเก็งกำไร นายกฯอนุทิน รับปากว่าน้ำมันสำรองมีมาก ข้ามวันปั๊มน้ำมันจำกัดการซื้อ ปัญหาเกิดขึ้นทันที
รัฐบาลและรัฐมนตรีมีหน้าที่แก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ใช่แก้ต่างให้นายทุนโรงกลั่นน้ำมัน เวลานี้ไม่ใช่การค้าเสรีปกติ ไม่ใช่เวลามือใครยาวสาวได้สาวเอา อย่าปล่อยให้น้ำมันต้องขาดแคลน ต้องป้องกันไม่ให้เอกชนค้ากำไรเกินควร อย่าให้นายทุนกักตุนน้ำมัน คนไทยไว้วางใจเชื่อใจภูมิใจไทย อย่าให้ศรัทธาหมดสิ้นลง ก่อนรัฐบาลเข้ารับหน้าที่..”
ความโกลาหลเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยทั้งๆ ที่ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากที่ คู่สงครามโจมตีทำลายเป้าหมายพลังงานซึ่งกันและกัน ที่ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน ประมาณการว่า ตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านมุ่งเป้าหมายโจมตีโครงสร้างพลังงานและคลังแก๊สและน้ำมันในภูมิภาค
สงครามสร้างความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมพลังงานแล้วไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 600,000 ล้านล้านบาท และสร้างปัญหาอุปทานพลังงานโลกถึง 17%
แต่ปัญหานั้นจะเกิดกับประเทศไทยต่อเมื่อซื้อน้ำมันลอตใหม่ ไม่ใช่เก็งกำไรจากน้ำมันที่ซื้อมาก่อนสงคราม ที่กำลังเดินหน้าทำลายแหล่งพลังงาน.. อาทิ
ช่วงเช้าของวันที่ 18 มีนาคม (ตามเวลาท้องถิ่น)โรงงานปิโตรเคมีของอิหร่านในแหล่งก๊าซเซาท์ พาร์สถูกโจมตีทางอากาศ ตามรายงานของสำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) ซึ่งเป็นสำนักข่าวในเครือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps - IRGC)
นอกจากนี้ สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิหร่าน รายงานด้วยว่า เกิดเพลิงไหม้บริเวณโรงงานและหน่วยดับเพลิงกำลังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่
แหล่งก๊าซเซาท์ พาร์ส เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่กลางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย มีที่ตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและกาตาร์ โดยทั้งกาตาร์และอิหร่านต่างมีโรงงานอยู่ในแหล่งก๊าซนี้ รายงานว่า ผลผลิตจากแหล่งก๊าซเซาท์ พาร์ส คิดเป็น 70% ของการผลิตก๊าซทั้งหมดของอิหร่าน
ในวันเดียวกันนั้น อิหร่านก็โจมตีเมืองราส ลัฟฟาน(Ras Laffan) ของกาตาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันที่สื่อของรัฐบาลอิหร่านประกาศว่า เป็นเป้าหมายการโจมตี นั่นทำให้กาตาร์ระบุว่าอิหร่านเป็น “ภัยคุกคามโดยตรง” ต่อภูมิภาค และเสริมว่าประเทศกาตาร์ “สงวนสิทธิ์ที่จะตอบโต้”
ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียกล่าวว่าประเทศซาอุฯกำลัง“ขัดขวาง”การโจมตีโรงงานก๊าซแห่งหนึ่งของตน หลังจากที่ประชาชน 4 คน ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดในกรุงริยาด (Riyadh) และมีการสกัดกั้นขีปนาวุธในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเจ้าหน้าที่กล่าวว่า กำลังมุ่งหน้าไปยังโรงงานก๊าซและแหล่งน้ำมัน
ด้านอิสราเอล ระบุว่า กำลังโจมตีทางตอนเหนือของอิหร่านเป็นครั้งแรกในความขัดแย้งนี้ และไม่กี่ชั่วโมงต่อมา อิหร่านโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในเมืองไฮฟาของอิสราเอล ที่กลั่นน้ำมัน 197,000 บาร์เรลต่อวันคิดเป็น 60% การกลั่นน้ำมันทั้งหมดอิสราเอล
การโจมตีกันไปมา ที่คู่สงครามต่างฝ่ายต่างกล่าวว่า อีกฝ่ายอ่อนล้า มีคนตายจำนวนมาก และอาวุธทำลายล้างกำลังร่อยหรอลงไป
แต่เพื่อนชาวอเมริกัน-อิสราเอล บอกแนวหน้าว่า เมืองหลวงอิสราเอลยังคงถูกโจมตีรุนแรง จนต้องพาครอบครัวอพยพจากเทลอาวีฟไปอยู่เมืองจาฟฟาตอนใต้ของอิสราเอล
“ในบ้านมีคนป่วยที่แพทย์ประจำตัวบอกว่าไม่สะดวกมาดูแลคนป่วยที่ในเทลอาวีฟ อีกต่อไป เราเลยต้องย้ายไปอยู่บ้านชายทะเล” เพื่อนอเมริกัน-อิสราเอลกล่าว
เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานเมื่อวันที่17 มีนาคม ว่ารัสเซียได้ขยายความร่วมมือข่าวกรองและความร่วมมือทางทหารกับอิหร่าน โดยการช่วยหาภาพดาวเทียม และพัฒนาเทคโนโลยีโดรน เพื่อสนับสนุนเตหะราน ชี้เป้าหมายกองทัพสหรัฐในภูมิภาคตะวันออกกลางให้อิหร่าน
เตหะรานไม่ได้พูดถึงประเด็นสื่อตะวันตกกล่าวว่า รัสเซียชี้เป้าความเคลื่อนไหวกองทัพสหรัฐให้ IRGC ถล่มทำลาย ที่นักวิเคราะห์ข่าวสงคราม ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงอาทิตย์ที่สามของสงคราม ฐานทัพสหรัฐในภูมิภาคตะวันออกกลางถูกทำลายไปแล้ว 17 แห่งเครื่องบินรบ ถูกทำลาย 24 ลำ รวมทั้งเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศถูกยิงตกในอิรัก
นักวิเคราะห์กล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่และพลเรือนสหรัฐกว่า 60,000 คนอพยพออกจากตะวันออกกลาง
เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส เจรัลด์ อาร์.ฟอร์ด ของสหรัฐฯที่ใช้ในปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน คาดหมายว่าจะถอนตัวกลับไปยังท่าเรือเป็นการชั่วคราว หลังเกิดไฟไหม้บนเรือ ตามรายงานของรอยเตอร์สอ้างคำยืนยันจากพวกเจ้าหน้าที่อเมริกาเมื่อวันอังคารที่ 17 มี.ค. ซึ่งถือเป็นวันที่ 18ของการทำสงครามกับเตหะราน
วันที่ 20 มีนาคม สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานจากมอสโกว่า..รัสเซียเรียกร้องให้ยุติสงครามที่สหรัฐกับอิสราเอล รุกรานอิหร่าน“#โดยปราศจากการยั่วยุ”ในทันที กระทรวงต่างประเทศกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม ถึงสงครามที่ยังไม่คลี่คลายในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
กระทรวงต่างประเทศรัสเซียกล่าวว่า “มอสโก”สนับสนุนอย่างต่อเนื่องในความจำเป็นต้องสร้างสภาวะเพื่อสันติภาพ ความมั่นคง การอยู่ร่วมกันฉันมิตรระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับกับอิหร่าน”
“เราขอเน้นว่าก้าวแรกของเส้นทางนี้คือสหรัฐกับอิสราเอล “ต้องเลิกการผจญภัยทางทหารในทันที” (military adventure)
แถลงการณ์กล่าวรัสเซียพร้อมอำนวยความสะดวกในการแสวงหาข้อยุติความขัดแย้งผ่านทางพิธีการทูตและการเมือง เพื่อความมีเสถียรภาพยั่งยืนของภูมิภาค ในเวลาเดียวกันก็ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศแถบนั้นเป็นที่ตั้ง
มอสโกได้เตรียมการอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้ง ที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลางผ่านทางการทูตและทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งการสร้างบรรยากาศการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความสมดุล ความชอบธรรมผลประโยชนของประเทศในภูมิภาคทั้งมวล..”
เฟซบุ๊ก Nikorn Chunpromโพสต์ว่า.. ตอนนี้ไม่มีใครที่จะหยุดความบ้าคลั่งของทรัมป์ได้...เลยต้องเชิญอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ...จอห์น เอฟ เคนเนดี มาไว้คอยเตือนชาวโลกว่า “มนุษยชาติจะต้องยุติสงคราม ก่อนที่สงครามจะยุติมนุษยชาติ”
..การยื่นใบลาออกของ โจ เคนต์ ผอ.หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายสหรัฐฯ นั้น น่าจะช่วยให้ทรัมป์และทีมงานฉุกคิดได้บ้าง โจ เคนต์ มองว่า อิหร่าน ไม่ใช่ภัยอันตรายที่ใกล้ตัว ที่จำเป็นจะต้องโจมตีแต่อย่างใด ทรัมป์ตัดสินใจเพราะแรงจูงใจของยิวและคนใกล้ชิด หาใช่ทำเพื่ออเมริกันชนแต่อย่างใด
#ตัดสินใจหยุดเสียตอนนี้ ก่อนที่มันจะบานปลายจนเกินจะยุติยับยั้งได้...และหยุดพูดเสียทีว่าเราชนะแล้ว พูดอยู่ได้ทุกวัน เอาเงินไปจุนเจือคนไร้บ้านในอเมริกาไม่ดีกว่าหรือ...สังคมจะได้น่าอยู่มากขึ้น
คำแนะนำของ Nikorn สะท้อนความเห็นของอดีตนักข่าวสงครามชาวอเมริกัน-อิสราเอล ที่มองว่า ทรัมป์กับเนทันยาฮู โง่เขลาเข้าสู่สงครามอย่างไม่มียุทธศาสตร์และหาทางออกไม่ได้ “บางทีทรัมป์อาจใช้ข้อเสนอของรัสเซียเป็นทางลงก็ได้ เขาเป็นคนคาดหมายไม่ได้อยู่แล้ว” อดีตนักข่าวสงครามกล่าวสรุป
สุทิน วรรณบวร

ป.ป.ช.-สวทช.เดินหน้าพัฒนาเครื่องมือประเมิน ITA และ PIT เสริมความโปร่งใสภาครัฐ
รวบ บูม เซียนพระดัง! คดีอนาจารเด็ก 4 ขวบ ตร.แจ้ง 3 ข้อหาหนัก
กระทรวงเกษตรฯ เตรียมความพร้อมพระราชพิธีพืชมงคลฯปี 69 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงฝั่งเหนือ
สส. 1 ปี บำนาญตลอดชีพ? หมอวรงค์ ลั่นต้องยกเลิก อย่าเบียดเบียนภาษี
CIB รวบหนุ่มบัญชีม้า หลอกโอนเงินเพื่อหารายได้เสริม สูญเงินกว่า 2 ล้าน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี